เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 53 ฆ่าฉู่อิง

             

            สงครามครานี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเข่นฆ่ากันเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

             

            กองกำลังองครักษ์ส่วนตัวของฉู่อิงถึงแม้จะแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน เปรียบศิลปะยุทธ์เหนือล้ำเกินธรรมดา

             

            แต่ว่าภายใต้การเผชิญหน้ากับพลังอันมหาศาลที่เหนือล้ำยิ่งกว่ายังคงแทบจะไม่ได้มีพลังที่มากพอจะต้านทานกันได้เลยแม้แต่น้อย

             

            เพียงแค่ในระหว่างการยกมือวางเท้า องครักษ์ส่วนตัวที่เปี่ยมล้นไปด้วยความห้าวหาญหลายสิบนายก็ถูกเจวี๋ยหวู่หมิงฆ่าล้างไปจนหมดสิ้น

             

            หลังจากที่ฆ่าคนพวกนี้ไปแล้วเจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้ดูดซับเลือดบริสุทธิ์ของพวกเขาไม่ทันไรก็สัมผัสได้ถึงปริมาณพลังจากเคล็ดกายาหลอมโลหิตที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วแม้กระทั่งระยะห่างจากขั้นที่สามก็คล้ายกับอยู่ไม่ห่างไกลกันแล้ว

             

            ตอนนี้ กายหยาบของเขา ที่มีแต่ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกทั้งยังเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง จนรู้สึกได้ว่าเพียงแค่การปล่อยหมัดออกก็สามารถทำลายกำแพงเมืองจนถล่มทลายลงได้เป็นแถบ

             

            “เจ้าก็คือองค์รัชทายาทฉู่อิงงั้นสินะ?”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงที่หันไปมองบุรุษหนุ่มที่สวมไว้ด้วยอาภรณ์เครื่องแบบทหารพร้อมกับสาดแววตาสีแดงฉาน เสมือนกับเป็นราชามารที่จุติมาเพียงกินมนุษย์

             

            ฉู่อิงสองเท้าสั่นสะท้าน แม้กระทั่งสีหน้าก็ยังซีดเผือด

             

            แต่กระนั้นเขาก็สงบจิตสงบใจได้อย่างรวดเร็ว

             

            เมื่อการยื่นมือ ก็พลันหยุดพลทหารที่กำลังพุ่งเข้ามาหาที่ตายพวกนั้นเอาไว้

             

            “แปะแปะแปะ!”

             

            ไม่แปลกใจเลยที่ฉู่อิงจะเปรียบเสมือนกับเป็นวีรบุรุษแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ยังสามารถหัวเราะออกมาได้อีกมิหนำซ้ำยังกล่าวออกมาด้วยความสงบยิ่ง:

             

            “ขอเรียนต่อท่านเซียนด้วยความเคารพ ผู้น้อยก็คือบุตรคนโตของหนู่เอ่อร์ฮาชื่อนาม‘ฉู่อิง’ ข้าและท่านต่างก็ถือเป็นชนชั้นอยู่เหนือผู้คนมิหนำซ้ำยังไร้ซึ่งความแค้นต่อกัน ไยจึงต้องห้ำหั่นกันให้ตายไปกันข้างกันล่ะ!มิสู้ท่านเซียนมาเข้าร่วมกับกองทัพของข้า ทั้งเกียรติยศความมั่งคั่งสาวงามมากมายนับคณา แล้วยังมีเงื่อนไขตามแต่ท่านจะเอ่ยมาข้าล้วนแต่จะทำให้ท่านพึงพอใจได้อย่างแน่นอน เป็นอย่างไร?”

             

            ฉู่อิงพูดจามีสำบัดสำนวนเพียงอ้าปากก็สามารถเสนอเงื่อนไขที่มั่งคั่งได้มากมายนับไม่ถ้วนอีกทั้งยังได้พยายามที่จะหลอกล่อซึ่งทุกอย่าง

             

            เขาเองก็คาดคิดเอาไว้ว่าเจวี๋ยหวู่หมิงจะต้องหวั่นไหวอย่างแน่นอนเพราะว่าไม่มีใครสามารถปฏิเสธผลประโยชน์ที่มากมายเป็นพิเศษถึงเพียงนี้กันได้อยู่แล้ว

             

            ต่อมา รอยยิ้มของเขาถึงกับแข็งทื่อขึ้นมา

             

            “เงื่อนไขของข้านั้นกลับมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั่นก็คือหัวที่อยู่บนบ่าของเจ้า!”

