นับวันชีวิตก็ดูจะดีขึ้นเรื่อยๆผักกาดกวางตุ้งและแตงกวาเจริญงอกงามภายใต้พลังวิเศษของเฉียวซีครั้งก่อนที่ไปขอถั่วเหลืองจากอาสะใภ้ฮัวนางมีเหลืออยู่ไม่มากแล้วคราวนี้เฉียวซีจึงไม่ได้ขออาสะใภ้ฮัวเฉยๆ แต่ให้เงินไปโดยตรงทว่าอาสะใภ้ฮัวบอกว่านางไม่้าอะไรเลย หลังจากนั้นเฉียวซีจึงต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดนางจึงยอมรับเงินในขณะเดียวกัน เฉียวซียังบอกอาสะใภ้ฮัวว่านางใช้ถั่วเหลืองเหล่านี้ทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆหลังจากที่อาสะใภ้ฮัวรู้ว่านางกำลังทำธุรกิจ จึงไม่ปฏิเสธอีกเมื่อรถม้าของจวี้เซียนโหลวมาถึงบ้านเฉียว นางจึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่าธุรกิจที่เฉียวซีกล่าวคือการทำธุรกิจกับจวี้เซียนโหลว จวี้เซียนโหลวหรือนั่นคือร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี่
ขายผักอยู่ที่บ้าน บางครั้งบางคราวก็ไปขายขนมซัวจาในเมืองเงินในมือของพี่น้องเฉียวก็พอมีพอใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
ปลาผัดซอสแดงเป็ที่รู้จักในเมืองแล้ว วันแรกที่จวี้เซียนโหลวเริ่มขายไม่มีใครถามถึงมันเลย จนกระทั่งตอนเย็นเถ้าแก่หยางจึงตัดสินใจให้ลูกค้าประจำลองชิม คิดไม่ถึงว่าจะได้ผลดีถึงเพียงนี้หากไม่เห็นปลาทั้งตัวคงไม่กล้าเชื่อว่าเป็ปลาปลาถูกทำให้รสดีถึงเพียงนี้ได้เมื่อไหร่กัน
ภายใต้การบอกต่อของลูกค้าขาประจำท่านนี้ทำให้ปลาผัดซอสแดงของจวี้เซียนโหลวขายดีเป็อย่างมาก ทุกวันปลา 10ตัวแทบไม่พอขายเลย เถ้าแก่หยางยังขอให้เฉียวซีจัดหามาเพิ่มอีกวันละ 10 ตัวแต่ถูกเฉียวซีปฏิเสธไป แม้ในฤดูหนาวจะไม่ได้จับปลายากนักแต่นางก็ไม่รับปากว่าจะจัดหาปลาให้มากถึงเพียงนั้น ของทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมีเยอะขึ้นย่อมมี่เวลาที่ถูกเบื่อ ของที่คนเบื่อแล้วจะดึงดูดลูกค้าได้อย่างไรลูกค้าพูดอะไรก็จะทำตามนั้นไม่ได้ ร้านอาหารพูดอะไรต้องเป็ไปเช่นนั้นต่างหาก
ดังนั้น เฉียวซีจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาเป็พิเศษแล้วให้ซูเฉิงนำกลับไปให้เถ้าแก่หยาง
เมื่อเถ้าแก่หยางได้รับจดหมาย และได้อ่านสิ่งที่เขียนอยู่บนนั้นเขาก็ต้องร้องอุทานออกมาพี่น้องตระกูลเฉียวแม้จะยังเด็กทว่าแต่ละคนกลับไม่ธรรมดาเลยทีเดียวด้วยอายุของพวกเขาในตอนนี้ในอนาคตข้างหน้าจะต้องสามารถยิ่งใหญ่ในโลกหล้าได้อย่างแน่นอน
