กว่าสองชั่วโมงพวกมันทั้งสี่เดินวกวนหลงอยู่ในดินแดนอันประกอบด้วยเสาหินปูนและกองหินมากมาย ในช่วงแรกทางเดินนำพาให้เดินวกกลับมาที่เดิมอยู่หลายครั้ง แต่ขณะนี้ได้เดินลึกเข้ามาไม่มีใครรู้ว่าอยู่ส่วนใดของหุบเขาแห่งนี้แล้ว
ยิ่งเดินลึกเข้าไปอากาศภายในยิ่งเหน็บหนาวและหนักอึ้ง หมอกที่เคยมีอย่างบางเบาเปลี่ยนเป็นแน่นหนา แสงจากคบเพลิงก็เริ่มลดความสว่างลงทำให้มองเห็นทุกอย่างรอบกายในระยะเพียงสามก้าวเท่านั้น
อุทัยทดสอบแผ่ปราณสัมผัสอันละเอียดอ่อนออกรอบกายในรัศมีกว่าสิบเส้นไม่พบสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นใด มีเพียงแท่งเสาหินปูนมากมายนับแสนต้นเป็นพื้นที่กว้างขวางยังหาชายขอบไม่เจอ ทั้งไม่ปรากฏแม้กระทั่งปากทางที่เดินเข้ามาในคราวแรก แสดงว่าพวกมันเดินหลงเข้ามาไกลมากแล้ว
.. คณะของพวกมันหลงทางอย่างจริงแท้แน่นอน !!!
เดินมาถึงโถงห้องหนึ่ง ราชิตส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดิน เท้าของญานินดาก็ไปสะดุดถูกสิ่งสิ่งหนึ่ง
"!!!" ญานินดาหัวทิ่มไปข้างหน้าแทบล้มลง
อุทัยส่องคบเพลิงลงที่พื้น สิ่งที่ได้พบเห็นทำพวกมันหยุดหายใจ
"ว๊ายยยย !!!" เสียงตื่นตระหนกของญานินดา
เจ้าธรรมหันมองตาม พบเห็นบางสิ่งกองอยู่บนพื้น ทำมันถึงกับก้าวขาไม่ออก
"ผะ ผะ ... ผี ... หลอกกกกก !!! " เจ้าธรรมร้องเสียงหลง ยิ่งทำให้บรรยากาศน่าสะพรึงเข้าไปอีก
สิ่งที่อยู่บนพื้นคือซากศพซากหนึ่ง ศพมีลักษณะเหี่ยวแห้งเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเครื่องแต่งกายคล้ายทหารโบราณเปื่อยขาดเบ้าตาโหลกลวงโบ๋มองเห็นกะโหลกสีหม่น
"ไม่รู้มันผู้นี้นอนตายอยู่นานเท่าใดแล้ว" ราชิตกล่าว
พร้อมส่องคบเพลิงออกโดยรอบพบเห็นโครงกระดูกเช่นเดียวกันอีกหลายซาก
อุทัยเดินไปดูอีกซากหนึ่งกล่าวว่า "ซากกระดูกนี้สมควรเก่าแก่กว่า ..."
เป็นดังอุทัยว่า ซากกระดูกซากนั้นเหลือเพียงโครงกระดูกและเศษเสื้อผ้าที่ย่อยสลายจนเปื่อยยุ่ย ไม่สามารถระบุถึงยุคสมัยของบุคคลผู้นี้ได้
"พวกมันคงหลงทางอยู่ภายในหุบเขานี้จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต" อุทัยกล่าว
"คาดว่าเป็นเช่นนั้น .. รีบออกจากสถานที่ผีสางเช่นนี้ได้หรือไม่ ..." เจ้าธรรมกล่าว มันกลัวผียิ่งนัก
ญานินดาหน้าซีดกล่าวเสียงเครือ "ขะ .. ข้าเห็นด้วย ... พวกเรารีบเดินต่อกันเถอะ ..."
ราชิตยังคงพิจารณาซากศพต่างๆ อย่างตั้งใจกล่าวว่า
"ล้วนเป็นซากศพของบุคคลหลายยุคหลายสมัย ล้วนนำชีวิตมาทิ้งไว้ในหุบเขาแห่งนี้"
"ซากนี้เหลือเพียงเครื่องแบบทหาร มีทั้งเกราะเงินและอาวุธระดับขุนพลของอาณาจักรหนึ่ง ดูจากรูปแบบสมควรเป็นอาณาจักร 'รานียะ' ... อาณาจักรโบราณที่เคยรุ่งเรืองเมื่อห้าพันปีก่อน"
"นี้ก็เป็นซากศพของอีกผู้หนึ่ง น่าเป็นยอดยุทธ์ มีกระบี่วางอยู่ข้างกายด้วย ..."
ราชิตหยิบกระบี่ขึ้นมาแล้วดึงออกจากฝัก ตัวกระบี่ทำด้วยโลหะชั้นเลิศส่องแสงสะท้อนจากคบเพลิงวิบวับ นามของมันถูกสลักด้วยอักขระโบราณเอาไว้ที่โคน
"เทพวายุ ... อื่มมม กระบี่ชั้นยอด ... ฮ่า ..."
ราชิตเก็บกระบี่คืนฝักวางคืนแก่เจ้าของที่เหลือเพียงโครงกระดูก ไม่รู้ยอดยุทธ์ผู้นี้กับกระบี่คู่กายนอนอยู่ในหุบเขานี้นานเท่าใดแล้ว
อุทัยเอะใจกล่าวว่า "เหตุใดซากศพเหล่านี้มารวมกันที่ห้องโถงแห่งนี้"
เจ้าธรรมกล่าวด้วยเสียงสั่นๆ "เอ ... คล้ายกับทั้งหมดหลับลงแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีก ..."
ราชิตครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "เป็นจริงดังเจ้าว่า ... ทั้งหมดคล้ายนั่งนอนพักแล้วเสียชีวิตลง ดูจากร่างกายแขนขายังถูกจัดวางเยี่ยงนั้น"
ญานินดาทำตาเหลือกกล่าวว่า "หรือมีสิ่งที่ทำให้ผู้คนหลับไม่ตื่น !!!"
ทุกคนเริ่มตื่นตระหนก .. หากเป็นเช่นนั้นจริงคงต้องห้ามพักนอนหลับแล้ว ราชิตไม่รอช้าเร่งเร้าทุกคนออกเดินต่อ
ไม่มีใครรั้งรอแม้แต่น้อย .. เจ้าธรรมและญานินดาสาวเท้าก้าวย่างอย่างว่องไว ...
เดินไปตามทางวกวนอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงที่เบื้องหน้าปรากฏโถงโล่งกว้างอีกแห่งหนึ่ง ทั้งหมดเดินเข้าไปสำรวจก็พบเห็นซากโครงกระดูกนอนอยู่หลายซากดูคุ้นตา
ซากกระดูกนายพลทหารอาณาจักรโบราณ !!!
ซากกระดูกยอดยุทธ์กับกระบี่คู่กาย !!!
พวกมันเดินกลับมาที่ห้องโถงเดิมอีก !!!
"เฮ่อออออ ... กลับมาที่เดิมอีกจนได้ ..." เจ้าธรรมกระแทกนั่งอย่างหมดแรง มันอยู่ตรงหน้าโครงกระดูกยอดยุทธ์ผู้นั้น
แสงจากคบเพลิงอ่อนแรงจนแทบจะดับลง เจ้าธรรมเรี่ยวแรงอ่อนล้าคุกเข่าต่อหน้าโครงกระดูกนั้นกล่าวว่า
"ท่านยอดยุทธ์เทพวายุ โปรดชี้ทางให้ผู้เยาว์ด้วยเถิด ..."
"หากข้าออกไปได้จะนำกระดูกท่านออกไปจากสถานที่ผีสางเช่นนี้ด้วย"
เจ้าธรรมยังคงนั่งอยู่เช่นนั้น ผ่านไปชั่วครู่สิ่งแปลกประหลาดบางอย่างก็ปรากฏ
.. วิ๊งงงงงงง ... วิ๊งงงงงง
เสียงจากกระบี่เทพวายุ ตัวกระบี่สั่นสะท้านดังรับรู้วาจาของเจ้าธรรม
.. เช้งงงงงง !!!