             

            แทบจะเรียกได้ว่าคร้านที่จะเสวนากับเขากันแล้วเจวี๋ยหวู่หมิงก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวจากนั้นก็ได้ยื่นมือคว้าไปที่มือของฉู่อิงทันที

             

            กระแสแห่งกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงก็ได้โชยพัดเข้าถึงปลายจมูกของฉู่อิงถึงกับเป็นเหมือนสิ่งที่สอนให้เขารู้จักถึงความหวาดกลัวขึ้นได้ในทันทีอีกทั้งยังมีแต่จะยิ่งแตกตื่นขึ้นเป็นเท่าทวี

             

            เพียงการกุมเข้าไปที่ลำคอของฉู่อิงเพียงครั้งเดียวเจวี๋ยหวู่หมิงก็พลันออกเรี่ยวแรงในทันที

             

            “ช้าก่อน!ช้าก่อน!ไว้ชีวิตข้าด้วย!ท่านเซียนไว้ชีวิตด้วย!ข้ายินดีที่จะเป็นวัวเป็นม้าขอเพียงแค่ท่านยอมปล่อยข้าไปสักคราเถอะ……”

             

            ภายใต้สถานการณ์ความเป็นความตายฉู่อิงเองก็พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง จนถึงกับรีบคุกเข่าอ้อนวอนขอร้อง

             

            “เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาเพียงคนเดียว ข้าจะต้องการใช้เจ้าไปทำไมกัน?มิสู้ตายไปเสียยังจะดีกว่า”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงส่ายหน้า ตอบกลับไปอย่างมุ่งมั่นเด็ดขาด

             

            จากนั้นก็ไม่ได้กล่าวมากความอีกต่อไป เพียงรวมพลังไว้ที่มือเสียงดัง “กร๊อบ” พลันดังขึ้น จากนั้นก็ได้บีบเข้าไปที่คอของฉู่อิง

             

            ภายใต้ช่วงเวลาที่ใกล้จะตายดวงตาของฉู่อิงเองก็ถึงกับถลนออกมา สาดทอแววตายากที่จะเชื่อออกมา

             

            เขาแม้แต่จะฝันก็ยังคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะสามารถตายในที่แห่งนี้ได้ อีกทั้งยังตายด้วยเงื้อมมือของคนที่ไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนามผู้หนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน

             

            เมื่อความตายกล้ำกรายเข้ามาเขายังไม่ทราบแม้แต่ผู้ที่ฆ่าเขานั้นเป็นผู้ใด

             

            ในมุมมองของเจวี๋ยหวู่หมิงทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากโลกหล้าที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเท่านั้นในส่วนของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่สู้ฆ่าเพื่อตอบสนองของการล้างแค้นให้รวบรัดไปเสียยังจะดีกว่า

             

            “องค์รัชทายาทใหญ่สิ้นพระชนม์แล้ว!เจ้ามารร้ายนั้น……ได้ฆ่าองค์รัชทายาทใหญ่ไปแล้ว!”

             

            “ล่าถอย!รีบล่าถอยเร็ว!มารร้ายมาแล้วไม่อย่างนั้นพวกเราก็ไม่อาจหนีพ้นได้อีกแล้ว!”

             

            “หนี!”

             

            ……

             

            ฉู่อิงตายแล้ว ก็เหมือนกับว่ากลุ่มโฮ่วจินเป็นมังกรไร้เศียรกองทัพที่เกิดภาวะระส่ำระสายอยู่แล้ว พลันเกิดเป็นความวุ่นวายขึ้นในทันที

             

            กองทัพหมิงภายในเมืองหวู่หลิงเมื่อได้พบเห็นสร้างโอกาสอันดีงามให้เช่นนี้มีอย่างที่ไหนที่จะยอมปล่อยผ่านไปได้ เหอหยงฝูจึงได้ออกคำสั่งไปในทันทีวินาทีนั้นก็ได้รวมกำลังพลและบุกกันออกไป!

             

            กองทัพหมิงที่มีกันไม่ถึงสองพันนาย ในระหว่างนั้นก็ได้ทำให้กองทัพใหญ่โฮ่วจินที่มีกำลังพลหลายเท่าถูกฆ่าจนกระเจิดกระเจิงแตกพ่ายหลบหนีกันไปหมด

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงได้ยืนอยู่ทางด้านบนของที่ราบสูงทอแววตาล่องลอย สวมไว้ด้วยอาภรณ์ขาดรุ่ยยืนตระหง่าน จนยากที่จะอธิบายออกมาได้

             

            ……

             

            ในสงครามครั้งนี้ โฮ่วจินที่พ่ายศึกไปแล้วครั้งใหญ่กองทัพหมิงเองก็ได้ชัยน่าอนาถเกินไปแล้ว ภายใต้เมืองหวู่หลิงยังได้ปล่อยซากศพกองทิ้งกันเอาไว้อยู่นับไม่ถ้วน

             

            โฮ่วจินที่พ่ายศึกไปแล้วโชคยังดีที่ไม่ได้มีพลังในการรบที่อ่อนโทรม ยังสามารถที่จะสู้ไปพลางล่าถอยไปพลางต่อสู้เอาชีวิตรอดอย่างสิ้นหวัง จนกระทั่งถูกกองทัพหมิงกวาดล้างไปอีกเป็นจำนวนมาก

             

            ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีฝ่ายใดที่นับได้ว่าเป็นฝ่ายมีชัยไม่แน่ว่าฝ่ายที่มีชัยที่สุดกลับเป็นแค่คนคนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ

             

            เจวี๋ยหวู่หมิง เมื่อได้ผ่านพ้นศึกนี้ไปแล้วไม่เพียงแต่จะสามารถบ่มเพาะมนตราคาถาได้จนเชี่ยวชาญอีกทั้งยังสามารถดูดซับเลือดบริสุทธิ์มาได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวจนเหมือนดั่งพบพานวาสนาในการทะลวงพลังขอบเขตของเคล็ดกายาหลอมโลหิต

             

            เขาที่รู้สึกว่ายังขาดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สามได้แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเลือดเนื้อก็จะยิ่งมีแต่แข็งแกร่งขึ้น จนไม่รู้ว่าจะไปถึงขั้นใดกันได้บ้างแล้ว

             

            ภายใต้การไล่ฆ่าของกองทัพหมิงเจวี๋ยหวู่หมิงก็สามารถกลับไปจนถึงเมืองหวู่หลิงได้อีกครั้งแล้ว

             

            ในขณะที่พบเจวี๋ยหวู่หมิงกลับมาตว่อเอ๋อเป็นคนแรกที่ผละออกมาจากภายในฝูงประชาชนจากนั้นก็รีบเข้ามาจนซบอยู่บนกายของเจวี๋ยหวู่หมิง คล้ายกับสำลีที่นุ่มนิ่มอ่อนยวบไร้ซึ่งกระดูกโดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่กลับมีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็รู้สึกได้ตว่อเอ๋อกลับมีความชอบพอต่อผู้เป็นเจ้าของร่างนี้เป็นอย่างยิ่ง

             

            น่าเสียดาย ที่เขาไม่ใช่กู่ยี่ดังนั้นแทบจะไม่ได้เกิดเป็นผลกระทบอะไรมากมายนัก

             

            “จะร้องไปทำไม? ข้ามิใช่ว่าสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัยแล้วหรอกหรือ?”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงจึงได้ตบไปที่แผ่นหลังของตว่อเอ๋อปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

             

            “ทหารผมเปียถอยแล้ว?”

             

            ประชาชนที่อยู่โดยรอบเมื่อได้พบเห็นเจวี๋ยหวู่หมิงก็แยกย้ายเปิดเป็นทางออกมา

             

            พวกเขาที่ได้เห็นเจวี๋ยหวู่หมิงเข้ารับกระสุนปืนใหญ่แล้วแล้วยังกระโดดลงจากกำแพงเมืองไปอีกแต่กลับไม่ได้เห็นสภาพที่ไร้ผู้ต้านในสนามรบของเจวี๋ยหวู่หมิงได้ภาพฉากที่กวาดล้างกองทัพใหญ่ฝ่ายศัตรูอย่างเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจ

             

            ยิ่งไม่อาจที่จะรู้ได้ว่าเจวี๋ยหวู่หมิงเพียงคนเดียวจะสามารถสะเทือนไปทั้งกองทัพแม้กระทั่งหัวของผู้นำอย่างฉู่อิงก็ยังถูกเขาเด็ดมาได้แล้ว

             

            “ทัพกบฏถอยแล้ว รีบใช้โอกาสนี้ ให้ทุกคนรีบออกไปจากเมืองเถอะ”

             

            เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยพูดออกมาอย่างไม่แยแส

             

            เกี่ยวกับประชาชนคนธรรมดาพวกนี้เขาก็บอกต่อพวกเขาได้มากแค่นี้แล้วเท่านั้น

             

            เขาเองก็ไม่ใช่ผู้วิเศษอะไรยังไงก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือทุกคนในโลกหล้านี้ได้อยู่แล้วตอนนี้ที่พอจะช่วยได้ก็คงจะมีแต่ทางด้านครอบครัวของตว่อเอ๋อเท่านั้นเช่นนี้ก็นับว่าเพียงพอกันแล้ว

             

            อีกทั้งถึงยังไงก็ไม่สามารถที่จะมัวแต่อยู่ในที่แห่งนี้ได้นานจนเกินไป หากมัวแต่อยู่ในที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ก่อให้เขาได้รับประโยชน์อะไรกันอยู่แล้ว

             

            ถ้าหากเป็นไปได้เขาเองก็อยากที่จะรีบกลับไปยังเกาะสุขสราญรมณ์ให้ได้โดยเร็วเพื่อทำความปรารถนาของฮวานอวิ๋นให้สำเร็จ

             

            เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวพลังของเขาเป็นไปได้ว่ายังไม่เพียงพอที่จะสั่นคลอนศิษย์พี่น้องอีกหลาย ๆคนภายในเกาะสุขสราญรมณ์ได้

             

            ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งเพิ่มพูนการบ่มเพาะกันอีกครั้งเมื่อยิ่งมีความก้าวหน้าไปอีกขั้นก็เหมือนกับเป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ

             

            โชคยังดี ที่หลังจบศึกในครั้งนี้ยังไงก็ยังต้องมีซากศพที่พึ่งตายกันหมาด ๆ อีกนับไม่ถ้วนเพื่อให้เขาไปสกัดหลอมปราณบริสุทธิ์กับเลือดโลหิตเพื่อหนุนเสริมการบ่มเพาะเขาให้เลื่อนขั้นขึ้นไป

             

            เขาได้คิดคำนึงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งระหว่างนั้นก็ตัดสินใจได้ในทันที

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน