ผู้ใหญ่หลิวยอดเกษตร (นิยายแปล)

    ตอนที่ 53 การนอนหลับจะช่วยแก้ปัญหาได้

      ตอนที่ 53 การนอนหลับจะช่วยแก้ปัญหาได้

     

    เว่ยเซิ่งเทียนนิ่งเฉยต่อท่าทีเดือดดาลของหลิวเฟย

     

    เขาเป็นคนที่นำพาบริษัทผลไม้เซิ่งเทียนก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

     

    และการที่บอกเลิกสัญญากับคนโนเนมอย่างเช่นหลิวเฟยนี้ก็นับว่าเป็นวิธีกล่าวเตือนอย่างมีมารยาทมากที่สุดแล้วสำหรับเขา

     

    เขามองหลิวเฟยแล้วเอ่ยอย่างเป็นมิตร“ประการแรก ที่เราเซ็นนั้นเป็นข้อตกลงทางการร่วมมือเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นสัญญาทางการค้าแต่อย่างใด ประการที่สองแม้ว่าผมจะเป็นผู้บริหารของบริษัทนี้ทว่าบริษัทของเรานั้นไม่เคยยึดถือคำพูดของคนใดคนหนึ่งเป็นหลักผมเป็นคนที่เห็นด้วยและตอบรับราคาที่คุณเสนอแต่ผู้บริหารคนอื่นกลับเห็นว่าราคาของคุณนั้นสูงไม่สมเหตุสมผลผมเองก็จนหนทางที่จะโน้มน้าวใจพวกเขา จึงทำได้แค่ต้องเอ่ยขอโทษคุณจากใจจริงและท้ายที่สุดแม้ว่าเราจะปิดดีลการค้าไม่สำเร็จ แต่เราก็ธำรงไว้ซึ่งศีลธรรมเมืองเฟิ่งหวงไม่ได้มีบริษัทผลไม้แค่บริษัทเดียวเท่านั้น ถ้าหากคุณยินยอมล่ะก็ผมสามารถช่วยแนะนำคุณให้บริษัทอื่นพิจารณาต่อได้”

     

    เมื่อได้ยินเข้าพูดมาอย่างนั้นหลิวเฟยก็จำต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงการค้าจริง ๆคำพูดของเขาฟังดูรัดกุมจนหลิวเฟยโต้แย้งอะไรไม่ออก

     

    หลิวเฟยลองคิดดูอย่างนั้นจึงได้เอ่ยถาม“เป็นเพราะเรื่องราคาเท่านั้นหรอกหรือ แล้วถ้าผมยอมลดราคาล่ะ ?”

     

    เมื่อฝ่ายนั้นจะปฏิเสธที่จะร่วมมือต่อความจริงนั้นหลิวเฟยไม่เคยคิดที่จะปรับลดราคา แต่ที่เขาเอ่ยถามอย่างนั้นเพราะเขาต้องการจะรู้ว่านอกจากเรื่องราคาแล้วยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ต้องยกเลิกสัญญาอีกหรือไม่

     

    เว่ยเซิ่งเทียนก็ตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน“แน่นอนว่าราคาคือปัจจัยหลัก แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดเพราะตอนนี้คุณยังเพิ่งเริ่มเดินทางสายนี้ จะปลูกสิ่งใหม่ ๆแต่ก็ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทางเราเองก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่ามันมีความปลอดภัยหรือเปล่าและสองคุณยังไม่มีใบอนุญาตการประกอบกิจการ นี่นับว่าเสี่ยงมากสำหรับเราและสุดท้ายปริมาณการผลผลิตสินค้าของคุณนั้นยังไม่น่าสนใจมากพอ”

     

    “มีอย่างอื่นอีกรึเปล่า? ”

     

    “หลัก ๆก็มีแค่นี้แหละ เอ่อ.....ผมยังต้องร่วมการประชุมที่สำคัญมากเรื่องของเราก็เอาตามนี้ละกันนะ”

     

    หลิวเฟยกระหยิ่มยิ้มย่องจากนั้นก็เอ่ยออกมา“ประธานเว่ย สิ่งที่คุณทำตอนนี้มันเป็นการรังแกมือใหม่ทางด้านธุรกิจอย่างผมรึเปล่า? ”

     

    เว่ยเซิ่งเทียนยักไหล่แล้วตอบ“การที่ยกเลิกสัญญากะทันหันแบบนั้นก็เป็นความผิดของผมจริง ๆ แต่ผมไม่มีเจตนาใด ๆที่จะมารังแกคุณ คุณอย่าคิดมากเลย จะว่าไปพื้นที่เพาะปลูกลูกเชอรี่ยักษ์แค่ 10 หมู่นี่มันไม่เยอะเลยนะถ้าเกิดไม่มีใครยอมร่วมมือด้วย คุณก็ลองตั้งแผงขายในราคาที่คุณต้องการดูสิ”