กระบี่เทพวายุตั้งตรงดีดตัวออกมาจากฝัก เผยให้เห็นโคนกระบี่ราวหนึ่งนิ้วส่งแสงสีฟ้าเรืองอ่อน
ราชิตอุทาน "จิตกระบี่ ... จิตของกระบี่ยังคงอยู่ ..."
กระบี่นี้เป็นกระบี่วิเศษจิตกระบี่ได้ถูกปลุกตื่นขึ้นแล้ว .. ไม่รู้ว่าคือดวงจิตของยอดยุทธ์ผู้เป็นเจ้าของ หรือเป็นดวงจิตดั้งเดิมของตัวกระบี่เอง
เจ้าธรรมเห็นดังนั้นรีบคำนับกระบี่เป็นการใหญ่ "กระบี่วิเศษ ... เป็นกระบี่วิเศษ ..."
อุทัยกล่าว "ดวงจิตที่อยู่ในกระบี่ คงต้องการออกจากสถานที่แห่งนี้จริงๆ "
.. หวิวววววววว ... ดังปาฏิหาริย์มีสายลมบางเบาพัดผ่านซอกหินออกมาสัมผัสร่างของพวกมัน
ราชิตกล่าว "มี .. มีสายลมพัดผ่าน พวกเรารอดตายแล้ว .."
ไม่รู้ด้วยอำนาจจิตกระบี่เล่มนั้นดลให้เกิดสายลมขึ้นมาหรือไม่ แต่นับเป็นหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของพวกมันแล้ว
อุทัยกล่าว "หากเดินตามทิศทางที่สายลมพัดมา ย่อมต้องออกไปจนถึงต้นลมได้แน่ ..."
เจ้าธรรมโขกคำนับซากศพจอมยุทธ์ผู้นั้น "ขอบน้ำใจท่านจอมยุทธ์ ... ขอบน้ำใจกระบี่วิเศษ ..."
สายลมเบาบางพัดอย่างต่อเนื่อง ราชิตไม่รอช้านำผ้าผืนห่อบรรจุโครงกระดูกของยอดยุทธ์ผู้นั้นไว้
"ผู้อาวุโส ... ติดตามเหล่าผู้เยาว์ออกจากที่นี่เถิด ..." ราชิตกล่าว
ทั้งหมดออกเดินต่อไปยังทิศทางของสายลมนั้นไป นำด้วยราชิตถือกระบี่วิเศษที่ส่องแสงเรืองตามด้วยเจ้าธรรม ญานินดา และอุทัยที่แบกห่อผ้าบรรจุซากกระดูกของมือกระบี่ผู้นั้นไว้
ขณะจะออกจากโถงหินนั้นอุทัยเหลือบมองเห็นซากศพที่ไม่เป็นที่น่าสนใจซากหนึ่ง แสงสะท้อนเพียงน้อยนิดสะดุดลอดออกมาเข้าสายตาของมัน
อุทัยเดินเข้าไปดูพบเห็นซากร่างแห้งเหี่ยวนอนตะแคงอยู่ริมเสาหิน มีวัตถุชนิดหนึ่งวางอยู่ข้างร่างนั้นลักษณะคล้ายดอกกุญแจเก่าโบราณทำด้วยทองคำยาวร่วมห้าหกนิ้ว
อุทัยหยิบขึ้นมาดู "นี่มันมองดูคล้ายดอกกุญแจแต่สลักดอกมีถึงห้าแฉก .. แปลกประหลาดยิ่งนัก ..."
ญานินดาเริ่มคุ้นชินกับซากกระดูกกล่าวว่า "เห็นแผ่นหนังนั้นหรือไม่ .. น่าแปลกยิ่ง .."
