บทที่ 23 สิ่งผิดแปลก
บทที่ 23 สิ่งผิดแปลก หลินซานได้ออกมาจากตำหนักสวรรค์ที่มันเป็นดินแดนที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังของจักรพรรดิทั้งสองที่เหลืออยู่ ตามความเข้าใจของหลินซานหลังจากที่เขานั้นให้เข้าไปดูความทรงจำบางอย่างที่มันขาดหายออกไปจากภายในหัวของเขาเขาก็ได้ล่วงรู้ว่า ภายในสถานที่แห่งนั้นมันคือดินแดนเอกเทศที่ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังและดวงจิตของจักรพรรดิทั้ง 2 ผู้ที่เป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธที่แข็งแกร่ง ในอดีตพวกเขาทั้งสองคนนั้นถูกยกย่องให้กลายเป็นจักรพรรดิ จักรพรรดิโอสถหลินซาน เขาคือผู้ที่ก้าวเดินอยู่ในวิถีแห่งโอสถจนสามารถเรียนรู้สูตรการหลอมโอสถมากมายหลากหลายชนิดหลายพันหลายหมื่นจนได้บรรลุขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิ เหมือนกับเทพสงครามหวงอี้เขาเองก็เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านกลยุทธ์และการต่อสู้เขาแข็งแกร่งคนอยู่ในระดับที่เรียกว่าสามารถต่อกรกับผู้ฝึกวรยุทธทั้งกองทัพได้ด้วยตัวคนเดียวงั้นผู้ที่ก้าวเดินบนเส้นทางของทั้ง 2 ที่แตกต่างแต่พวกเขากลับมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือการที่จะสามารถบรรลุสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดบ่มเพาะพิภพนิรันดร์ให้ได้แต่ตอนนี้ปณิธานของพวกเขาทั้งสองและความตั้งใจของทั้งหมดในชีวิตก็ต้องจบลงโดยที่พวกเขานั้นยังไม่สามารถทำมันได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นแม้ว่าตัวตนทั้งสองจะอยู่คนละยุคคนละสมัยแต่เมื่อปณิธานของพวกเขานั้นมันเป็นแบบเดียวกัน ทั้งพลังดวงจิตความทรงจำมันเลยก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่าตำหนักสวรรค์และศิลาบรรพกาลขึ้นมาจากนั้นของทั้งสองสิ่งมันก็ได้ล่องลอยอยู่ภายในอากาศมาเป็นเวลานานเพื่อเฝ้ารอผู้ที่จะมีปณิธานเดียวกัน และในวันนั้นตัวของเขาที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสปณิธานอันแรงกล้าในการอยากมีชีวิตและความแค้นที่มาอัดแน่นอยู่ภายในใจได้ตอบสนองกับปณิธานของจักรพรรดิทั้ง 2 ที่มันถูกสร้างขึ้นมา แสงสีทองที่มันเป็นประกายสว่างไสวที่เขาเคยเห็นตอนที่ตนเองนั้นจะสิ้นลมนั่นคงจะเป็นปณิธานของจักรพรรดิทั้ง 2 ที่มันก่อกำเนิดออกมาในรูปแบบพลังเพราะแบบนั้นมันถึงทำให้ตัวเขามีชีวิตรอดมาได้จนถึงปัจจุบัน ก็ยังได้สิ่งที่เหนือความคาดหมายมาอีกนั่นคือตำหนักสวรรค์และศิลาบรรพกาล ของทั้งสองนี้ตัวของเขาเองก็ไม่ล่วงรู้มากนักว่ามันมีความสามารถอันใด แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาตระหนักได้แล้วล่วงรู้ได้เกี่ยวกับศิลาบรรพกาลนั่นคือข้อความที่มันปรากฏขึ้นมามันคือสิ่งที่เรียกว่าภารกิจ แล้วภารกิจนั้นตัวของเขาจะต้องทำมันให้สำเร็จ หลินซานเมื่อหลุดออกมาจากภายในตำหนักสวรรค์เรียบร้อยแล้วเขาได้ลุกยืนขึ้น โดยใช้ไม้ไผ่ทั้ง 2 อันของท่านเองค้ำยันร่างกายของเขาแล้วลุกขึ้นยืนอย่างช้า ลุกขึ้นมาจากเตียงนอนของตนเองที่มีขนาดเพียงแค่หนึ่งคนนอนก็ได้เดินมุ่งตรงออกไปบริเวณห้องโถง ภายในเรือนแห่งนี้ยังคงเงียบงันเช่นเดิมแสงแดดด้านนอกที่ส่องผ่านเข้ามาจากทางหน้าต่างมันเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าตอนนี้มันใกล้เข้าสู่ในยามราตรีมากขึ้น หลินซานกลับมานั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องโถง ตอนนี้เขามีเป้าหมายแล้วการที่ตัวของเขานั้นจะต้องทำการทะลวงขึ้นสู่ระดับก่อกำเนิดพลังให้ได้แล้วต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ 10 คน ทั้งหมดเขาจะต้องทำให้มันสำเร็จภายใน 10 วันสำหรับการทะลวงส่วนประกอบการทั้ง 4 ภายในร่างกายของตนเองให้ขึ้นไปอยู่ในระดับก่อกำเนิดพลังมันไม่ใช่เรื่องยากใน 10 วัน แต่สิ่งที่เขานั้นกำลังกังวลใจในตอนนี้มันคือการที่จะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ถึง 10 คนเขาจะไปหาคู่ต่อสู้ 10 คนมาจากที่ใดกันในขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องภารกิจหูของหลินซานที่มีประสาทสัมผัสรับรู้ดีกว่าทั่วเขาเขาได้ยินบางอย่าง “ ท่านผู้นำตระกูลกลับมาแล้ว!!!! ”เสียงของบ่าวไพร่ที่อยู่ด้านนอกได้ส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมา มันเป็นเหมือนกับว่าตัวมันกำลังวิ่งป่าวประกาศให้ผู้คนทั่วทั้งจวนได้รู้ว่าตอนนี้ผู้นำตระกูลหลินได้เดินทางกลับมาถึงจวนเรียบร้อยแล้วหลินซานเองเป็นผู้ที่ก็ได้ยินเสียงนั้นไปด้วยเช่นกัน บนใบหน้าที่เคยราบเรียบตอนนี้คิ้วทั้งสองข้างที่ประดับอยู่มันได้ขมวดเข้าหากัน“ ท่านพ่อท่านแม่!! ” หลินซานดูตื่นตัวเป็นอย่างมากผู้นำหลินเดินทางกลับมามันก็ย่อมแปลว่าตอนนี้ท่านพ่อและท่านแม่ของเขาก็ต้องเดินทางกลับมาด้วยเช่นกัน ตามการคาดการณ์ของเขาในตอนแรกเขาคาดการณ์เอาไว้ว่าท่านพ่อกับแม่ของเขาเดินทางไปพร้อมกับคนภายในตระกูลที่ออกไปทำบางอย่างนอกเมือง ในการที่ผู้นำตระกูลมันเดินทางกลับมาก็ย่อมแปลว่าตัวของท่านพ่อและท่านแม่ของเขาก็ย่อมต้องกลับมาด้วยไหนจะพี่หญิงของเขาอีก ใบหน้าที่ตื่นตัวขึ้นมาเริ่มปรากฏรอยยิ้มออกมาด้วยความดีอกดีใจ มันเป็นช่วงเวลาที่เขานั้นกำลังเฝ้ารออยู่ที่จะได้เห็นท่านพ่อท่านแม่ของตัวเองอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่สามารถรอดพ้นกลับมาจากความตาย