     

    เขาเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เอ่ยต่อ “ในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ผมก็อยากจะเตือนคุณเรื่องหนึ่งคนที่ทำธุรกิจต่างก็เคยผ่านความเจ็บปวดกันทั้งนั้น อย่าไปคาดหวังอะไรให้มันเยอะคุณต้องเตรียมที่จะพ่ายแพ้ 99 ครั้งเพื่อแลกมาซึ่งความประสบความสำเร็จเพียงแค่ครั้งเดียว! ”

     

    หลิวเฟยเอามือเช็ดจมูกแล้วพูดต่อ“ขอบคุณคำชี้แนะจากประธานเว่ย ! แต่ผมขอพูดในฐานะที่ยังคงอยากคาดหวังสูงอยู่สักวันผมจะทำให้คุณต้องเสียดายที่วันนี้คุณได้ยกเลิกสัญญากับผมไป ! ”

     

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องหักหน้ากันเท่านั้นแต่หลิวเฟยกลับรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้มันยังมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่

     

    ในเมื่อเขาเลือกฝั่งแล้วสิ่งที่หลิวเฟยควรทำตอนนี้คือต้องตบหน้าเขาโดยการพิสูจน์ตัวเองให้ได้ !

     

    ทว่าคำพูดของหลิวเฟยสำหรับเว่ยเซิ่งเทียนนั้นมันช่างน่าขบขันอย่างไม่ต้องสงสัยเขาหัวเราะดังลั่นแล้วเอ่ยออกมา“คนหนุ่มสาวมีความกล้าหาญที่ทะเยอะทะยานนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การที่พูดคุยโอ้อวดไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนี่สิ สักวันจะต้องประสบความล้มเหลว !วันนี้ผมขอพูดแค่นี้ละกัน ถ้าเกิดว่าภายในห้าปีนี้คุณสามารถยืดหยัดที่จะเดินไปในเส้นทางสายนี้ได้และกินพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดแค่5% ได้สำเร็จผมก็จะยอมรับคุณจากใจจริงและยอมขอโทษในสิ่งที่ผมตัดสินใจลงไปในวันนี้ต่อหน้าทุกคนในวงการนี้ คุณคิดว่าไงล่ะ? ”

     

    “ในเมื่อคุณพูดอย่างนี้ออกมาแล้วก็คอยจับตาดูละกันนะผมไม่ต้องการ 5 ปีหรอก แค่ 1 ปีเท่านั้นและผมจะมีกินส่วนแบ่งทางตลาดแค่ 5% แน่นอนไว้เจอกันอีกหนึ่งปีให้หลัง อ้อ...แล้วอีกอย่าง ถ้าหากว่าคุณสะดวกผมจะขอรบกวนให้คุณช่วยไปบอกไอ้มือที่มันพยายามจะชักใยอยู่ด้านหลังว่าสักวันผมจะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม! ขอตัวล่ะ ! ”

     

    ราคาสูงบ้าอะไร ?

     

    ไม่อาจตัดสินได้คนเดียวบ้าอะไรกัน?

     

    เขาเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดของบริษัทไม่ว่าจะทำอะไรในบริษัทก็ย่อมมีอภิสิทธ์เหนือใครเสมอเรื่องนี้เขาสามารถยื่นคำขาดได้เลยด้วยซ้ำ !

     

    จะว่าไปจะมีใครอีกเล่าที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง

     

    คน ๆนั้นจะเป็นใครไปได้อีก ?

     

    นอกจากหลู่อิงปินในเมืองเฟิ่งหวงแห่งนี้เขาก็ไม่มีศัตรูคนที่สองอีกแล้ว

     

    เว่ยเซิ่งเทียนรู้สึกประหลาดใจที่หลิวเฟยมองออกอย่างเฉียบขาดได้ถึงขนาดนี้เพราะเขาเองก็คิดว่าตนจัดการโดยรัดกุมที่สุดแล้วแต่ว่าเขาก็ยังคงแสร้งโง่แล้วพูดออกไปราวกับว่าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น “นี่คุณอับอายจนโกรธเคืองหรือ? หากเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟผมว่าต่อไปคงยากที่จะประสบความสำเร็จนะ ! โอเค คุณหลิว ขอเชิญผมคงต้องไปประชุมแล้ว ! ”

     

    เมื่อหลิวเฟยเดินออกไปจากห้องเว่ยเซิ่งเทียนก็เดินไปที่ห้องประชุมแล้วพูดคุยกับเลขาสาว “อยู่วงการนี้มาก็นานยังไม่เคยเจอใครหน้าไหนที่ป่าเถื่อนเท่านี้มาก่อนดีนะที่ไม่ตกลงร่วมงานด้วย ไม่งั้นพวกเราคงต้องขาดทุนยับเยินแน่ ๆ ! ”

     

    “ชายคนนั้นเหมือนคนจรชัดๆ ไม่มีมาดนักธุรกิจเลยสักนิดเดียว ! และอีกอย่างในเมื่อเขาเป็นศัตรูของตระกูลหลู่พวกเราก็ไม่ควรจะยุ่งกับคนต๊อกต๋อยแบบนั้นเพื่อทำให้ตระกูลหลู่ขุ่นเคืองเอานะคะ”เลขาสาวกล่าวเสริม

     

    “ถูกเผงไอ้หนุ่มคนนี้มันทำให้ใครโกรธเคืองไม่ว่า แต่นี้เป็นถึงตระกูลหลู่ !เขายังมีหน้ามาบอกอีกนะว่าไม่ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปีหรอกแค่ปีเดียวก็เกินพอแล้ว ตามสไตล์ของตระกูลหลู่แล้ว 1 ปีให้หลังเขาจะยังอยู่ในเมืองเฟิ่งหวงหรือจะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือเปล่านั้นก็ยังไม่รู้เลย เฮอะๆๆ..... ”

     

    เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตนเมื่อหลิวเฟยเดินออกจากตึกเซิ่งเทียน เขาก็ถือโอกาสแวะไปที่บริษัทค้าผลไม้อื่น ๆที่มีชื่อเสียงเพื่อไปเจรจาทางด้านการค้าแต่ผลปรากฏว่าไม่ว่าเขาจะปรับลดราคาลงต่ำแค่ไหนอีกฝ่ายก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธที่จะร่วมงานด้วยและนี่ก็ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าหลู่อิงปินคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้

     

    เมื่อเขากลับถึงหมู่บ้านหลิวและในขณะที่กำลังข้ามสะพานอยู่นั้นเองก็มีกลุ่มชาวบ้านที่พูดคุยสัพเพเหระกันอยู่ได้เดินขึ้นมาถามเขา

     

    “เสี่ยวเฟยลูกเชอรี่ยักษ์ที่นายปลูกนั้นมันโตเร็วมากเหลือเกิน นี่มันโตวันโตคืนชัด ๆถ้าโตเร็วขนาดนี้คาดว่าอีกสองวันให้หลังก็คงเอาไปขายได้แล้ว ถ้าฉันได้ยินไม่ผิดนะฉันได้ยินมาว่าจะขายได้ตั้ง 100 หยวนต่อครึ่งกิโลมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือเสี่ยวเฟย ? ”

     

    “แม่เจ้าโว้ยครึ่งกิโลละ 100 หยวน และดูต้นเชอรี่ที่เขาปลูกนั้นสิแม้ว่าบนแต่ละต้นจะมีผลให้เห็นบางตา แต่ถ้ารวมกับสิบหมู่ก็น่าจะ 500 กิโลล่ะมั้ง นี่ก็หมายความ สามารถขายเป็นเงินได้มากถึง 100,000 หยวนต่อที่ดินหนึ่งหมู่น่ะสิ! และหญ้าเก้าชีวิตที่เขาปลูกราคาก็ปาไปตั้ง 7,000 หยวนต่อที่ดินหนึ่งหมู่ไม่ลองนับดูก็ไม่รู้ แต่ถ้านับดูเมื่อไรก็ตกใจกันเป็นแถบ ๆ ! ”

     

    “พวกเราจะได้ลืมตาอ้าปากกันแล้ว! พวกเราจะได้ลืมตาอ้าปากกันแล้ว ! เสี่ยวเฟย ตกลงว่านายใช้วิธีอะไรกันแน่รีบบอกชาวบ้านมาซะดี ๆ นายต้องแบ่งลู่ทางทำมาหากินให้พวกเรานะนี่มันทำเงินได้มากเสียยิ่งกว่าปลูกทองคำชัด ๆ ! ”

     

    ........