นางชี้นิ้วไปยังอกของซากร่างนั้นเป็นเสื้อผ้าเปื่อยยุ่ย โผล่ให้เห็นแผ่นหนังม้วนสีน้ำตาลเข้ม
อุทัยล้วงหยิบแผ่นหนังออกมา เปิดออกดูอย่างเบามือด้วยกลัวว่ามันจะฉีกขาดไป
ญานินดายื่นหน้าเข้ามาดู แสงจากคบเพลิงส่องให้เห็นรูปวาดอันรางเลือนบนแผ่นหนังคล้ายกับแผนที่เส้นทางเดินไปยังสถานที่หนึ่ง
"พี่ใหญ่ !!! เป็นแผนที่ ... ใช่ที่แห่งนี้หรือไม่" ญานินดากล่าว
เจ้าธรรมและราชิตก็เข้ามาดูด้วยความสนใจ บนแผ่นหนังวาดสัญลักษณ์มีแม่น้ำเส้นหนึ่ง ภูเขาหินรูปต่างๆ และรูปอื่นๆ อีกมากมาย
"หือออ .. หรือเป็นลายแทงสมบัติ .." เจ้าธรรมกล่าว
"เป็นไปได้ .. เป็นไปได้ .." ราชิตออกความเห็น มันพิจารณาซากกระดูกนั้นอีกครั้งพบเห็นสิ่งของเครื่องใช้ของบุคคลผู้นั้นวางอยู่ในกระเป๋าหนังเก่าเปื่อยขาด ภายในมีอุปกรณ์การดำรงชีพต่างๆ รวมทั้งขดเชือกเส้นยาว แต่สิ่งของทั้งหมดเป็นเพียงซากโบราณที่ไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว
"คาดว่าเป็นนักผจญโชคเสาะหาสมบัติ ..." ราชิตออกความเห็น
"นี่ .. ตรงนี้ยังมีซากกระดูกเช่นเดียวกันอีกสองซาก .." อุทัยมองสำรวจโดยรอบ
พวกมันไม่มีเวลามากนักด้วยกลัวว่ากระแสลมจะจางหายไป อุทัยเก็บกุญแจดอกนั้นและแผ่นหนังเอาไว้แล้วทั้งสี่จึงออกเดินต่อไป
ดวงตะวันลอยเยื้องไปยังทิศตะวันตกบ่งบอกเวลาเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ แล้ว .. ภูมิประเทศที่ปรากฏคือภูเขาหินปูนสูงเสียดฟ้าทอดยาวสุดสายตาคาดว่ามีจำนวนนับร้อยนับพันลูก ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวแผ่นดินที่ยกตัวสูงเป็นแนวเทือกเขาของมหาทวีป
บนลานหินภายในป่าเชิงเขาหินปูนชุมนุมไปด้วยผู้คนกว่าครึ่งร้อย เป็นปากทางหุบเขาที่คณะของอุทัยหลบหนีเข้าไปเมื่อเช้านี้
สตรีชุดขาวสูงสง่าเปล่งประกายด้วยศักดิ์รัศมีสูงส่งหยุดยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าชายฉกรรจ์
.. เป็นนางนั่นเอง .. สตรีปักษาวารี
นางกำลังจ้องมองไปยังปากทางเข้าหุบเขาราวกำลังขบคิดถึงบางสิ่ง เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายคือเหล่ายอดยุทธ์ของสมาพันธ์ปักษาเทวาที่ถูกระดมมา พวกมันต่างยืนเงียบกริบไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจารบกวนสมาธิของนาง
... ทันใดนั้นเอง
เงาร่างสองสายพุ่งดิ่งมาดุจสายฟ้า หนึ่งรวดเร็วสุดยอดเห็นเป็นเส้นสายบางเบา อีกหนึ่งเป็นเงาดำรางเลือนดังภาพหลอนหลอกตา
.. ตุบบบบ .. ตุบบบบ ... เสียงฝีเท้าถูกวางลงโดยแผ่วเบา ท่าร่างวิชาตัวเบาของทั้งสองบรรลุถึงขั้นสุดยอด
สตรีปักษาวารีหันกายกลับมา ที่เบื้องหน้าหยุดยืนไว้ด้วยสองบุรุษ เหล่าชายฉกรรจ์โดยรอบนั้นต่างคุกเข่าลง พวกมันกล่าวกันอย่างพร้อมเพรียง
“คารวะ ท่านผู้คุมกฎซ้าย ... คารวะ ผู้เฒ่าปักษาวิญญาณ ...”
