หลิงเอ๋อร์ระงับความสงสัยไว้ลึกๆ ในใจและก้าวเดินออกจากลานบ้านอย่างไม่รีรอ
เป้าหมายของเธอในครั้งนี้เรียบง่ายนักนั่นคือการไปหยั่งเชิงเหล่าอาจารย์ของเธอ
ในฐานะบุคคลสำคัญที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสหพันธรัฐแม้เหล่าอาจารย์ของเธอจะชราภาพจนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพลังวิญญาณและไม่ได้มีพลังฝีมือแข็งแกร่งเท่าใดนักทว่าตำแหน่งและอำนาจของพวกเขากลับไร้ข้อกังขา
ขณะที่หลิงเอ๋อร์เริ่มสืบเสาะข่าวคราว ณหุบเขาแห่งหนึ่งที่ถูกม่านหมอกหนาทึบปกคลุม
“ตึก ตึก ตึก...”
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นกลุ่มคนห้าคนก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ
ผู้นำกลุ่มเป็นชายร่างกำยำท่าทางดุดันไม่รู้ไปได้ปืนลูกซองมาจากที่ใด จึงกระชับมันไว้ในมือแน่น
เขาคือซูหู่ ชายร่างยักษ์สมชายชาตรีในครั้งนี้เขามาในฐานะหัวหน้าทีมพาสหายรุ่นเยาว์มาสำรวจขุนเขาแห่งหมอกที่ร่ำลือกันว่าลึกลับและชั่วร้ายนัก
“พี่หู่ขุนเขาแห่งหมอกนี่มันร้ายกาจจริงเหรอครับ?”
เมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มสวมแว่นท่าทางสุภาพอ่อนโยน ซูหู่ก็พยักหน้าเล็กน้อย ‘ขุนเขาแห่งหมอกนั้นลึกลับพิศวงจริงๆจนถึงตอนนี้ก็มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าไปได้ลึก นอกนั้นส่วนใหญ่มักจะเดินวนกลับมาที่จุดเดิม’
“ฮ่าๆๆ นั่นมันเมื่อก่อนต่างหากคราวนี้มีเชียนฉินอยู่ด้วย พวกเราจะเข้าไปลึกขึ้นได้ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว”
พูดพลางชายหนุ่มสุภาพอ่อนโยนคนนี้ก็เลื่อนแว่นขึ้น และมองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักแววตาของเขาซ่อนความร้อนรุ่มไว้มิดชิด
หญิงสาวคนนั้นสวมเสื้อแขนยาวรัดรูปสีดำทับด้วยเสื้อแจ็กเกตสีเดียวกันและสวมกางเกงยีนรัดรูปโชว์เรียวขางดงาม อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี
เธอชื่ออวี๋เชียนฉินเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยระดับธรรมดาแห่งหนึ่ง
เดิมทีเธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งนอกเสียจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นจนได้รับความสนใจจากผู้คน
แต่เมื่อยุคแห่งพลังวิญญาณมาถึง
หญิงสาวคนนี้บังเอิญตื่นรู้พรสวรรค์อย่างหนึ่งที่หาได้ยากนั่นคือสัมผัสที่หก หรือที่เธอเรียกว่า ‘สัญชาตญาณผู้หญิง’
ด้วยพรสวรรค์นี้อวี๋เชียนฉินจึงโดดเด่นขึ้นมาในเวลาเพียงไม่กี่เดือนจนกระทั่งตอนนี้เธอได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย และก้าวเข้าสู่โลกกว้างด้วยตัวคนเดียว
และในตอนนี้เธอได้รับคำชวนจากเพื่อนบางคนให้มาสำรวจขุนเขาแห่งหมอกนี้
มีข่าวลือว่า ขุนเขาแห่งหมอกนี้นอกจากหมอกที่ลึกลับพิศวงแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรน่ากล่าวถึง
ดังนั้น มันจึงดึงดูดนักผจญภัยที่อยากเป็น‘ผู้กล้า’ จำนวนมากเข้ามาเสี่ยงโชค
และคณะของอวี๋เชียนฉินก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ทว่า จุดที่แตกต่างจากคนอื่นๆ คือ‘สัมผัสที่หก’ ของหญิงสาวคนนี้กลับพาคณะสำรวจขนาดเล็กของเธอเข้าไปได้ลึกหลายกิโลเมตรโดยไม่วนกลับไปที่จุดเดิมเลย
“คราวนี้ พวกเราไม่ได้หวังอะไรมากแค่เก็บดอกไม้และสมุนไพรวิญญาณติดมือไปบ้างล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์สองสามตัวก็พอแล้ว”
ชายหนุ่มร่างใหญ่หัวเราะหึๆ และกำหมัดแน่นบนใบหน้าเผยรอยยิ้มกระหายเลือด
ชายหนุ่มชุดดำรูปร่างผอมบางที่พิงโคนต้นไม้อยู่ตลอดเวลาจ้องมองชายหนุ่มร่างใหญ่อย่างเย็นชา แต่กลับไม่พูดอะไร
มีเพียงความเย้ยหยันที่แฝงอยู่ในแววตาของเขาอย่างไม่ปิดบัง
ล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์รึ?
หึแม้ตอนนี้พลังวิญญาณของเขาจะสูงถึงห้าพันหน่วยเขาก็ยังไม่กล้าโอ้อวดมากขนาดนั้นเลย
เจ้าหมอนี่ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ในเวลานี้ดูเหมือนชายหนุ่มร่างใหญ่จะสังเกตเห็นสายตาของเพื่อนร่วมทางจึงยิ้มเย็นและพูดประชดประชันว่า
“เหลิ่งเฟิงนี่ไม่ใช่การเดิมพันครั้งสุดท้ายของนายเหรอ? ไม่คิดจะเล่นใหญ่หน่อยหรือไง?รู้ไหมว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์หายากบางตัวพวกคนรวยเสนอราคาเป็นล้านเลยนะ พอให้นายกินอยู่สุขสบายไปครึ่งชีวิตเลย”
“ไม่สน”
เหลิ่งเฟิงตอบกลับอย่างเย็นชาและหันไปทางอื่น
ในฐานะคนที่เร่ร่อนอยู่ตามชายเมืองมานานเขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์นั้นเป็นที่ต้องการในตลาดเพียงใด
แต่ก็น่าเสียดาย
คนธรรมดาไม่มีโชคได้ครอบครองมันหรอก
ทีมก่อนของเขาหมายตาละมั่งกลายพันธุ์ระดับกลางตัวหนึ่งเพื่อหวังจะรวยทางลัด ผลคือยกเว้นเขาที่รอดตายหวุดหวิด คนอื่นๆต้องจบชีวิตลงใต้เขาโค้งงามของละมั่งนั่น
จนถึงตอนนี้เหลิ่งเฟิงยังจำเขาละมั่งอาบเลือดเย็นยะเยือกได้ติดตา
“อะแฮ่ม”
ซูหู่ผู้นำทีมไอเบาๆและมองไปยังชายหนุ่มร่างใหญ่กับเหลิ่งเฟิง ก่อนจะขัดจังหวะว่า
“ครั้งนี้อย่าไปยั่วสัตว์ป่ากลายพันธุ์เลยดีกว่า ขุนเขาแห่งหมอกลึกลับพอแล้วเราเดาความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นไม่ได้หรอก”
พูดพลางสายตาของซูหู่ที่มองไปยังทั้งสองคนก็แฝงความอิจฉา
ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ
ยิ่งกว่านั้นยังเป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติสองคนที่ตื่นรู้พรสวรรค์สายต่อสู้ซึ่งแตกต่างจากเชียนฉิน
คนหนึ่งคือผู้เสริมพลังร่างกายซึ่งเป็นพรสวรรค์ที่พบเห็นได้บ่อย แต่ก็เป็นพรสวรรค์ที่น่าปรารถนาที่สุดเช่นกัน
อย่างชายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้ตื่นรู้พรสวรรค์เสริมพลังกายทั่วร่าง
ตอนนี้แขนทั้งสองข้างของเขาหนาเท่าต้นขาคนทั่วไปแล้ว หากไม่มีเสื้อผ้าปกคลุมแค่เห็นมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งน่ากลัวของเขาก็จะทำให้คนอดรู้สึกขนลุกไม่ได้
ซูหู่เคยเห็นชายคนนี้ยกย้ายรถยนต์คันเล็กน้ำหนักหลายตันมาแล้วด้วยตาตัวเอง
ส่วนเหลิ่งเฟิงคนนั้นตื่นรู้พรสวรรค์ที่อธิบายยาก... เงาหรือเปล่านะ?
เมื่อนึกถึงเงาของเหลิ่งเฟิงใต้แสงไฟที่มักจะดูแปลกๆซูหู่ก็รู้สึกสงสัย
แต่เรื่องนี้ก็ถามยากจริงๆ นั่นแหละ
พรสวรรค์เป็นความลับสุดยอดของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ
ยกเว้นคนที่ไม่อาจปกปิดหรือพวกไร้เดียงสาประกาศพรสวรรค์ของตนอย่างเอิกเกริก คนอื่นๆล้วนเก็บงำไว้เป็นความลับ
ท้ายที่สุดแล้ว ในโลกมนุษย์สิ่งที่ยากที่สุดที่จะป้องกันก็คือใจคนนั่นเอง
ในเวลานั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ระวัง มีบางอย่างแปลกๆ กำลังมาทางนี้”
เชียนฉินเตือนสติทุกคนและถอยไปหลบอยู่ด้านหลังเพื่อนร่วมทีมอย่างรวดเร็ว
ทุกคนเห็นเช่นนั้นก็ไม่ประหลาดใจ
ในฐานะผู้มีพลังเหนือธรรมชาติด้วยกันพลังต่อสู้ของเชียนฉินไม่ต่างจากชายธรรมดาทั่วไปเท่าไรนัก
“ฮ่าๆๆ มาได้ถูกเวลาจริงๆ”
ชายร่างใหญ่ยืนขึ้นช้าๆและหักไม้ที่เก็บได้ในมือโดยไม่รู้ตัวสายตาของเขาจ้องมองไปยังส่วนลึกของม่านหมอกอย่างกระหาย
ครู่ต่อมา เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ารูปร่างไม่ใหญ่ ดูผอมบาง
“น่าจะเป็นแค่งูนะ”
ชายหนุ่มร่างใหญ่ยิ้มเย็นและไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แถมยังยื่นมือออกไป
“ฟึ่บ!”
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นม่านหมอกถูกพัดกระจายไป
จากนั้นแววตาของชายหนุ่มร่างใหญ่ก็ปรากฏประกายแสงแวบหนึ่ง ก่อนที่จะกระชากมือกลับมา
“แกร่ก...”
พร้อมกับเสียงคล้ายกระดูกหักงูสีนิลตัวหนึ่งก็อยู่ในมือของเขาแล้ว
แต่เมื่อเห็นงูสีนิลที่หัวบิดเบี้ยวไปครึ่งหนึ่งคาดว่าคงไม่มีทางรอดแล้ว
“เชอะ แค่พวกชั้นต่ำ”
ชายหนุ่มร่างใหญ่โยนงูสีนิลที่ตายแล้วทิ้งไปด้านหลังอย่างไม่สนใจไยดี
แม้จะอวดดีแต่ก็ต้องบอกว่าชายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้มีความสามารถจริงๆ
งูสีนิลกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่หนึ่งเช่นนี้คนธรรมดาคงรับมือได้ไม่แน่
แต่สำหรับคนเหล่านี้...ซากพวกนี้มันไม่มีราคาเลยแม้แต่น้อย