หิมะโปรยปรายลงมาอีกครา
บุรุษผู้หนึ่งปักดาบใหญ่ลงบนพื้นดิน
เขาเงยหน้ามองหิมะที่เริงระบำอยู่กลางท้องนภาพลันความรู้สึกที่บอกไม่ถูกผุดขึ้นกลางใจ
หิมะจะตกๆ หยุดๆ เช่นนี้ต่อไปอีกนาน
ทว่าเมื่อมันหยุดลงโดยสมบูรณ์ ยามนั้น เวลาสิ้นสุดสัญญาก็จะมาถึง
เดิมที เขาคิดว่าหากรอให้นักดาบคนสุดท้ายสิ้นชีพ สัญญานี้จะสิ้นสุดลง
อย่างไรเสีย เขาก็เป็นนักรบแห่งดาราจักรคนหนึ่ง
เป็นคนกลุ่มเพียงหยิบมือ ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
เป็นนักรบแห่งดาราจักรที่คนธรรมดาไม่อาจโค่นได้
แต่เขาคิดผิด
ทางใต้ของแม่น้ำหลีเจียง นักดาบกลุ่มนั้นยังคงไม่เคยหยุดลับดาบให้คม และทำเช่นนั้นสืบต่อกันแบบรุ่นต่อรุ่นมาจนถึงทุกวันนี้
พวกเขามีใบหน้าเย็นยะเยือกและดวงตาแดงฉาน
แม้จะตายจากไป คนเหล่านั้นก็ไม่ลืมสั่งสอนคนรุ่นหลังให้สืบทอดสิ่งที่บรรพบุรุษเคยทำเอาไว้
หนึ่งร้อยปีเต็มๆ
การตายและเกิดเวียนวนอยู่หลายครั้งนักดาบในตอนนั้นตายจากไปจนไม่มีเหลือแล้ว แต่คนรุ่นหลังของพวกเขา ยังจำสัญญาในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้าได้เป็นอย่างดี
นั่นทำให้เขาหวนนึกถึงอดีตอีกครั้ง
นักดาบกลุ่มนั้น
พวกเขาเดินทางมาจากมณฑลเจียงหนานท่ามกลางหยาดพิรุณโปรยปราย ข้ามแม่น้ำเพื่อไปยังจุดหมายในอาภรณ์ชั้นดีสีดำ
พวกเขากล้าเหวี่ยงดาบใส่ทุกคนที่ขวางหน้า
พวกเขาทำเช่นนี้มาโดยตลอด ฝ่าผ่านเมืองและด้านต่างๆ แห่งแล้วแห่งเล่า ผู้ที่ล้มลงใต้คมดาบของพวกเขามีทั้งเทพนักรบแห่งแผ่นดินยอดฝีมือที่เป็นเหมือนเทพผู้ปกปักแผ่นดินต้าเว่ย รวมไปถึงโหวเย และชนชั้นสูงทั้งหลายผู้มีหน้าที่ดูแลเมืองต่างๆ
พวกเขาต้องจ่ายกับผลของการกระทำในเรื่องนี้ด้วยราคาสูงลิบ...
แต่ถึงกระนั้น ใบหน้าของพวกเขาก็ยังเย็นยะเยือกไม่เปลี่ยนแปลง ดวงตาคู่นั้นก็ยังแดงฉานอยู่เสมอ
พวกเขาเป็นเหมือนดาบที่ถูกดึงออกจากฝัก ตราบใดที่ยังไม่ถูกกรีดผ่านลำคอของศัตรูและดื่มเลือดของคู่ต่อสู้ก็อย่าหวังจะกลับเข้าฝักง่ายๆ
ดังนั้น ในที่สุดพวกเขาก็กุดหัวของใครบางคนสำเร็จ
แต่ศีรษะของใครอีกคนยังคงอยู่ ดังนั้น อาจเพราะไม่มีทางเลือกหรืออาจด้วยเหตุผลบางอย่าง หลังทำสัญญาเสร็จสิ้น นักดาบทั้งหลายเดินทางกลับเจียงหนานพร้อมดาบที่คมเฉียบที่สุดของตนแล้วเริ่มต้นสะสมกำลังพลที่ยาวนานถึงร้อยปีขึ้น
การต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่แสนบ้าคลั่งเช่นนี้ทำให้เขาอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อสามสิบปีก่อน เขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและซ่อนตัวภายใต้เงามืด ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านของใครบางคนอย่างไร้ศักดิ์ศรี ราวสุนัขไร้บ้านเช่นนี้
สามสิบปีที่อดหลับอดนอน สามสิบปีที่ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน...
ระยะเวลาสามสิบปี ทำให้เขาลืมเกียรติของการเป็นนักรบแห่งดาราจักรไปสิ้นทั้งยังลืมไปจนหมด ว่าตนเป็นคนในตระกูลเซี่ยโหวเป็นคนในตระกูลของเจ้าแห่งของแผ่นดิน
เขาคิดว่าการทำเช่นนี้ จะทำให้นักดาบกลุ่มนั้นลืมตนไป
กระทั่งเดือนก่อนเมื่อดวงดาวที่เคยหลับอยู่ในทะเลแห่งดวงดาวมานานแสนนานสว่างขึ้นอีกครั้งเขาจึงรู้ว่าตัวเองคิดผิด
นักดาบกลุ่มนั้นจะข้ามแม่น้ำหลีเจียงเพื่อทำตามสัญญาร้อยปีอย่างแน่นอน
นั่นทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร เขาวิงวอนให้ชายผู้นั้นปกป้องราวสุนัขไร้บ้านตัวหนึ่ง
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ความง่วงที่ไม่อาจควบคุมก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้งเขาจึงแหงนหน้ามองดวงดาวเบื้องบน
“ถึงเวลาไฮ่แล้วรึ? ” เขาพึมพำออกมา
ตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อน เมื่อรู้ว่านักดาบกลุ่มนั้นไม่เคยลืมสัญญาภาพการสังหารในวันนั้นตามมาหลอกหลอนทุกครั้งที่หลับตา เขาไม่อาจควบคุมหรือบังคับตัวเองได้ เรื่องนี้ทำให้เขาไม่อาจนอนหลับได้อีก แต่เขาได้ของบางสิ่งซึ่งทำให้เขานอนหลับได้อย่างเต็มที่เป็นเวลาสิบห้านาทีต่อวันเข้ามาช่วย ทว่ากลับต้องแลกด้วยการที่เขาไม่อาจนอนหลับนอกเวลาได้อีกเลย
และในตอนนี้ เรื่องนั้นก็กลายเป็นนิสัยของเขาเสียแล้ว
แสงสีดำปกคลุมร่างของเขาเอาไว้ ดวงตาคู่นั้นค่อยๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้าและเขาก็จมเข้าสู่ห้วงบางอย่างที่เขาคิดเอาเองว่าเป็นการนอนหลับไปในที่สุด
แน่นอน จวนอัครเสนาบดีย่อมมีการป้องกันแน่นหนาเป็นธรรมดา
ตู้หงฉางรู้ซึ้งถึงข้อนี้ดียิ่งขึ้นเมื่อได้เข้ามาในจวน
เรียกว่ามีการรักษาการทุกๆ สามก้าว และมีด่านตรวจทุกๆ ห้าก้าวก็ว่าได้ต่อให้ไม่มีการป้องกันจากซือหม่าสวี่หรือซ่งเยวียน จวนอัครเสนาบดีก็หาใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาได้
ยังดีที่เขาพาชายข้างกายมาด้วย
เขาเคยติดตาม และทำงานให้กับบิดาของตู้หงฉางมานานหลายปี คนผู้นี้ช่ำชองเรื่องการอำพรางและแฝงตัวเป็นอย่างมากเหตุนี้ แม้ที่นี่จะเต็มไปด้วยอันตราย แต่เพราะได้รับการช่วยเหลือจากชายผู้นี้เขาจึงผ่านทุกอันตรายไปได้อย่างราบรื่น
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าห้องทำงานของซือหม่าสวี่ก่อนที่เวลาสิบห้านาทีจะหมดลง
แน่นอน นี่เป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดในจวนแห่งนี้
ทว่าที่นี่กลับไม่มีองครักษ์มากมายเหมือนกับที่อื่นๆ
ซึ่งเหตุผลก็ชัดเจนมาก เป็นเพราะซือหม่าสวี่มั่นใจว่าซ่งเยวียนจัดการกับทุกคนที่ลักลอบเข้ามาในจวนได้นั่นเอง
และความจริงที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นมาตั้งหลายครั้งว่าซือหม่าสวี่คิดถูก
แต่ในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป
ตู้หงฉางชะเง้อมองอย่างระมัดระวัง เขาพบว่าท่ามกลางหิมะ ชายผู้หนึ่งยืนพิงอยู่ที่มุมผนังแห่งหนึ่ง