เสียงไม่หญิงไม่ชายของเลขาวิหคสวรรค์แจ๋นดังกว่าผู้อื่น ทั้งหมดยังคุกเข่าไว้ไม่ยอมลุกขึ้นมา
“คารวะท่านผู้คุมกฎซ้าย ...” เสียงของสตรีปักษาวารี นางประสานมือก้มคารวะต่อบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“อื่มมมม ...” เสียงตอบรับของบุรุษที่ถูกเรียกว่าผู้คุมกฎซ้าย มันผู้นี้อายุราวสี่สิบเศษรูปร่างสูงโปร่งแข็งแรง ใบหน้ายาวได้รูปคิ้วเรียวดวงตาสดใสส่องประกายวับวาว จมูกตั้งตรงไว้หนวดเคราบางเรียวยาวราวสามนิ้ว
มันแต่งกายด้วยชุดขาวสะอาดเรียบง่ายร่างกายไม่ได้แผ่พลังปราณออกมา มือซ้ายกำลังลูบเคราที่ปลายคางมองไปดูคล้ายบัณฑิตหรือหนอนตำราผู้หนึ่ง แต่มันผู้นี้เป็นตัวตนอันสูงส่งสุดยอดของสมาพันธ์ปักษาเทวา
“ซิงซิง ... น้อมรอท่านผู้คุมกฎซ้ายตามคำสั่ง ... เจ้าค่ะ ...” สตรีปักษาวารีกล่าว นางมีนามแท้จริงว่า ‘ซิงซิง’
“ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์อยู่ที่ใด” ผู้คุมกฎซ้ายกล่าวถามเสียงห้วนอย่างไร้อารมณ์
“อยู่ภายในหุบเขาแห่งนี้ ... เจ้าค่ะ ...” สตรีปักษาวารีรายงานอย่างนอบน้อม
“จิ๊ … จิ๊ ... ช่างไร้ความสามารถ ...” น้ำเสียงจากบุรุษที่มาด้วยอีกหนึ่งกล่าวสอดด้วยความเย็นชา .. มันผู้นั้น ‘เฒ่าปักษาวิญญาณ’ ยืนเยื้องไปด้านหลังของผู้คุมกฎซ้าย
พลังปราณพิสดารน่าสะพรึงชนิดหนึ่งกระจายออกจากคนผู้นั้นโดยรอบ มันเป็นชายวัยกลางคนร่างกายผอมซูบซีดอยู่ในชุดยาวสีดำสนิทปกคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เผยให้เห็นดวงตาเรียวยาวเจ้าเล่ห์ จมูกงองุ้ม ปากกว้างแสยะยิ้มเหยียดหยามทุกผู้คน
ฮึ !!! .. สตรีปักษาวารีใช้หางตาเหลือบมอง หากไม่อยู่ต่อหน้าผู้คุมกฎของสมาพันธ์คงมีได้มีประมือกันแล้ว
“องค์บุตรเทวะกำชับให้นำดวงจิตกลับมาให้ครบถ้วน ข้าจึงต้องมาด้วยตนเอง ...” ผู้คุมกฎซ้ายกล่าว
“ดวงจิตปักษาสวรรค์เป็นสิ่งสำคัญสุดยอด .. ใช้บุคคลเช่นนี้มาทำงาน ... ใช่ เป็นสิ่งสมควรแล้วหรือไม่” เฒ่าปักษาวิญญาณกล่าวแดกดัน
สตรีปักษาวารีกัดฟันระงับโทสะกล่าวว่า “หากเป็นเยี่ยงนั้น .. เห็นที่ต้องให้ท่านปักษาวิญญาณผู้มีฝีปากแก่กล้า .. ออกโรงแล้ว”
“นี้เจ้า !!! เด็กน้อยที่เพิ่งบรรจุเป็นผู้เฒ่าปักษาเช่นเจ้า .. ช่างกล้ากล่าววาจาประดานี้ ..” เฒ่าปักษาวิญญาณกล่าวอย่างฉุนเฉียว ไม่คิดว่าสตรีเบื้องหน้าจะต่อปากต่อคำกับมัน
.. พรึบบบบบบบ !!! ผู้คุมกฎซ้ายสะบัดข้อมือปรากฏเป็นพัดขนห่านสีขาว ตัวพัดจัดเรียงด้วยขนห่านเงาวาวแน่นหนามีด้ามจับทำด้วยงาช้าง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพัดวิเศษ
.. พรึบบ .. พับบบ .. พัดโบกสะบัดเป็นจังหวะตามแรงมือ
“เอาหล่ะ !!! เอาหล่ะ !!! ซิงเอ๋อ .. ท่านชุยหยาง .. หยุดกล่าววาจากันก่อนเถิด” ผู้คุมกฎซ้ายกล่าวห้ามปรามทั้งคู่ มันโบกพัดสะบัดเบาๆ กล่าวย้ำถามว่า “พวกมันอยู่ภายในหุบเขาแห่งนี้หรือ”
สตรีปักษาวารีกล่าว “เจ้าค่ะ ... พวกมันทั้งสี่หลบหนีเข้าไปในหุบเขาตั้งแต่เมื่อเช้า เป็นพวกมันครอบครองดวงจิตเอาไว้”
ผู้คุมกฎซ้ายกล่าวต่อ “สภาพภายในเป็นเยี่ยงไร” มันพบความไม่ปกติบางอย่างจากภายในหุบเขา
สตรีปักษาวารีกล่าวรายงาน
“หุบเขานี้เรียกว่า ‘หุบเขาพญาภู’ ชาวบ้านต่างขนานนามให้เป็นหุบเขาแห่งความตาย ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาหินปูนสูงชัน แสงสว่างจากภายนอกส่องเข้าไปได้น้อยนิด”
“ภายในเป็นเสาปูนหินใหญ่น้อยมากมายเป็นอาณาเขตกว้างยาวกว่าห้าสิบเส้น ทางเดินวกวนหากเข้าไปจะหลงทางได้โดยง่าย”
“ตกกลางคืนทั้งหุบเขาจะมีหมอกพิษเข้าปกคลุม ตลอดหลายพันปีผู้คนมากมายเอาชีวิตมาทิ้งไว้ภายในสถานที่นี้ นับเป็นดินแดนต้องห้ามของแคว้นโอริสาโดยแท้จริง ... เจ้าค่ะ”
เฒ่าปักษาวิญญาณกล่าว “คืนนี้พวกมันคงนอนตายอยู่ภายในหุบเขาแล้ว พรุ่งนี้คงได้เก็บศพพวกมัน ฮ่า ฮ่า” มันก็เคยได้ยินคำร่ำลือของหุบเขาแห่งนี้มาบ้าง
ผู้คุมกฎซ้ายกล่าว “ไม่ !!! ข้าจะไม่รอจนพรุ่งนี้ เราจะเข้าไปกันบัดเดี๋ยวนี้เลย”
เฒ่าปักษาวิญญาณ “...”
สตรีปักษาวารีกล่าวเห็นด้วย “ใช่แล้วเจ้าค่ะ .. เราต้องติดตามพวกมันโดยเร่งด่วน แสงจากศิลาส่องปักษาแสดงว่าพวกมันนำดวงจิตห่างออกไปเรื่อยๆ”
ผู้คุมกฎซ้ายกล่าวถาม “ชิงเอ๋อ .. เจ้าเตรียมการมาพร้อมหรือไม่”
สตรีปักษาวารีกระหยิ่มยิ้มกล่าว “อุปกรณ์ทุกสิ่งเตรียมมาพร้อมเจ้าค่ะ” นางรู้สึกยินดีที่ได้หักหน้าตาเฒ่าปักษาวิญญาณต่อหน้าผู้คุมกฎซ้าย
เฒ่าปักษาวิญญาณหันไปกล่าวอย่างหงุดหงิดใส่บรรดาลิ่วล้อ “พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือไม่ !!! รออันใดอยู่เล่า เข้าไปข้างในประเดี๋ยวนี้ !!!”
ทุกผู้คนไม่รอช้า คบเพลิงตะเกียงถูกจุดขึ้น ทั้งสามนำขบวนชายฉกรรจ์กว่าห้าสิบคนพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ เร่งเดินเข้าไปภายในหุบเขา .. การไล่ล่าดำเนินต่อในบัดดล ..