     

    เมื่อได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันอย่างเมามันหลิวเฟยก็ยิ้มออกมาแล้วพูดแกมล้อเล่น “ถ้าหากลองคำนวณราคาทองคำตอนนี้ดู ทองคำครึ่งกิโลขายได้ตั้งไม่รู้กี่หมื่นนะผมก็มีอยู่แค่นี้มันก็แค่ขี้ประติ๋ว จะเทียบติดได้ยังไงกัน ?”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นชาวบ้านต่างก็ยิ้มออกมาแล้วพยายามพูดจาโน้มน้าวให้เขารู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่หลิวเฟยก็ยอมรับฟังแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นเขาก็ขอปลีกตัวเดินทางกลับบ้าน

     

    หลิวอวี้เหลียนที่ตอนนี้กำลังยืนสังเกตการณ์หลี่อวิ๋นโหรวซักผ้าของหลิวเฟยอยู่เมื่อเห็นว่าเขาเดินกลับมา เธอก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาหาเขา แล้วดึงมือเขาไว้จากนั้นก็เอ่ยถาม“พี่บอกว่าวันนี้จะไปเจรจาเรื่องส่งของเข้าบริษัทผลไม้อะไรนั่นใช่ไหม ? เป็นไงบ้างเจรจาสำเร็จหรือเปล่า ? เป็นพรุ่งนี้หรือวันมะรืนล่ะ ? วันนี้ฉันเห็นลูกเชอรี่ยักษ์พวกนั้นราวกับเห็นธนบัตรแดงๆ ลอยอยู่เลยแฮะ คิกๆ...... ”

     

    หลิวเฟยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เละไม่เป็นท่าเลย.....”

     

    เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่อวิ๋นโรวก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะซักผ้าต่อไปเธอรีบไปเช็ดมือแล้วเดินเข้าไปหาหลิวเฟยเพื่อเอ่ยถาม “นายไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม ?”

     

    ส่วนหลิวอวี้เหลียนได้เอากำปั้นทุบอกเขาด้วยความไม่พอใจ“พี่เฟย พี่ต้องล้อเล่นอยู่แน่ ๆ พี่กำลังล้อพวกเราเล่นอยู่ใช่ไหม ? ขอร้องล่ะเปลี่ยนเรื่องที่จะล้อเล่นได้ไหม ? มันไม่ตลกสักนิดเลยนะ! ”

     

    หลิวเฟยหันไปมองเธอจากนั้นก็เอ่ยด้วยท่าทีที่จริงจัง“เธอดูสภาพฉันสิว่าเหมือนคนกำลังล้อเล่นอยู่รึเปล่า ? ฉันโดนคนตระกูลหลู่เล่นงานเข้าแล้วตอนนี้บริษัทที่พอมีชื่อเสียงในเมืองเฟิ่งหวงต่างก็ไม่ยอมที่ฉันร่วมงานกับฉันทั้งสิ้นหรือต่อให้ฉันหาบริษัทเล็ก ๆ เพื่อร่วมงานก็ต้องถูกมันเล่นงานตั้งแต่ยังไม่เริ่มอยู่ดี”

     

    หลิวอวี้เหลียนกัดฟันพูดด้วยความโกรธแค้น“ตระกูลหลู่อีกแล้วหรือ ? ฉันจะเข้าไปในเมืองเฟิ่งหวงเพื่อเชือดไอ้บ้าแซ่หลู่คนนั้นให้พี่เดี๋ยวนี้แหละ! ”

     

    หลิวเฟยรั้งบ่าของเธอเอาไว้แล้วห้ามปราม“ทำแบบนั้นจะได้ผลหรือ ? อย่าวู่วามเลยน่า ! ”

     

    “แล้วตอนนี้จะให้ทำยังไงกันเล่าก็เห็นกันอยู่ว่าลูกเชอรี่ยักษ์มันจะเก็บได้ในอีกสองสามวันนี้แล้ว จู่ ๆก็เกิดเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ขึ้นมา นี่มันจะทำให้เน่าไปโดยเปล่าประโยชน์รึเปล่า ? ปลูกลูกเชอรี่ยักษ์ต้นทุนไม่ได้ถูกๆ เลยนะ ! ”

     

    หลิวเฟยยิ้มแห้งแล้วพูด“ใช่ไหมล่ะเงินที่เอาไปลงทุนกับการปลูกลูกเชอรี่ยักษ์ก็คือเงินก้อนที่ฉันอุตส่าห์ลำบากปลูกหญ้าเก้าชีวิตแล้วแลกเป็นเงินได้มาถ้าหากว่าขายไม่ทันฉันก็คงต้องเป็นขอทานแล้วจริง ๆ เธอจะยอมเป็นขอทานกับฉันไหม ?”

     

    หลิวอวี้เหลียนผลักเขาแล้วเอ่ย“ไปให้พ้น มันไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ ? ตั้งแผงขายไม่ได้หรือ? ”

     

    หลี่อวิ๋นโหรวส่ายหัวแล้วพูด“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ ! สำหรับบริษัทผลไม้เซิ่งเทียนลูกเชอร์รี่ยักษ์แค่พื้นที่ 10 หมู่นั้นไม่คู่ควรจะมาเหลียวแลด้วยซ้ำแต่สำหรับพวกเราแล้วมันก็ยังเป็นปริมาณที่เยอะมาก ๆถ้าวางแผงขายจะต้องขายไปถึงเมื่อไรกัน ? อีกอย่าง....ตั้งราคาแพงเสียขนาดนั้นนอกเสียจากว่าส่งขายในเมืองเท่านั้นขายในตำบลหรือในอำเภอเองก็เกรงว่าจะไม่มีใครซื้อ”

     

    หลิวอวี้เหลียนขมวดคิ้วเป็นปมแล้วเดินเข้าฟุบตรงบ่าของหลิวเฟย“ทำยังไงดีล่ะ ? ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริง ๆ หรือ ?”

     

    หลิวเฟยตอบกลับอย่างใจเย็น“ดูจากอิทธิพลที่ตระกูลหลู่มีต่อเมืองเฟิ่งหวงแล้วนั้น พวกเราไม่มีท่าว่าจะสามารถเอาชนะวงจรอุบาทว์นี้ได้เลยดังนั้น......”

     

    “ดังนั้นยังไงต่อ ?”

     

    “เหนื่อยละฉันอยากนอนพัก ! ”

     

    หลิวอวี้เหลียนกระชากเขาด้วยความประหลาดใจ“ให้ตายเถอะพี่เฟย นี่ไม่ได้ล้อกันเล่นใช่ไหม ? นี่มันเวลาไหนแล้วยังอยากมัวจะแต่นอนอีก ? พี่รู้อะไรไหม ? เรื่องที่พี่บอกว่าจะขายลูกเชอรี่ยักษ์ราคาสูงลิบลิ่วอย่างนั้นชาวบ้านเขารู้กันไปทั่วหมดแล้วและชาวบ้านหมู่บ้านอื่นอีกเป็นสิบหมู่บ้านก็รู้กันทั่วแล้วเหมือนกันถ้าเกิดว่าพี่ขายไม่ออกขึ้นมาจริง ๆ ก็เชิญรอให้ชาวบ้านพวกนั้นหัวเราะเยาะได้เลย !”

     

    หลิวเฟยผลักมือเธอออกจากนั้นก็เข้าห้องไปล้มลงบนเตียงนอนและเมื่อเหลือบไปเห็นหลิวอวี้เหลียนและหลี่อวิ๋นโหรวที่ตอนนี้กำลังยืนเอามือเท้าสะเอวอยู่ข้างเตียงเขาจึงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นมา “พวกเธอจะยืนเป็นคนรับใช้อยู่อย่างนี้รึไง ? ออกไปแล้วก็ปิดประตูให้ด้วย”

     

    “พี่เชื่อไหมว่าเดี๋ยวฉันจะเอารองเท้าเขวี้ยงใส่หน้าพี่ให้ตายไปเลย? พี่อย่าทำตัวเป็นไอ้ขี้แพ้แบบนี้จะได้ไหม ? ยังไงมันก็ต้องมีหนทางสิต่อให้ตระกูลหลู่จะยิ่งใหญ่มากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อาจปิดด้วยฝ่ามือเดียวได้ใช่ไหมล่ะ? ยังไงมันก็ต้องมีหนทางสิ”

     

    หลิวเฟยยิ้มตอบ“ฉันเหนื่อยแล้ว ให้ฉันพักหน่อยไม่ได้รึไง ? ถ้าพวกเธอยังยืนอยู่ที่นี่อีกเดี๋ยวฉันจะแก้ผ้านอนแล้วนะ ! ”

     

    “พี่เฟย ! ”

     

    “รีบ ๆ ออกไปสักทีสำหรับฉัน การนอนหลับจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ พวกเธอรู้หรือเปล่า ! ”

     

    “งั้นเชิญพี่นอนให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยนะมันน่าโมโหจริง ๆ เลย ! ”

     

    หลิวอวี้เหลียนถลึงตาใส่เขาด้วยท่าทีขมึงตึงตังและก็ลากหลี่อวิ๋นโหรวออกมา แล้วปิดประตูเสียงดัง “โครม ! ”

     

     

    คล้ายกับเรื่องผู้ใหญ่หลิวยอดเกษตร (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน