สวีข่ายเริ่มลงมือ อย่างแรกที่ทำหลังจากที่เข้ามาในห้องคือตรวจสอบชีพจรหญิงสาวสกุลอี้ที่นอนอยู่บนเตียงไม่ได้สติ
ใบหน้าของเธอซีดเผือด ไร้เลือดฝาด หากไม่มีลมหายใจก็คงคิดว่าเป็นศพนอนตายอยู่บนเตียง
หลินอู๋เฉินปล่อยให้อีกฝ่ายแสดงผลงาน โดยไม่เข้าไปก้าวก่ายแม้แต่เล็กน้อย
เนิ่นนานสวีข่ายจึงได้ถอนมือออกมา เป็นเหวินจิ้งอีที่กล่าวถาม “เป็นยังไงบ้าง พอจะรักษาได้หรือเปล่า”
สวีข่ายพยักหน้าตามด้วยกล่าว “ได้สิ แต่ผมไม่สามารถทำให้เธอตื่นได้ตอนนี้ ได้แต่ช่วยให้ร่างกายดีขึ้น”
“อ้อ...” สีหน้าของเหวินจิ้งอีดูผิดหวัง รวมถึงครอบครัวสกุลอี้ที่อยู่ในห้อง
สวีข่ายนำเข็มเงิน 18 เล่มออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะเริ่มลงมือปักลงบนร่างกายของผู้ป่วย ไม่นานเธอเหมือนกับเม่นที่มีหนามแหลม
จัดการเสร็จสวีข่ายเสริม “ใช้เวลาราว 15 นาที ผู้ป่วยคนนี้จะอาการดีขึ้น”
เหวินจิ้งอีพยักหน้ารับ รอดูตามที่เขาคุยเงียบๆ
แต่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงพลันมีสีหน้าบิดเบี้ยว ปากของเธอพ่นเลือดสีดำออกมา นอกจากนั้นเส้นเลือดใต้ผิวหนังคล้ายกับเคลื่อนไหวได้เอง ผิวพรรณเริ่มกลายเป็นสีม่วงเข้ม คล้ายกับถูกพิษฉับพลันและเธอกำลังจะตาย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...” เหวินจิ้งอีตกใจ และไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น โดยเฉพาะซูเฉียนเฉียนยิ่งทนเห็นภาพสยดสยองไม่ได้
“เดี๋ยวสิ นี่มัน...” สวีข่ายร้อนรนขี้นมาแล้ว ตอนนี้สมองขาวโพลนไปหมด คิดอะไรไม่ออก เขาก็ทำตามสิ่งที่อาจารย์ได้สอนมาทุกอย่าง แต่ไหงกลับไม่เป็นแบบที่คิด
ร่างกายของผู้ป่วยเริ่มชักกระตุก เลือดสีดำออกมาจากปากราวกับน้ำพุ ดวงตาคู่นั้นไร้ชีวิตชีวากำลังกลอกกลิ้งจนดูน่าขนลุก
“ผมต้องช่วยเธอ ต้องรีบระดมหมอในโรงพยาบาลมา!” เถียนเล่ารีบกดปุ่มฉุกเฉินที่เตียงผู้ป่วย หวังเข้าไปดูอาการเธอเป็นคนแรก แต่ต้องถูกขวางโดยหลินอู๋เฉิน
“เธอกำลังจะทำอะไร!” เถียนเล่าถาม สายตาของเขาที่มองหลินอู๋เฉินไม่มีความเป็นมิตรแม้แต่น้อย
“ไม่ทำอะไรเห็นทีจะไม่ได้ เพราะฉันเองเป็นคนที่บอกให้เขาทำแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ใช่ไหมจิ้งอี” หลินอู๋เฉินไม่มีความเคารพแม่ยาย
ให้ตายสิในสายตาเขาเคยเคารพใครบ้างไหม
เถียนเล่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ต้องถอยออกมาเมื่อถูกภรรยามอง
“ปล่อยให้เขาทำ” พูดประโยคนี้ออกไปเหวินจิ้งอีลำคอแห้งผาก ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้าบ้าบิ่นมาจากไหน ถึงได้เชื่อในฝีมือของหลินอู๋เฉิน
หลินอู๋เฉินผลักเถียนเล่าออกไปไกลๆ มือข้างหนึ่งตบถุงจักรวาล มองเห็นกล่องสีดำบินมาอยู่ตรงหน้า ส่วนมืออีกข้างทำมุทรา เข็มเงิน 18 เล่มของสวีข่ายที่ยังปักตรึงอยู่บนร่างกายของผู้ป่วยก็ถูกดึงออกมา ก่อนจะตกลงไปบนโต๊ะที่อยู่ข้างๆ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกคนตกตะลึง แต่ยังไม่ทันได้พักหายใจกล่องสีดำก็เปิดออก แล้วเข็มทั้ง 7 เล่มก็บินออกมา ปักลงบนร่างของผู้ป่วยสกุลอี้
เธอที่มีผิวพรรณม่วงคล้ำดวงตากลอกกลิ้งเริ่มสงบลงอย่างช้าๆ พริบตาเดียวผิวกลับกลายเป็นกระจ่างใส ใบหน้าปรากฏเลือดฝาด ดวงตาคู่นั้นค่อยๆ หลับลงอย่างช้าๆ นอกจากนั้นปากของเธอที่อ้ากว้างก็มีตะขาบตัวใหญ่ดิ้นพล่าน แกว่งร่างกายขนาดใหญ่คลานออกมาจากปากเธอด้วยความไม่เต็มใจ
“นั่นคืออะไร...” เหวินจิ้งอีเผลอถอยหลังไป ลูบแขนตัวเองด้วยความหนาวเย็นเมื่อเห็นตะขาบชวนขนลุก
ไม่ใช่เธอคนเดียวเท่านั้นที่สงสัยและหวาดกลัว ทุกคนเองก็เช่นกัน
“นี่คือตัวอ่อนของตะขาบ ทุกคนที่ถูกกัดจะมีตะขาบอยู่ในร่างกายตรงช่วงหัวใจเพื่อกัดกินจากภายใน ดังนั้นจึงไม่สามารถตื่น ต้องนอนเป็นผักท่าเดียว รอให้ตะขาบโตเต็มวัยเมื่อไหร่ มันก็จะแหวกอกของเธอออกมาเอง จากนั้นเธอก็จะตายแบบหลายคนก่อนหน้านี้” หลินอู๋เฉินอธิบายด้วยความอดทน ก่อนจะทำลายตะขาบที่อยู่ในมือไปอย่างง่ายๆ
“นี่เท่ากับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลก่อนหน้านี้เป็นเพราะตะขาบที่โตเต็มวัยสินะ มิน่าล่ะมันถึงได้คร่าชีวิตผู้ป่วยนับไม่ถ้วน น่ากลัวเกินไปแล้ว!” ในฐานะหมอคนหนึ่ง เถียนเล่าถึงกับไร้เรี่ยวแรง
เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องตรวจร่างกายผู้ป่วยให้ละเอียดขึ้น จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดซ้ำสอง
“เท่านี้อี้หลงก็ฟื้นแล้วสิ ขอบคุณ ขอบคุณคุณมากๆ” ครอบครัวสกุลอี้เผยสีหน้ายินดี ดูเหมือนว่าการเดิมพันข้างเหวินจิ้งอีจะถูกต้อง
หลินอู๋เฉินเก็บเข็มเงินของตัวเองที่ถูกทำความสะอาดกลับมา ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย “ยังหรอก ร่างกายของเธอถูกพิษนานเกินไป จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมทุกวัน และในชุนเหลียนนอกจากฉันแล้วก็ไม่มีคนอื่นอีก”
“เอ่อ....สกุลอี้ไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวย พวกเราเกรงว่าจะไม่มีเงินมารักษาลูกสาวจนหาย” เพราะวิธีการของหลินอู๋เฉินนั้นพิศดารเกินไป ดังนั้นการรักษาต้องแพงแน่ พ่อแม่ของอี้หลงจึงได้แต่พูดด้วยความไม่มั่นใจ
เหวินจิ้งอีเข้ามาขัดจังหวะ “เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล ค่าใช้จ่ายทางโรงพยาบาลเราจะเป็นคนออกให้เอง”
“ขอบคุณมากครับ ครอบครัวของผมจะไม่มีทางลืมบุญคุณครั้งนี้เด็ดขาด!”
เหวินจิ้งอีไม่ใช่คนดีอะไร แค่ห่วงชื่อเสียงของโรงพยาบาล ไม่อยากให้มีคนตายที่นี่ด้วยเหตุการณ์พิศดารอีกก็เท่านั้น
“คุณหลินคะ แล้วเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมหลังจากที่สวีข่ายฝังเข็มลงไป อี้หลงถึงได้...เป็นแบบนั้นคะ” ซูเมิ่งหรันถาม และดูจากคำพูดเธอไม่ได้หวังดีต่อสวีข่ายเป็นแน่
พวกเขาเพิ่งจะจำได้ว่ามันเกิดขึ้นตอนที่สวีข่ายลงมือฝังเข็ม ทันใดนั้นทุกคนต่างก็มองไปที่แพทย์อัจฉริยะ
สวีข่ายเริ่มหายใจไม่เป็นปกติ โดยเฉพาะยามที่เผชิญหน้ากับหลินอู๋เฉิน ร่างกายถึงกับสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าบ้านสกุลซูอยากจะฟังหรือเปล่า” หลินอู๋เฉินยิ้มเจ้าเล่ห์
เจ้าบ้านสกุลซูยังไม่ทันได้ตอบ ซูเฉียนเฉียนรีบเร่งพูดว่า “ขอคุณหลินโปรดบอก เรื่องนี้ฉันเองก็อยากรู้”
อาจเพราะสวีข่ายเป็นหมอประจำตัว ซูเฉียนเฉียนจึงค่อนข้างอ่อนไหวต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ
หลินอู๋เฉินพยักหน้ายิ้ม “ง่ายๆ สวีข่ายเป็นแพทย์ 18 มงกุฎ เขาไม่ได้มีทักษะอย่างที่พูดมา เรื่องทุกอย่างคือเรื่องโกหก และที่เห็นว่าอี้หลงร่างกลายเป็นแบบนั้นอย่างฉับพลันก็เพราะสวีข่ายใช้เข็มแทงเข้าที่จุดชีพจร ซึ่งในตอนนั้นภายในร่างกายของอี้หลงก็บอบช้ำด้วยพิษจากภายใน โดนเข็มของคนที่ไม่รู้ความแทงเข้าร่างกายจึงเหมือนตัวกระตุ้น ทำให้พิษจากตะขาบแล่นไปทั่วร่าง หากฉันลงมือช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาที อี้หลงก็คงตายไปแล้ว”
หลังจากหยุดไปเล็กน้อย หลินอู๋เฉินกล่าวต่อว่า
“ฝีมือของสวีข่ายคือของปลอม แต่เขากลับหลอกลวงคนได้อย่างเชี่ยวชาญ ทำให้บ้านสกุลซูคิดว่าเขาเป็นแพทย์อัจฉริยะ กระทั่งซื้อบ้านพักในทะเลสาบหงถิงให้ นอกจากนั้นยังให้รักษา...โชคดีที่เธอรอดมาได้ ไม่งั้นฉันไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ”
พูดถึงตรงนี้หลินอู๋เฉินถอนหายใจ จงใจมองซูเฉียนเฉียนด้วยความรู้สึกสงสาร
คำพูดของหลินอู๋เฉินราวกับลิ่มที่ตรอกลงกลางใจ นายผู้เฒ่าซูถึงกับร่างสั้นเทิ่ม หยิบไม้ค้ำและต้องการฟาดสวีข่ายให้ตาย แต่เจ้าตัวกลับหลบฉากไปข้างๆ ไม่ได้โจมตี แต่วิ่งหนีออกจากประตูห้องผู้ป่วยไป
“เถียนเล่า! บอกให้ รปภ จับเขา” เหวินจิ้งอีร้องบอก สามีราคาถูกของเธอพยักหน้า จากนั้นจึงรีบวิ่งไปข้างนอก ตามสวีข่ายคนเลวจอมหลอกลวงไป
ส่วนเรื่องของหลินอู๋เฉิน ตอนนี้เขาไม่สงสัยเลยสักนิด และรู้สึกว่าเป็นตัวเขาเองเสียอีกที่มีอคติ จนอดคิดไม่ได้ว่าหากได้ลูกเขยมีทักษะแพทย์ยอดเยี่ยมแบบนี้ตบแต่งเข้าบ้าน ไม่แน่โรงพยาบาลชุนเหลียนในอนาคตอาจโด่งดังที่สุดก็ได้!
“คุณหลิน ต้องขอบคุณจริงๆ ที่คุณช่วยเปิดโปงพวก 18 มงกุฎ ผมเองก็แก่แล้ว คิดว่าอาบน้ำร้อนมามากแต่ที่ไหนได้กลับถูกคนหนุ่มคนหนึ่งหลอก!” นายผู้เฒ่าซูถอนหายใจ
เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกผิดต่อซูเฉียนเฉียนเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าหากเธอเกิดเป็นอะไรขึ้นมาระหว่างการรักษาของสวีข่าย เขาจะโกรธตัวเองไปชั่วชีวิต
“ไม่เป็นไร ฉันก็แค่ไม่อยากให้คนอย่างเขาหลอกลวงใครก็เท่านั้น โดยเฉพาะตาแก่แบบนาย” หลินอู๋เฉินยักไหล่ ท่าทางไม่ใส่ใจหรือให้ความเคารพ
นายผู้เฒ่าซูไม่ได้โกรธ กลับกันเขารู้สึกว่ามันสมควรเป็นแบบนี้ ด้วยความสามารถอันน่าทึ่งของหลินอู๋เฉิน ได้แต่บอกว่าดีแค่ไหนแล้วที่เขายอมลดตัวลงมาคุยด้วย
“หลินอู๋เฉิน หลังจากที่ได้เห็นเธอรักษาอี้หลงแล้ว ฉันก็ยิ่งมีความมั่นใจว่าทุกคนจะเซ็นสัญญารับความเสี่ยง ยินยอมให้เธอรับษาแต่โดยดี” เหวินจิ้งอีกล่าว ก็รู้นะว่าครอบครัวซูโดนหลอก แต่โรงพยาบาลเธอก็สำคัญไม่แพ้กัน
“แล้วแต่เลย แต่วันนึงฉันรักษาได้แค่ 10 คน โดยเริ่มหลังจากบ่าย 1 ไปแล้วเท่านั้น และนอกเหนือจากนั้น ฉันอยากจะรักษาตามลำพัง ไม่อยากให้คนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง” หลินอู๋เฉินยื่นคำขอ
“นี่...” เหวินจิ้งอีมีท่าทางลังเล
“คุณเหวิน อย่าได้กังวลไปเลยครับ ทักษะของคุณหลินพิเศษมาก ผมว่ามันคงจะไม่ดีนักที่ทุกคนเห็น คุณเหวินว่าจริงไหมครับ” นายผู้เฒ่าซูบอกด้วยรอยยิ้ม