เขาหลับตาพริ้ม โดยมีแสงสีดำที่น่าพิศวงกระจายอยู่ทั่วร่าง
ภาพตรงหน้าเหมือนที่บิดาเคยเล่าให้ฟังไม่มีผิดนั่นทำให้ตู้หงฉางหัวใจกระตุกวูบเขารู้ว่าโอกาสที่แกะน้อยอย่างตนจะฉีกร่างหมาป่ามาถึงแล้ว
เขาส่งสายตาเป็นเชิงให้ชายที่อยู่เบื้องหลัง ให้เขาเฝ้าดูต้นทางอยู่ข้างนอกเมื่อส่งสัญญาณเสร็จตู้หงฉางก็เดินฝ่าหิมะที่โปรยลงมาจากเบื้องบนไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องด้วยท่าทางรีบร้อนราวอดใจรอไม่ไหวแล้วเช่นนั้น
ตู้หงฉางลองดันประตูห้องทำงานของซือหม่าสวี่ออกอย่างลองเชิงแต่คิดไม่ถึงว่าแค่ดันเบาๆ ประตูนั้นก็ถูกเปิดออกเสียแล้ว ไม่มีรหัส หรือกับดักใดๆทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่กลอนธรรมดาๆ
เขาอึ้งไปเล็กน้อย แต่เพียงไม่นาน รอยยิ้มก็เข้ามาแทนที่บนใบหน้า
เขาเหมารวมว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะซือหม่าสวี่เชื่อมั่นในตัวของซ่งเยวียนมากจนเกินไป
ซือหมาสวี่หนอ ซือหม่าสวี่ คิดไม่ถึงว่าคนเจ้าเล่ห์ที่ระวังตัวดีและรอบคอบมาโดยตลอดอย่างเจ้าจะพลาดจนข้าหาโอกาสได้...
เขาคิดขึ้นในใจ ความกังวลทั้งหมดพลันถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงเขาดันประตูตรงหน้าออกอย่างแรง และเดินเข้าไปอย่างโจ่งแจ้ง
ตู้หงฉางกวาดตามองไปรอบห้องที่แสนมืดมิด หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหยิบผลึกทรงกลมออกมาจากหน้าอก
มันเป็นหินประกายแสงจากสู่ตี้ เมื่อส่งพลังวิญญาณเข้าไปเพียงน้อยนิด ผลึกดังกล่าวจะให้แสงสว่างได้เป็นสิ่งที่กองทัพมักใช้บ่อยๆ เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะไม่ถือเป็นของหายากอะไร
เขาส่งพลังวิญญาณเข้าไปในนั้นอย่างระมัดระวังพยายามส่งพลังเข้าไปให้น้อยที่สุด เขาไม่อยากพลาด เพียงเพราะส่งพลังเข้าไปมากเกินไปจนเกิดแสงเจิดจ้าดึงดูดความสนใจขององครักษ์ที่อยู่รอบๆ จนทำให้แผนการล้มเหลวแน่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นที่ประจักษ์ว่าตู้หงฉางที่เป็นนักศึกษาอันดับหนึ่งในรุ่นควบคุมพลังวิญญาณได้ยอดเยี่ยมมากเพราะแม้ผลึกทรงกลมจะส่องแสงอ่อนๆ ออกมา แต่แสงนั้นก็เพียงส่องสว่างพื้นที่รอบๆ ทว่าไม่สว่างจนเรียกความสนใจจากองครักษ์ภายนอกและทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นภายหลัง
หลังจุดไฟได้ รอยยิ้มที่มุมปากก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
เขาเดินตรงไปยังชั้นวางหนังสือของซือหม่าสวี่ภายใต้แสงไฟแสนริบหรี่จากนั้นเริ่มพลิกหาบันทึกที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนจากหนังสือจำนวนมากในนั้น
นี่ควรเป็นขั้นตอนที่ง่ายดายที่สุด
ทว่าตู้หงฉางกลับหาไม่เจอเสียที
“หรือซือหม่าสวี่จะพกมันติดตัวไปด้วย? ” ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว เหงื่อมากมายพากันซึมออกมาจากหน้าผากของเขาอย่างไม่รู้หมดเขาชะเง้อหน้าออกไปมองนอกห้องครู่หนึ่ง เวลาสิบห้านาทีกำลังจะหมดลงแล้ว
เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าสุนัขบ้าจะได้สติกลับมาอีกครั้ง และในวันพรุ่งนี้ แม่น้ำรอบเมืองฉางอันจะมีศพเพิ่มขึ้นอีกสองศพแต่เมื่อมาจนถึงขั้นนี้แล้ว หากให้เขาออกไปตอนนี้ เขาก็คงค้างคาใจไม่น้อย
ในขณะที่นึกลังเลอยู่ ภายใต้แสงจากหินประกายแสงที่ส่องสว่างในที่สุดหางตาของเขาก็จับภาพโต๊ะหนังสือที่อยู่ไม่ไกลออกไปได้ บนนั้นมีบันทึกสีเหลืองอ่อนวางอยู่ด้วย
เขาสะดุ้งเฮือก ก่อนจะตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้ในพริบตา ทำให้ตู้หงฉางรีบเดินตรงเข้าไปหยิบบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาจากโต๊ะทันที
ทว่ามือของเขากลับสั่นเทาไม่หยุด เขากลัวเหลือเกินกลัวว่านั่นจะไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังตามหาอยู่กลัวว่าตัวเองจะพลาดโอกาสเพียงหนึ่งเดียวไปกลัวว่าตัวเองต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวราวกับลูกแกะอีกครั้ง
ท่ามกลางความหวาดกลัวที่มีต่อเรื่องต่างๆ เหล่านี้
ในที่สุดเขาก็เปิดบันทึกนั้นออก
ใบหน้าของเขาปรากฏความตกตะลึงขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนสู่ความตกใจและกลายเป็นความดีอกดีใจในที่สุด
เขาแทบจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเลยทีเดียว
นี่เป็นสิ่งที่เขากำลังตามหา บันทึกของซือหม่าสวี่
เขาอ่านมันอย่างตั้งใจ บนนั้นบันทึกทุกเรื่องราวเอาไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอนเพราะมีเวลาเพียงน้อยนิดเท่านั้นตู้หงฉางจึงไม่ได้เปิดอ่านรายละเอียดเรื่องการตายของบิดาแต่ลำพังแต่เรื่องเพียงไม่กี่อย่างที่เขาเห็นผ่านตาก็เพียงพอให้ซือหม่าสวี่ถูกประหารได้หลายครั้งแล้ว
เขายกมุมปากจนกลายเป็นรอยยิ้มอันแสนอำมหิต และเตรียมเก็บบันทึกเข้าไปในอกเสื้อ
“เจ้ารู้ไหม ว่าเหตุใดข้าถึงต้องบันทึกทุกเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด?” เสียงเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าหิมะด้านนอกดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ตู้หงฉางสะดุ้งเฮือก พลันมือที่ถือบันทึกเอาไว้ชะงักลงในพริบตา
ระลอกแห่งความหนาวเย็นกระจายขึ้นมาทางปลายเท้า ก่อนจะพุ่งตรงขึ้นไปยังศีรษะทำให้เขาจนลุกซู่ไปทั้งตัว
จากนั้น ห้องที่แสนมืดมิด กลับสว่างไสวขึ้นอย่างฉับพลัน
เทียนมากมายถูกพลังที่ไม่ทราบชนิดจุดให้สว่างขึ้นเล่มแล้วเล่มเล่า
ตู้หงฉางหันกลับไปมองด้วยร่างสั่นเทา ก่อนจะพบว่าชายชราผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ด้านหลังตนอย่างน่าหวาดกลัวราวเป็นดวงวิญญาณเช่นนั้น
ชายผู้นั้นมีเส้นผมขาวโพลนไปทั้งหัว ใบหน้าก็มีรอยเหี่ยวย่นปรากฏให้เห็นชัดเจนทว่าดวงตาหรี่เล็กของเขากลับยังปรากฏแสงอันแสนมืดมนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อึก!
ตู้หงฉางกลืนน้ำลายลง เขาคิดว่าตนควรวิ่งหนีออกไปให้เร็วที่สุด ทว่าร่างกายราวถูกสูบพลังออกไปจนหมดไม่ว่าสมองจะถ่ายทอดคำสั่งออกไปมากมายเพียงใด ร่างกายก็ยังเอาแต่ยืนแข็งทื่อไม่ยอมขยับไปไหน
“เพราะว่า...” ชายชราค่อยๆยื่นมือออกมาหยิบบันทึกที่ยังไม่ถูกเก็บเข้าไปในเสื้อจนมิดชิดไปจากตู้หงฉางจากนั้นโยนมันลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ “เพราะสำหรับคนที่มีชีวิตมามากกว่าหนึ่งพันปีและยังมีชีวิตต่อไปได้นานหลายพันปีอย่างข้าแล้ว...”
“ความทรงจำ เป็นสิ่งที่ง่ายต่อการสูญเสียมากที่สุด เช่นนั้น การบันทึกสิ่งที่ง่ายต่อการลืมเลือนเอาไว้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างไรละ”
“แบบนี้ แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อเราหยิบบันทึกขึ้นมาอ่านอีกครั้งเราก็จะจำได้เสมอว่าเคยฆ่าใครวันไหน ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร”
ชายชราพูดด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ ราวพูดคุยสัพเพเหระกับคนในครอบครัวเช่นนั้น
และในตอนนั้นเอง ที่ประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง
ผู้ถือดาบปลายใหญ่เดินเข้ามาในห้อง จากนั้นเหวี่ยงบางอย่างออกไปด้วยท่าทีไม่แยแสของบางอย่างกลิ้งหลุนๆ อยู่บนพื้นสะอาดเอี่ยม และหยุดลงที่ปลายเท้าของตู้หงฉางในที่สุด
ตู้หงฉางเบิกตากว้าง มันเป็นหัวของใครบางคนเป็นหัวของชายที่แอบเข้ามาในจวนพร้อมกับเขา
ชายผู้นั้นเป็นยอดฝีมือระดับสั่งฟ้า แต่ถึงกระนั้นซ่งเยวียนก็ยังตัดหัวของเขาออกมาได้อย่างเงียบงันถึงเพียงนี้...
ความสิ้นหวังระเบิดขึ้นกลางใจตู้หงฉาง...
“เจ้าไม่เชื่อมาโดยตลอดเลยไม่ใช่รึว่าข้าจะช่วยจัดการกับนักดาบในเจียงหนานแทนเจ้า? ”ซือหม่าสวี่ทำราวกับมองไม่เห็นศีรษะบนพื้นเขาเพียงหันกลับไปถามชายที่ถือดาบปลายใหญ่เอาไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบเท่านั้น
แต่ชายคนนั้นกลับไม่พูดไม่จา เขาเพียงกอดดาบเอาไว้แล้วมองมาที่ซือหม่าสวี่ด้วยสายตาเย็นชา รอให้อีกฝ่ายพูดต่อไปเท่านั้น
“เขา... ฆ่าอวี้เหิงได้”ดูเหมือนซือหม่าสวี่จะชินกับนิสัยของชายตรงหน้าเสียแล้วเขาปรายตามองตู้หงฉางที่ตกอยู่ในความตื่นตะลึงเพียงครู่เดียว พลางพูดอย่างมั่นใจ
จากนั้น เลือดสีแดงสดก็ปรากฏขึ้นที่กลางฝ่ามือของเขาท่ามกลางสายตาแห่งความหวาดผวาของชายหนุ่ม