ตอนที่ 7
บททดสอบ หินอัคนีั์
~~~~ณ ลานฝึก~~~~
สองหนุ่มนอนแผ่ราบกับพื้น ท่ามกลางหิมะโปรยปราย พวกเขา
ยังคิดไม่ตกจะทำเช่นใดจึงจะผ่านการทดสอบนี้ได้ นอนก่ายหน้าผาก ยิ่งคิด
ยิ่งปวดหัว หงุดหงิด วุ่นวาย จนบางทีอาจจะต้องปล่อยวาง
“โอ๊ย! ข้าหิวตาลายไปหมดแล้ว ดูมือข้าสิ ต่อยจนมือบวมตุ่ย
ไม่ระแคะระคายเ้าหินนี่เลยสักนิด”
เ้าอ้วนบ่นอุบ
“ตุ้บ! ตุ้บ!”
ผลไม้วิเศษสองผล กลิ้งมาตรงหน้าเขา
“ข้ายังไม่หิว ข้าแบ่งให้”
เสียงอ่อนโยนแห่งความมีน้ำใจของกู่ไท่หยาง สะท้อนเข้าไปในจิตใจของเ้าอ้วน ทำให้เขาเริ่มเกรงใจขึ้นมาบ้าง
“นี่เ้าบื้อ”
“วันนั้นที่ข้าแย่งกระต่ายเ้ามากินน่ะ เป็เพราะข้าดื่มเยอะเกินไป ข้าขอโทษเ้าด้วยนะ”
“เื่นั้นข้าไม่ถือสาหรอก”
เ้าของผลไม้กล่าวตอบโดยพลัน
“ตุ้บ!”
ผลไม้วิเศษถูกโยนกลับมาที่เขาหนึ่งลูก ด้วยฝีมือของเ้าอ้วน
“งั้นเรามากินด้วยกันเถอะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” (ทั้งคู่หัวเราะ)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
“กุบกับ กับกับ กุบกับ”
“ฮี้ ฮี้ ฮี้!”
(เสียงควบม้า)
“พวกเ้ายังสำราญกันได้อีกหรือนี่”
สาวน้อยรีบขี่ม้ามาหาเพื่อนๆ ด้วยความเป็ห่วง เกรงว่า
จะไม่ผ่านการทดสอบ แต่ต้องผิดหวังในความห่วงใย เพราะเห็นพวกเขา
นอนแอ้งแม้งแทะผลไม้กันสบายใจเฉิบ แทนที่จะหาวิธีผ่านด่านทดสอบ
เธอโยนคัมภีร์กางออก
แล้วบอกให้เพื่อนๆ รู้ว่า นี่อาจจะเป็หนทางผ่านการทดสอบ
เ้าบื้อและเ้าอ้วนมองแล้วตะลึงไปพักใหญ่ ที่แท้พวกเขาอ่านหนังสือไม่ออก
หลินหลินกุมขมับ แล้วจำยอมอ่านให้ฟัง
ใจความว่า ดังนี้
“ลมปราณถล่มพสุธา
ร่ายมาจากจิต
นึกคิดจากใจ
ไหลเวียนเคลื่อนไหว
ยิ่งใหญ่ ปฐี”
แล้วยังเปิดคัมภีร์หน้าต่อๆ ไป มีทั้งรูปภาพแล้วตัวหนังสือ
สองหนุ่มรีบกรูเข้ามาสนใจ ดูยังไงก็ยังไม่เข้าใจดีนัก เวลาบีบคั้นไล่เข้ามา
จะช้าก็ไม่ได้
เพราะเธออ่านออกเขียนได้ จึงต้องนำเพื่อนๆ เป็หลัก สาวน้อยร่วมฝึกไปกับพวกเขาด้วย เริ่มจากเลียนแบบท่าทางตามคัมภีร์
ชก ซ้าย ขวา หน้า หลัง หมุนวนกลับมา ตั้งหน้าตรง กระทืบ
ย่อเท้าหน้า แอ่นขาหลัง ง้างหมัดรวบรวมพลัง
ชก ซ้าย ขวา..........................แอ่นขาหลัง ง้างหมัดรวบรวมพลัง
ชก ซ้าย ขวา..........................แอ่นขาหลัง ง้างหมัดรวบรวมพลัง
(เสียงพูดทั้งสามคนพร้อมกัน)
~~~~~เวลาผ่านไปสามสิบหกชั่วยาม~~~~~~
“โอ๊ย! ทำไมข้าต้องมาทำอะไรบ้าๆ แบบนี้ด้วย ไม่เอาแล้ว”
เ้าอ้วนหงุดหงิดโวยวายที่ต้องมาทำอะไรเดิมๆ อยู่กับที่
แม้อากาศหนาว แต่ใจหาได้สงบเย็นไปด้วย
เพราะการฝึกฝนต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้ปวดเมื่อยพอดู
เหมือนเขาจะไม่เอาด้วยกับการฝึกนี้แล้ว
หลินหลินยังมีมานะลุยฝึกต่อ การเคลื่อนตัว
ตามตำรา ทำให้ลมปราณในชีวาหมุนเวียนภายใน เกิดมวลลมปราณขึ้นโดยผู้ฝึกไม่รู้ตัว
เธอร่ายรำกระบวนท่าอยู่นาน การทำท่าซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้
มันช่างน่าเบื่อ ไร้จุดหมาย แล้วเริ่มคิดเหมือนกันว่า ทำไมตัวเขาต้องมาทำอะไรซ้ำๆ แบบนี้
ฝึกไปพลางนึกถึงอดีตที่ผ่านมาชีวิตผกผัน ก่อนเคยอยู่ดี
มีสุข เพราะคนโฉดชั่วช้า นามว่าจ้าวเหวิน หัวหน้ากองโจรผู้เลวทรามต่ำช้าไร้ซึ่งคุณธรรม ทำให้คนดีต้องแตกแยก
ยิ่งคิดถึงหน้ามันทีไร หัวใจอยากแก้แค้น มีความโกรธ
เป็แรงผลักดัน ผันให้ลมปราณเคลื่อนที่ เหมือนกลไกถูกจุดติด
เครื่องในมีอุณหภูมิสูงขึ้น ความร้อนผ่าวในร่างกายไหลเวียน
ครบองค์ประกอบ เกิดแสงปราณทรงกลมเป็ประกายสีฟ้าที่ฝ่ามือ
ขณะร่ายรำ
“ชก ซ้าย ขวา........................แอ่นขาหลัง ง้างหมัดรวบรวมพลัง”
เธอเผลอซัดเข้าให้!
“เปรี้ยงงงงงงงงง!”
โอ้ว อนิจจา ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าห่างกันห้าก้าว กลวงเป็รูโบ๋
สองบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายตะลึงงัน ไม่คิดว่าสตรีตัวน้อยจะทำได้เช่นนี้
ครั้นตัวเธอทรุดคุกเข่าลง เพราะอ่อนแรงจากการใช้ปราณเข้าไปเต็มเหนี่ยวจนแทบไม่เหลือกำลังนั่นเอง
เพื่อนๆ เข้าประคองช่วยเหลือ แต่ก็มิวายอยากรู้เห็นถึงเคล็ดลับ
ว่าเหตุใด เ้าถึงทำเช่นนั้นได้
เธอยังเหนื่อยอยู่ หอบ แฮ่ก แฮ่ก เพื่อนๆ เห็นดังนั้น จึงวิ่งไปหยิบกระบอกน้ำเต้าบรรจุน้ำเต็มที่ แขวนอยู่หลังม้ามาให้ดื่ม
“เอื๊อก เอื๊อก”
เสียงน้ำผ่านลูกกระเดือก เอื๊อก ใหญ่ๆ เหมือนสาวเ้าไปอดน้ำ
ที่ไหนมา แล้วพลันยกกระบอกแหงนสูงเสียดฟ้า ดื่มหมดจนหยดสุดท้าย
~~~ฮ้า!~~~
เธอถอนหายใจอย่างแรง
เมื่อครู่ ความร้อนในตัวสูงมาก จึงทำให้กระหายอย่างหนัก
ตั้งสติได้แล้ว จึงเผยเคล็ดลับ
“พวกเ้าทั้งสองจงฟังข้าให้ดี เมื่อพวกเ้าร่ายรำจนจบ
ครบกระบวนท่าแล้ว ถึงจุดจุดหนึ่ง จงใช้ความโกรธในการจุดชนวนปราณเป็แรงบันดาล เร่งลมปราณให้แรงขึ้น เปรียบเสมือนเติมฟืนเข้ากองไฟ”
“แล้วข้าจะเตรียมน้ำไว้ให้”
ทั้งสองพยักหน้าเข้าใจ ไม่รอช้า ร่ายรำกระบวนท่า พักใหญ่ๆ ครบถ้วนกระบวนท่าแล้ว ยังไม่เกิดสิ่งใด
เธอจึงกระตุ้นเพื่อน
“อย่างที่ข้าบอกไว้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง พวกเ้าต้องโกรธ”
“พวกเ้าเคยโกรธใครไหม”
“เ้าอ้วน! พวกโจรที่มันทำร้ายเ้า และทำลายบ้านเ้า จนพวกเราต้องระเหเร่ร่อน เ้าจะยอมมันอย่างนั้นหรือ”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาช่างฝังใจเขานัก
เ้าอ้วนมีอารมณ์โมหะขึ้นมาทันใด ขาปักหลักกับพื้นยึดมั่นไว้ แสงปราณสีฟ้าร้อนๆ มาครอบคลุมที่กำปั้น
ดังนั้นแล้วจึงซัดใส่ก้อนหินมหึมา
“ตูมมมมมมมม!”
พลังหมัดอันรุนแรงจมเข้าไปในหินอัคนีั์ เหมือนเป็เบ้าพิมพ์รูปมือของเขาเลย
หลินหลินะโดีใจ กระบอกน้ำเต้าหลุดมือไป
น้ำหกหมดเลย
เ้าอ้วนทรุดหมดแรง ตัวร้อนระอุ หิมะละลาย
เพื่อนๆ รีบช่วยเอามือกรอกหิมะใส่ปาก ความร้อนในตัวทำให้หิมะละลายกลายเป็น้ำ แต่ยังไม่เพียงพอความ้า เพราะเขาตัวใหญ่เหมือนโอ่งั์ที่จุน้ำได้มากกว่า
สักพักมีกระบอกน้ำเต้าลอยมาหล่นตรงหน้า
“ตุ้บ”
“แป๊ะ แป๊ะ”
เสียงปรบมือชื่นชม และกระบอกน้ำเต้าลอยมาไกล ของกำนัลจากแม่ทัพจิว เฝ้าแอบชมการฝึกอยู่นั่นเอง
“เ้าอ้วนสอบผ่าน ข้าจะไปทูลท่านอ๋อง”
“วิชาที่เ้าใช้นั้น ฝึกมาจากไหนกันหรือ”
หลินหลินลังเลที่จะตอบ ก่อนที่จะคิดไตร่ตรองถี่ถ้วนดีแล้ว
จึงกล่าวบอกแม่ทัพให้รับรู้ว่าวิชาที่ได้ฝึกฝนกันนั้น มาจากคัมภีร์เอกเล่มนี้
(หลินหลินยื่นคัมภีร์ให้)
แม่ทัพจิวเปิดคัมภีร์พิจารณาดีแล้ว เขาผู้ซึ่งคร่ำหวอดในวงการต่อสู้ จึงเข้าใจหลักการแก่นของวิชาโดยง่าย แล้วคืนคัมภีร์ให้เธอ พร้อมเชิญหลินหลินและเ้าอ้วนกลับเข้าวัง ทิ้งให้เ้าบื้อเป็หมาเหงาเดียวดาย
อยู่ตรงนั้น
เวลาแห่งการทดสอบเหลือไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
สาวน้อยซึ่งเป็ห่วงเพื่อน ร้องบอกให้พยายามเข้าและขอร้องให้แม่ทัพจิวรอดูอีกสักพักก่อน
เ้าบื้อไม่รอช้า รีบลุกขึ้นมาร่ายรำ
น้ำตาแห่งความขี้แยคลอเต็มเบ้าแล้ว เขากลัวเพื่อนๆ จะทิ้งเขาไป ถึงเวลาที่ต้องใส่พลังเพิ่ม เขาจะต้องอาศัยพลังโกรธเป็ตัวผลักดัน
แต่ตัวกู่ไท่หยางนั้น เป็คนอ่อนแอ ไม่ค่อยโกรธใคร และ
มักโดนกลั่นแกล้งเป็ประจำ ทุกคนจึงเรียกเขาว่า....................เ้าบื้อ
“โกรธสิ เ้าต้องโกรธ จงนึกถึงตอนที่กองโจรมันบุกหมู่บ้านเรา”
หลินหลินะโบอก
“ใช่ โกรธ ข้าต้องโกรธ เพื่อเพิ่มพลัง นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
จ้าวเหวินมันบุกทำลายหมู่บ้าน ทำร้ายชาวบ้าน ทำร้ายท่านแม่เฒ่า ทำร้ายหลินหลินและเ้าอ้วน”
เขาพยายามเร่งความโกรธใส่ แต่มันยังไม่เพียงพอ ไม่มีลำแสงลมปราณใดๆ เกิดขึ้นทั้งนั้น
แม่ทัพจิวเริ่มหมดหวังที่จะรอ
เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าแต่หาเป็ผลไม่ เวลาจะเป็ตัวตัดสินเมื่อถึงรุ่งสาง และพระอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้า
ความพยายามของเขาเป็สิ่งที่น่าชมเชย แต่ไร้ซึ่งความสามารถ ก็ไม่ใช่สิ่งที่กองทัพ้า แม่ทัพจิวหมายเช่นนั้น
แสงขอบฟ้าเริ่มฉาย ประกายแสงตะวันส้มนวลเปล่งรำไร
ตามขอบภูผา อันเป็สัญญาณใกล้หมดเวลา
“พวกเราไปกันเถอะ”
แม่ทัพจิวบอกหลินหลิน พลางโอบกอดไหล่แล้วจูงมือเดินออกไป โอบเอวอุ้มขึ้นม้า แล้วะโขึ้นไปนั่งด้วยกัน
เขานั่งอยู่ด้านหลังเธอ โน้มตัวเอื้อมไปสดับจับบังเหียน
วางใบหน้ามนบนไหล่สาวน้อย ทำให้เธอรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
จู่จู่…………………………………………………..
“ตูมมมมมมมมมมมมมม”
หินอัคนีั์แหลกแตกกระจาย หายไปครึ่งก้อน
พระอาทิตย์เหมือนมีตา รอจังหวะโผล่พ้นขอบฟ้าเป็สัญญาณหมดเวลาพอดี แสงสว่างส่องเรืองรอง เฉิดฉาย สยายมาที่พ่อหนุ่ม
กู่ไท่หยาง
หลินหลินไม่เข้าใจ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ได้แต่ฉงนสงสัย
“นี่เ้า................................................”
“โกรธาสิ่งใดกัน”