หลินซานได้นั่งรออยู่ภายในห้องสักพักใหญ่ๆจนท้องนภาด้านนอกมันเริ่มถูกย้อมกลายเป็นสีส้มอมแดงจากพระอาทิตย์ยามอัสดงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าท่านพ่อกับท่านแม่ของเขาก็ยังไม่มีท่าทางที่จะเดินทางกลับมา เมื่อท่านพ่อกับแม่ของเขายังไม่ได้เดินทางกลับมาที่เรือนของพวกเขามันทำให้หลินซานนั่งรออยู่คนเดียวภายในเรือนยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก ใบหน้าตอนแรกนั้นปรากฏรอยยิ้มแห่งความปิติที่จะได้พบเจอท่านพ่อท่านแม่ของเขาอีกครั้งแต่ตอนนี้ใบหน้าของเขามันกลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้ามารวมกันบริเวณตรงกลางหน้าผากดวงตาทั้งสองข้างเล็กลงแล้วกำลังจ้องมองต่ำลงที่พื้นพร้อมกับพยายามครุ่นคิดบางอย่าง“ น่าประหลาดยิ่งนักเหตุใดท่านพ่อกับท่านแม่ถึงยังไม่กลับมา? ” หลินซานรู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เขาได้นั่งรออยู่เช่นนั้นโดยการทำการข่มความร้อนรนที่มันกำลังลุกไหม้ประหนึ่งเปลวเพลิงอยู่ภายในใจของตนเองเอาไว้แล้วพยายามนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ เวลานั้นล่วงเลยผ่านไปตอนนี้ดวงอาทิตย์ยามอัสดงที่เปล่งแสงสีส้มอมแดงมันได้จางหายไปจากท้องนภาเรียบร้อยแล้ว หลินซานที่นั่งอยู่ภายในเรือนที่มีเพียงแค่แสงจากตะเกียงน้ำมันสว่างไสว เขาได้ทอดสายตาของตนเองมองยาวออกไปด้านนอกท้องนภาด้านนอกตอนนี้มันได้มืดมิดไปเรียบร้อยแล้วดวงจันทราปรากฏขึ้นมาสู่ท้องนภาแต่ว่าในวันนี้ม่านเมฆสีดำสนิทปกคลุมดวงดาราปรากฏให้เห็นเพียงแค่ดวงจันทราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้เขาได้นั่งรอท่านพ่อท่านแม่และพี่หญิงของเขากลับมาที่เรือนได้หลายชั่วยามแล้วหลังจากที่ได้รู้ข่าวว่าผู้นำของตระกูลหลินเดินทางกลับมา แต่ในตอนนี้กลับยังไม่มีวี่แววที่พวกเขาจะเดินทางกลับมาเลยใบหน้านั้นยิ่งเคร่งขรึมจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆคิ้วที่ขมวดอยู่บนใบหน้ามันไม่ได้คลายตัวออกจากกันเลยสักนิด หลินซานหยิบไม้เท้าไม้ไผ่ของตนเองขึ้นมาแล้วก็พยุงร่างกายของตนให้ยืนขึ้น “ ข้าไม่รอแล้ว... ” ความร้อนรนที่มันกำลังลุกไหม้อยู่ภายในใจประหนึ่งเปลวเพลิงมาสักพักใหญ่ๆตอนนี้เขาไม่สามารถข่มความร้อนรนภายในใจของตนเองได้อีกแล้ว หลินซานเดินตรงออกไปยังหน้าต่างที่มันถูกเปิดเอาไว้เขาได้เดินเข้าไปโดยใช้ไม้เท้าของตนเองพร้อมกับกระโดดข้ามออกไปทางด้านนอกอย่างรวดเร็ว ตึบ!!! ร่างของหลินซานกระโดดออกมาจากทางหน้าต่างเรียบร้อยแล้ว ภายในจวนตระกูลหลินยามนี้มันเต็มไปด้วยความมืดมิดแม้ว่าบนทางเดินหลัง จะเต็มไปด้วยเหล่าผู้คุ้มกันมากมายเดินลาดตระเวนตลอดทั้งคืนจนเรียกได้ว่ามีเวรยามแน่นหนาแต่ว่าสำหรับตัวของเขาแล้วที่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่กำเนิดย่อมรู้เส้นทางที่จะใช้หลบหลีกผู้คุ้มกันเหล่านั้นได้อยู่แล้วมันถือว่ายังโชคดีที่ตัวของเขารู้เกี่ยวกับเส้นทางภายในจวนแห่งนี้เป็นอย่างดี และก็รู้ด้วยว่าในจุดไหนสามารถแฝงเร้นกายไปได้หลินซานแฝงเร้นกายภายในความมืดสถานที่เขาตั้งใจจะมุ่งตรงไปมันคือเรือนของหลินหย่งอู่ มุ่งตรงไปยังเรือนของหลินหย่งอู่ ภายในสถานที่แห่งนี้ภายในตัวเรือนยังมีแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ถูกจุดเอาไว้สว่างไสวไปทั่วทั้งตัวเรือน หลินซานย่างกายมาถึงเขาก็พยายามจะแฝงเร้นกายเข้าไปใกล้ๆด้วยเสียงที่เงียบที่สุด เข้าไปถึงตัวเรือนได้ระดับหนึ่งเขาซ่อนกายของตนเองอยู่บริเวณหน้าต่างด้านนอกของห้องโถง บริเวณพื้นที่ด้านนอกนั้นเต็มไปด้วยความมืดเหล่านี้มันสามารถปกปิดร่างกายของเขาได้ทำให้พวกที่เฝ้าอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนมันไม่ทันจะสามารถสังเกตเห็นตัวของเขาได้หลินซานมาแฝงเร้นกายอยู่บริเวณหน้าต่างด้านนอกดวงตาของเขารอบส่งสายตาจ้องมองเข้าไปด้านใน บริเวณจุดนี้มันมีผ้าสีขาวนั้นบดบังอยู่แต่ว่าตัวของเขาก็พอจะเห็นเงาสีดำ 2 เงาที่นั่งอยู่บริเวณห้องโถงจากจุดนี้ไม่สามารถมองเห็นพวกมันได้ชัดเจนหลินซานเลยเปลี่ยนหน้าต่างถัดไปอีก 2 หน้าต่างโดยในจุดนี้เขาก็สามารถมองเห็นเจ้าของเงาสองเงานั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นโดยที่ไม่มีผ้าสีขาวนั้นบดบังทัศนียภาพการมองเห็นของเขาแล้วเข้ามาแฝงเร้นกายอยู่ในตรงบริเวณนี้ก็ใช้ดวงตามองเข้าไปผู้ที่นั่งอยู่บริเวณเก้าอี้ตำแหน่งประธานของห้องโถงมันคือหลินหย่งอู่ ส่วนอีกคู่นึงที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคู่สนทนาของมันคือบุตรชายของหมั้นผู้ที่เป็นผู้นำตระกูลหลิน หลินหย่งอี้ชายวัยกลางคนร่างกายสูงใหญ่กำยำทั่วทั้งร่างกายของมันเต็มไปด้วยมัดกล้ามพร้อมชุดสีน้ำเงินเข้มอันสง่างามที่มีลวดลายดูดีและบ่งบอกถึงฐานะ ผิวกายนั้นเป็นสองสีใบหน้าเคร่งขรึมดุดันมีหนวดเคราประดับบนใบหน้าเล็กน้อยมันยกชูความน่าเกรงขามให้กับใบหน้าของมันมากขึ้นอีกระดับ คนผู้นั้นนั่งอยู่ในท่าทางกอดอกแล้วยืดตัวตรงอย่างองอาจ จากจุดนี้มองด้วยสายตายังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของอีกฝ่ายได้เลยออร่าที่น่าเกรงขามที่มันแผ่ซ่านออกมาไม่ด้อยกว่าผู้เป็นบิดาของมันเลยสักนิด----ผู้นำตระกูลหลินคนปัจจุบันหลินหย่งอี้ ----“ หลินซานกลับมาแล้ว... ” หลินหย่งอู่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานได้พูดเรื่องของลู่หานขึ้นมาพอดิบพอดีมันทำให้ลู่หานที่แอบแฝงเร้นกายอยู่แรงแสดงท่าทางตื่นตัวขึ้นมาจบตอน