คำอุทานของเถ้าแก่หยางในวันนี้จะเป็จริงในอนาคตในเวลานั้นเขาจะถูกย้ายไปที่จวี้เซียนโหลวในเมืองหลวงเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่น้องทั้งสามคน เขาจะเป็เถ้าแก่ของที่นั่นนี่คือสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอดแต่ทำไม่ได้ ทว่ากลับทำได้เพราะพวกเขาเ่าั้
เนื้อหาในจดหมายนั้นเรียบง่ายเป็อย่างมาก เฉียวซีเขียนไว้ดังนี้สามารถจัดหาปลาให้ได้สูงสุดวันละ 15 ตัวหากขายหมดแล้วทำได้เพียงแต่ต้องรอวันพรุ่งนี้ หรือสามารถนัดเอาไว้ล่วงหน้าก่อนได้เช่นนี้ก็จะสามารถรักษาลูกค้าไว้ได้ กิจการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนนี่เรียกว่าการขายสินค้าด้วยความหิวกระหาย มันทำให้พวกเขาคิดถึงและโหยหาเช่นนี้ลูกค้าจึงจะไม่หายไป
หลังจากที่เถ้าแก่หยางอ่านจบเขาก็รู้สึกว่าคำพูดของเฉียวซีมีเหตุผลทุกวันจะมีปลาให้ 15 ตัว จบแล้ว~~~ เขาไม่มีหนทางอื่นแล้วในฤดูหนาวเช่นนี้จะมีปลาให้มากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเหตุผลข้อนี้มากพอและยังเป็เหตุผลที่แข็งแรงมาก
การขายผักเช่นนี้ทำให้ชีวิตของครอบครัวเฉียวเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากและในขณะเดียวกันก็ต้องพบกับสายตาอิจฉาจากชาวบ้าน ทุก 3วันจะมีรถม้าไปที่บ้านเฉียวแล้วจากบ้านเฉียวไป บนรถมานั้นเอาอะไรไปกันแน่พวกเขาไม่มีทางรู้ได้เลย สิ่งเดียวที่รู้คือปลาในแม่น้ำ ตอนแรกพวกเขาไม่ได้เอะใจเพราะพวกเขาไม่ชอบสิ่งนี้มีเพียงผู้ที่ไม่มีจะกินอย่างพี่น้องตระกูลเฉียวจึงจะจับมากิน เพื่อทำให้ท้องอิ่มจนกระทั่งปลาผัดซอสแดงเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาสายตาที่พวกเขามองพี่น้องตระกูลเฉียวจึงเริ่มเปลี่ยนไป
ไม่คาดคิดเลยว่าปลาที่ทั้งไม่อร่อยและไม่มีค่าในสายตาของพวกเขาจะขายได้ราคาตัวละ1 ตำลึง นี่มันกินปลาที่ไหน กินเงินชัดๆความคิดของคนมีเงินไม่เหมือนกับความคิดของชาวไร่ชาวนาอย่างพวกเขาจริงๆ
เมื่อรู้ว่าพี่น้องตระกูลเฉียวสามารถสร้างรายได้จากการจับปลาขายพวกเขาบางคนก็มีความคิดที่จะจับปลาขายด้วย เฉียวซีสามารถขายให้จวี้เซียนโหลวได้พวกเขาก็สามารถนำปลาไปขายให้ร้านอาหารร้านอื่นได้ เมื่อมีความคิดเช่นนี้ออกมาในหมู่บ้านก็มีคนจำนวนมากเริ่มไปจับปลาที่แม่น้ำ ที่จริงแล้วทุกครอบครัวก็ไม่ได้อยู่ดีกินดีใครๆ ก็อยากหารายได้ให้ครอบครัวเพิ่มทั้งนั้น
ความคิดเช่นนี้ถือว่าดี แต่พวกเขาไม่ได้มีพลังวิเศษเหมือนกับเฉียวซีจึงแทบจะจับปลาไม่ได้เลย
คนอย่างพวกเขาเหล่านี้ยังถือว่าดีอยู่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือถูกพวกนักเลงประจำหมู่บ้านจับจ้องทันทีที่เื่การหาเงินของครอบครัวเฉียวแพร่ออกมาเฉียวซื่อผู้เป็นักเลงในหมู่บ้านเฉียวก็กลับมาที่หมู่บ้านพอดีและเื่นี้ถูกเขาจำไว้ในใจเป็ที่เรียบร้อย
“พี่รอง คนมาจับปลามากถึงเพียงนี้พวกเรายังจะจับปลาได้อยู่ไหม”เฉียวไป่เห็นคนมาจับปลาที่ริมแม่น้ำมากมาย จึงเปิดปากถามตรงๆ ด้วยความกังวล
ไม่เพียงแต่เฉียวไป่ที่มีความคิดนี้ เฉียวซงก็มีเช่นกันแต่เขาไม่ได้ถามออกมา สายตาของเขาก็หันขวับและมองไปที่น้องสาวของตน
“แน่นอน พวกเรามีอาวุธลับ ใช้ตะกร้าเปล่าๆ จับปลาไม่ได้หรอกปลาจะจับได้ง่ายถึงเพียงนั้นจริงๆ หรือ”คนที่นี่ไม่กินปลาจึงไม่มีอุปกรณ์จับปลาประเภทแหอวนเลยในฤดูหนาวก็ไม่สามารถลงไปหาปลาในแม่น้ำได้ ดังนั้นโยนตะกร้าเปล่าลงไปในแม่น้ำหากสามารถจับปลาได้คงเป็เื่แปลก ต้าเฉวียนเป็ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลการที่ไม่รู้เทคนิคการจับปลาจึงไม่ใช่เื่ผิดมหันต์
ที่จริงแล้วฤดูหนาวก็เป็หนึ่งในฤดูจับปลาหลังจากที่ผิวน้ำจับตัวเป็น้ำแข็งน้ำใต้น้ำแข็งจะยังรักษาอุณหภูมิไว้ได้ที่ประมาณ 4 องศาและปลาจะจำศีลในบริเวณที่ค่อนข้างอุ่นนี้
ตอนนี้อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ แล้วนางเดาว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้หิมะจะตก ถ้าหิมะตกแสดงว่าเทศกาลตรุษจีนกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
เนื่องจากสภาพอากาศ ปลาบางตัวในแม่น้ำนี้จึงไม่ได้จำศีลเมื่อบวกเข้ากับหญ้าที่ได้รับพลังวิเศษของเฉียวซีแล้วแรงดึงดูดที่มีต่อพวกมันจึงไม่เหมือนกัน
“อ๋อ เช่นนั้นก็วางใจแล้ว วันนี้เราจะยังไปจับปลาอยู่ไหม”คนมากถึงเพียงนั้น น้ำถูกทำให้ขุ่นหมดแล้ว จะจับปลาได้อย่างไร
“หากพวกเขา้าจะจับ ก็ปล่อยให้พวกเขาจับไปเถิด เราจะไม่แย่งพวกเขาหรอกนอกจากนี้แม่น้ำสายนี้ไม่ได้เป็ของใคร ทุกคนล้วนสามารถจับปลาได้ เราจับได้พวกเขาก็จับได้เช่นกัน” พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเฉียวมาก่อนไม่สามารถทำให้พวกเขาขุ่นเคืองได้พวก เขาจับของเขา นางจับส่วนของนางไม่มีใครรุกรานใคร “ตอนกลางวันให้พวกเขาจับไปเถิด เดี่ยวเรามาจับตอนค่ำ”
“ตอนค่ำจะได้หรือ”เฉียวไป่มองไปที่เฉียวซีพี่สาวของเขาด้วยความไม่เข้าใจที่แสดงออกมาบนใบหน้า
“แน่นอน ตอนนี้เราไปเติมพลังกันดีกว่า ตอนกลางคืนจะได้มีกะจิตกะใจจับปลา”ลุกขึ้นเดินไปปิดประตูรั้วบ้าน
นางรู้ว่าพี่ชายใหญ่และน้องสามกังวลเื่อะไรก็ว่าพรุ่งนี้คนของจวี้เซียนโหลวมารับผักและปลา พวกเขาจะไม่มีของให้อย่างไรเล่า
ยังมีเวลาอีกหนึ่งคืนแล้วจะกลัวอะไร!
นอนหลับสบายตลอด่บ่าย หลังจากตื่นขึ้น เฉียวซีก็เริ่มเตรียมอาหารเย็น
ในฤดูหนาวท้องฟ้าจะมืดเร็ว บวกกับอากาศที่หนาวเย็นลงไปเรื่อยๆโดยทั่วไปคนที่ไม่มีอะไรต้องทำหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จก็จะเข้านอนแต่หัวค่ำอากาศหนาว การนอนบนเตียงจะทำให้รู้สึกสบายมาก
วันนี้หลังจากที่ครอบครัวของเฉียวซีกินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อยพวกเขาก็เริ่มเตรียมตัวไปจับปลาที่แม่น้ำ
ปิดประตูบ้าน หยิบตะกร้าจับปลาและถังน้ำ แล้วไปยังฝั่งน้ำที่ใกล้บ้านที่สุดเริ่มกระจายตะกร้าจับปลาและรอปลาเข้าตะกร้า
พวกเขาทั้งสามคนยุ่งกับการทำงานจนกระทั่งดวงจันทร์ขึ้นสูงถึงกลางหัวจึงจะรีบวิ่งกลับบ้านพร้อมถังน้ำและตะกร้าจับปลา
ในขณะเดียว กันบางคนชอบใช้ประโยชน์จาก่เวลามืดค่ำทำเื่ที่ไม่ดี
ทั้งหมู่บ้านเงียบสงัด หลังจากเงียบสงัดไร้เสียง เงาร่างสูงเพรียวก็เดินผ่านตรอกซอกซอยไปอย่างรวดเร็วภายใต้แสงจันทร์ที่เย็นะเืขมุกขมัวเขาต้องคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่นี่เป็อย่างดีจึงจะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางไปได้ เขาวิ่งอย่างรวดเร็วไปตลอดทางพร้อมมุ่งหน้ายังทิศทางของบ้านเฉียวที่เชิงเขา
ระหว่างที่หลบซ่อนตัวอยู่นั้น แทบไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ เลย เมื่อมาถึงรั้วก็เงยหน้าขึ้นแล้วมองไปรอบๆ ไม่เห็นอะไรผิดปกติสำหรับเขาแล้วประตูรั้วนั้นไม่สามารถขวางเขาไว้ได้เลย จัดการเล็กน้อยประตูบานนี้ก็ถูกเขาทำพังเสียแล้ว
เขาคิดว่าเขาสามารถเข้าไปในบ้านเฉียวได้อย่างง่ายดายแต่เขาไม่คาดคิดว่ามีใครบางคนคิดได้ไกลกว่าที่เขาคิด เฉียวซีป้องกันไว้ตั้งนานแล้วแต่ถือว่าเขาโชคดีพอที่เข้าประตูหน้า มิฉะนั้นเวลานี้เขาคงจะทรมานเป็อย่างมากเกรงว่าจะต้องอยากตายไปเลยแน่
วันนี้เฉียวซีเดินออกไปเป็คนสุดท้าย และนางก็คิดถึงการถูกขโมยขึ้นบ้านเข้าตอนที่ยังไม่เดินจากประตูไป นางได้โรยผงคันไว้ที่ประตูเป็ที่เรียบร้อย
ผู้มาเยือนไม่รู้ตัวว่าเขาโดนเข้าไปตั้งนานแล้ว โค้งตัว เดินเบาๆ ไปที่ตัวบ้าน
ยืนอยู่ที่หน้าต่าง นำนิ้วยื่นเข้าไปในปากเพื่อแต่น้ำลายออกมาเล็กน้อยทิ่มเข้าที่กระดาษหน้าต่างเบาๆ แล้วรูเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้น ผู้มาเยือนใช้ตา 1ข้างสังเกตสถานการณ์ในบ้านผ่านรูเล็กๆ นี้ แล้วไม่พบสถานการณ์ผิดปกติแต่อย่างใด
แสงสีส่องสว่างกลางอกของเขา หยิบมีดออกมาหนึ่งเล่ม มา แล้วค่อยๆ งัดประตูทีละน้อยและได้ยินเพียงเสียงคลิก ซึ่งดูเหมือนจะดังชัดเจนเป็พิเศษในคืนที่เงียบงัน
เฉียวซีมีวิทยายุทธอยู่กับตัวตอนที่อยู่ห่างจากบ้านเล็กน้อยก็ได้ยินเสียงนี้ชัดเจน นางเดินต่อไปอย่างเงียบๆ อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้กลัวขโมยในบ้านไม่มีเงินอยู่เลย มีเพียงอาหารในครัวโชคดีที่นางโรยผงคันไว้ที่ประตูก่อนออกจากบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าขโมยคนนั้นเข้าไปในบ้านนานเท่าไรแล้วเมื่อััโดนผงคันของนาง อาการจะแสดงออกมาใน่เวลาเพียงชั่วธูปติด
เฉียวซงถือถังน้ำมองไปที่ประตูที่ถูกเปิด ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีโดนขโมยขึ้นบ้านแล้ว
วางถังลงแล้ววิ่งเข้าไปในลานบ้านอย่างรวดเร็ว และเห็นเงาดำๆ ยืนอยู่ที่ประตูทันใดนั้นเขาก็ะโใส่ผู้มาเยือน “ใครน่ะ” แล้วก็วิ่งตามเข้าไปพร้อมจู่โจมผู้มาเยือนอย่างรวดเร็ว
“พี่รอง มีคนอยู่ด้วย” เฉียวไป่ก็เห็นเงาคนที่ประตูเช่นกันเขากลัวจนต้องซ่อนตัวอยู่ข้างหลังเฉียวซี
“ไม่ต้องกลัวๆ เ้าอย่าเข้าไปนะ รออยู่ที่นี่ พี่ใหญ่คนเดียวรับมือไม่ไหวข้าจะเข้าไปช่วย” หลังจากปลอบน้องชายแล้ว เฉียวซีจึงเดินเข้าไป เมื่อผ่านครัวนางเข้าไปข้างในหยิบท่อนไม้มาถือไว้ในมือ
ในห้องโถงหลัก ทั้งสองคนได้ต่อสู้กันอยู่เดิมพี่ชายคนโตก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนคนนั้นเลย เขาถูกคนคนนั้นทุบตีหลายครั้งเฉียวซีจะทนให้พี่ชายคนโตของนางต้องเสียเปรียบได้อย่างไรนางเดินเข้าไปหาพวกเขาอย่างเงียบๆ โบกท่อนไม้ในมือของนางและตีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญหลายครั้งทุกครั้งที่ตีลงไปก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอยดังขึ้น “อย่าตีๆ โอ๊ย… โอ๊ย… ข้าเจ็บเจ็บจะตายอยู่แล้ว...”
เฉียวซีไม่ได้สนใจถึงเพียงนั้น ขึ้นบ้านใครไม่ขึ้น ดันมาขึ้นบ้านนางท่อนไม้ที่ฟาดลงไปนั้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ได้ของดีอะไรสักอย่าง กลับได้แต่ถูกลงทัณฑ์ไม่ต้องสนใจเื่ขโมยของแล้ว ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางประตูแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว