ห้องประชุมใหญ่ของกรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั้งสามหน่วย แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ พร้อมกับแสงไฟจากโคมระย้าสีเงินส่องลงมาบนโต๊ะยาวกลางห้อง ทอดเงาลงบนโต๊ะไม้โอ๊คยาวที่วางแผนที่เมืองหลวงขนาดใหญ่ไว้ตรงกลาง
ชาร์ลส์และโจเซฟเพิ่งกลับมาจากตลาดมืด ทั้งคู่ยังคงสวมเสื้อคลุมยาวที่ช่วยปกปิดตัวตน พวกเขาเดินเข้ามาในห้องประชุมและหาที่นั่งด้านหลัง รู้สึกถึงบรรยากาศตึงเครียดที่อบอวลอยู่ในห้อง
มาดามเอสเธอร์หัวหน้าหน่วยปราบปราม ยืนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าของเธอแสดงถึงความเคร่งเครียดและมุ่งมั่น ข้างกายเธอคือ ศาสตราจารย์ลอเรนซ์หัวหน้ากองวิทยาการ และเอ็ดเวิร์ดหัวหน้าหน่วยสืบสวน
"ขอบคุณทุกคนที่มารวมตัวกันอย่างเร่งด่วน" มาดามเอสเธอร์เริ่มกล่าว เสียงของเธอหนักแน่นและดังก้อง "เรามีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องจัดการทันที"
เจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ นั่งประจำที่ของตน มีทั้งคนที่คุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้า ชาร์ลส์สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามในชุดเกราะสีดำ เจ้าหน้าที่สืบสวนที่เขาเคยพบ และนักวิจัยจากกองวิทยาการที่ถืออุปกรณ์แปลกๆ
ศาสตราจารย์ลอเรนซ์ก้าวขึ้นมาข้างหน้า "จากการสืบสวนและข้อมูลที่ได้รับมา เราพบว่าองค์กรแปรอักษรได้ซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์เก่าในเขตอัศวิน" เขาชี้ไปที่จุดบนแผนที่ "นี่คือคฤหาสน์เก่าของตระกูลแฮมิลตันที่ถูกทิ้งร้าง"
เจ้าหน้าที่หญิงจากกองวิทยาการเสริมขึ้น "และเรายังพบความผิดปกติของพลังในพื้นที่ บ่งชี้ถึงการใช้งานวัตถุอาถรรพ์ระดับสูง"
มาดามเอสเธอร์มองไปรอบๆ "ดังนั้น เราจำเป็นต้องดำเนินการทันที แผนการของเราคือการบุกโจมตีพร้อมกัน โดยความร่วมมือของทั้งสามหน่วย"
เจ้าหน้าที่จากหน่วยปราบปราม "แล้วรายละเอียดของแผนเป็นอย่างไรครับ?"
มาดามเอสเธอร์หันไปทาง ร้อยโทเพอร์ซิวัลเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยปราบปราม "ร้อยโทเพอร์ซิวัล กรุณาอธิบายแผนการให้ทุกคนทราบ"
ร้อยโทเพอร์ซิวัลยืนขึ้น เขามีรูปร่างสูงใหญ่และท่าทางมั่นใจ "ครับ มาดาม"
เขาชี้ไปที่แผนที่ "เราจะแบ่งกลุ่มออกเป็นสี่กลุ่มหลัก"
"กลุ่มหนึ่ง จะเป็นกลุ่มแทรกซึม ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลอบเร้น จะลอบเข้าไปในพื้นที่ก่อน สำรวจเส้นทาง แผนผังภายใน และระบุตำแหน่งของศัตรู"
"นอกจากนี้ กลุ่มแทรกซึมยังมีหน้าที่หันเหความสนใจของศัตรูเมื่อเริ่มโจมตี โดยการสร้างเหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจ"
"กลุ่มสอง จะเป็นกลุ่มบุกหลัก นำโดยมาดามเอสเธอร์และหน่วยปราบปราม จะบุกเข้าทางประตูหน้า เป้าหมายคือควบคุมสถานการณ์และเผชิญหน้ากับสมาชิกองค์กรโดยตรง"
เจ้าหน้าที่ปราบปรามหลายคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"กลุ่มสาม นำโดยหัวหน้าเอ็ดเวิร์ดและหน่วยสืบสวน จะลอบเข้าทางด้านหลัง ผ่านสวนและคอกม้า เป้าหมายคือเข้าถึงห้องประชุมหลักขององค์กร เพื่อจับกุมสมาชิกระดับสูงและรวบรวมข้อมูล"
ชาร์ลส์และโจเซฟ มองหน้ากัน ทั้งสองรู้ว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มนี้
"กลุ่มสี่" ร้อยโทเพอร์ซิวัลหันทางหน่วยวิทยาการ "นำโดยศาสตราจารย์ลอเรนซ์และกองวิทยาการ มีหน้าที่จัดการกับวัตถุอาถรรพ์และสนับสนุนอุปกรณ์ รักษาผู้บาดเจ็บ และปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้มีใครเข้าออก"
นักวิจัยคนอื่น ๆ จากกองวิทยาการพยักหน้า
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจากหน่วยสืบสวน ชื่อ แคทเธอรีน ยกมือขึ้น "แล้วมีแผนฉุกเฉินสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันไหมคะ?"
เอ็ดเวิร์ดตอบ "มี ถ้าเกิดสถานการณ์ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ หรือพบวัตถุอาถรรพ์ที่มีอันตรายสูง ทุกกลุ่มต้องถอยกลับไปยังจุดนัดพบ แจ้งเตือนหน่วยสนับสนุนพิเศษ และรอคำสั่งเพิ่มเติม"
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจากกองวิทยาการถามขึ้น "การสื่อสารระหว่างกลุ่มจะเป็นอย่างไรคะ?"
เอ็ดเวิร์ดหันไปหาเจ้าหน้าที่คนนั้น "ผมจะใช้การสื่อสารทางจิตเชื่อมต่อทุกคนเข้าด้วยกัน"
"นั่นหมายความว่าเราจะได้รับข้อมูลสถานการณ์ทั้งหมดของภารกิจนี้ตลอดเวลาใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว เราจะสามารถปรับแผนตามสถานการณ์ได้ทันที"
ชาร์ลส์สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่หลายคนจดบันทึกอย่างตั้งใจ
เขากระซิบกับโจเซฟ "ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นภารกิจใหญ่จริงๆ"
โจเซฟพยักหน้า "ใช่ นายก็ระวังให้มากล่ะ"
ศาสตราจารย์ลอเรนซ์กล่าวเสริม "กองวิทยาการจะเตรียมอุปกรณ์พิเศษสำหรับการผนึกพลังงานและจัดการกับวัตถุอาถรรพ์ ขอให้ทุกคนห้ามแตะต้องวัตถุต้องสงสัยโดยไม่ได้รับอนุญาต"
มาดามเอสเธอร์ มองไปรอบๆ อีกครั้ง "มีคำถามเพิ่มเติมไหม?"
เจ้าหน้าที่ชายจากหน่วยปราบปรามคนหนึ่งถามขึ้น "คิดว่าจะเกิดการต่อต้านในระดับไหนครับ?"
ร้อยโทเพอร์ซิวัลตอบ "จากข้อมูลที่ได้รับมา พวกเขามีสมาชิกที่มีความสามารถในการใช้เวทมนตร์และผู้ยกระดับตัวตนอยู่พอประมาณ แต่เรามีความได้เปรียบในเรื่องจำนวนและการเตรียมพร้อม ถ้าปะทะกันซึ่งหน้าเราจะชนะแต่เกิดความเสียหายหนัก แต่ถ้าแผนที่เตรียมไว้เป็นไปด้วยดี ก็อาจมีผู้บาดเจ็บอยู่ประมาณหนึ่งแต่ก็ไม่ถึงกับมีผู้เสียชีวิต"
มาดามเอสเธอร์ สรุป "ถ้าไม่มีคำถามเพิ่มเติม ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เราจะออกปฏิบัติการในคืนนี้"
หลังการประชุม ชาร์ลส์และโจเซฟเดินออกมาจากห้องประชุม สายตาของพวกเขามองเห็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ กำลังเตรียมตัวกันอย่างเร่งรีบ
โจเซฟหันไปพูดคุยกับเพื่อนรัก "พร้อมสำหรับคืนนี้หรือยัง?"
"พร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมแล้ว" ชาร์ลส์ตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ
โจเซฟตบไหล่ชาร์ลส์ "เพิ่งเข้ามาใหม่ก็เจอเรื่องหนักติดๆ กันเลยนะ ทางนี้ก็ขอให้นายอย่าต้องตื่นมาบนเตียงขาวแบบคราวที่แล้วอีกละ"
"คำอวยพรซึ้งใจจริง ๆ"
หลังจากที่โจเซฟพูดหยอกล้อ หางตาของชาร์ลส์ก็เหลือบไปเห็นเจ้าหน้าที่สองคนที่เคยตามไล่ล่าเขาในเขตเมืองเก่า เดินผ่านไปใกล้ ๆ
ชาร์ลส์จ้องมองพวกเขาด้วยความขุ่นเคือง สายตาฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด โจเซฟสังเกตเห็นท่าทีของเพื่อน
"นายยังไม่หายโกรธอีกหรือไง?"
ชาร์ลส์หันมาหาโจเซฟ พลางยิ้มแค่น ๆ "จะให้ฉันอภัยให้คนที่อัดฉันจนเจ็บไปทั้งตัวแบบนั้น มันง่ายที่ไหนกัน!"
"แต่ก็เพราะเรื่องเข้าใจผิดนั่นแหละ นายถึงได้อยู่ที่นี่ และได้รับโอกาสในการเข้าร่วมหน่วยพิเศษอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ?" โจเซฟเอ่ยตอบ
ชาร์ลส์ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ "หลังจากฉันเขาร่วมกับนาย ไม่ถึงหนึ่งวันก็ได้นอนหยอดยาในห้องรักษาไม่ใช่หรือไง"
"...."
"ถ้าไม่ติดว่าฉันต้องร่วมงานกับพวกเขา ฉันคง…ให้บทเรียนเสียหน่อย"
ค่ำคืนนี้ แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนคฤหาสน์เก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด สมาชิกจากทั้งสามหน่วยเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ เข้าสู่ตำแหน่งของตน รอบด้านเต็มไปด้วยหมอกจางๆ และกลิ่นอับชื้นที่ลอยมาจากต้นไม้และพื้นดิน โจเซฟและชาร์ลส์ในชุดพรางตัวแนบเนียนกับบรรยากาศอึมครึมรอบๆ พวกเขาค่อยๆ ขยับผ่านพุ่มไม้ไปยังด้านข้างของคฤหาสน์ พวกเขาสื่อสารทางจิตผ่านการเชื่อมต่อที่เอ็ดเวิร์ดจัดเตรียมไว้
กลุ่มแทรกซึมเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ท่ามกลางเงาและความมืดเงียบสงบ ทุกคนในกลุ่มพกสร้อยคอที่ซ่อนอยู่ภายในอกเสื้อ จี้นี้เชื่อมต่อกับกระดาษพิเศษที่หัวหน้ากลุ่ม และกลุ่มที่ทำหน้าที่ประสานงานด้านนอกถืออยู่ ทุกย่างก้าวของพวกเขาจะถูกบันทึกเป็นเส้นทางลงบนกระดาษ ทำให้พวกเขาสามารถสร้างแผนผังคฤหาสน์คร่าว ๆ ในขณะที่เคลื่อนตัวไปพร้อมกัน
ก่อนที่กลุ่มจะก้าวเข้าไปในคฤหาสน์เก่า ผู้นำของกลุ่มแทรกซึม หันไปหาผู้มีพลังพิเศษในกลุ่ม เสียงในใจดังขึ้น
"ลูคัส ใช้พลังตรวจสอบด้านในคฤหาสน์ก่อน"
ลูคัสพยักหน้า ตั้งสมาธิและหลับตาลงเพื่อใช้พลังของเขา แต่ทันทีที่ทัศนวิสัยของเขาขยายออกไปเพื่อตรวจสอบด้านใน กลับพบสิ่งผิดปกติ แทนที่เขาจะเห็นภาพของห้องหรือทางเดินในคฤหาสน์ พลังของเขาถูกปะทะด้วยความมืดดำ ราวกับว่าคฤหาสน์ทั้งหลังถูกปกคลุมด้วยกลุ่มก้อนสีดำทึบ ซึ่งเขาไม่สามารถมองทะลุผ่านเข้าไปได้
ลูคัสแปลกใจ "ด้านในคฤหาสน์นั้นมืดมิดจนไม่สามารถมองผ่านเข้าไปได้ เหมือนกับว่ามีผืนผ้าสีดำหนาคอยปิดกั้นการมองเห็น"
ผู้นำของกลุ่มแทรกซึมขมวดคิ้ว "พวกมันใช้พลังบางอย่างเพื่อป้องกันการลอบสอดแนมจากภายนอก ทุกระวังตัวมากขึ้น"
การที่ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ทำให้ ทุกคนต้องระวังและพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจคาดไม่ถึง พวกเขาปรับแผนให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้นและเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับอันตรายที่รออยู่ภายใน
พวกเขาเริ่มเดินจากห้องครัวที่ติดกับประตูด้านข้างที่พวกเขาลอบเข้ามา สายตาทุกคู่สำรวจรายละเอียดภายในอย่างเงียบกริบ พื้นห้องครัวเต็มไปด้วยคราบน้ำมันและมีอุปกรณ์ทำอาหารเก่าๆ หยากไย่ห้อยระโยงระยางอยู่บนผนังไม้และเตา
ทุกครั้งที่พวกเขาก้าวข้ามธรณีประตูหรือจุดเลี้ยว เส้นสายใหม่จะปรากฏบนกระดาษแผนที่ในมือของหัวหน้ากลุ่ม และคนวาดแผนที่ด้านนอกคฤหาสน์ ระบุตำแหน่งทางเข้าและทางออกเพิ่มเติม
กลุ่มแทรกซึมเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ผ่านห้องรับแขก พวกเขามองเห็นเตาผิงขนาดใหญ่และเครื่องเรือนที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนาๆ มีฝุ่นจับ หน้าต่างบานใหญ่ที่แตกร้าวบางบานสร้างช่องให้แสงจันทร์ส่องเข้ามา แต่เพียงเล็กน้อย ฝีเท้าที่นุ่มนวลของพวกเขาทำให้กลุ่มสามารถตรวจสอบพื้นที่โดยรอบโดยไม่ถูกรบกวน
ทันใดนั้น หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแทรกซึมส่งสัญญาณให้หยุด ทุกคนหยุดนิ่งขนาดที่เสี่ยงฝืนเท้าดังแว่วเข้ามา เป็นสัญญาณบอกถึงการมีตัวตนของคนแปลกหน้า ทุกคนหยุดนิ่งหายใจเบาและกวาดตามอง
"ที่นี่มันเงียบดีจริงนะ ไม่เหมือนไม่เหมือนโบสถ์ก่อนหน้านี้ที่รอบ ๆ เต็มไปด้วยขยะและคนจรจัด วุ่นวายกันไปหมด" ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางยืดแขนอย่างเกียจคร้าน
"มันก็ใช่อยู่หรอก แต่การเฝ้าอยู่ที่นี่นานๆ มันน่าก็เบื่ออยู่ดี" อีกคนหนึ่งตอบพลางหาว "ถ้ามีอะไรแปลกๆ โผล่มาสักอย่างก็คงจะดี"
"เงียบไว้เถอะ อย่าพูดเป็นลางอย่างนั้นสิวะ" เสียงชายอีกคนกล่าวเสียงเข้ม
"โทษที พลั้งปากไปหน่อย"
กลุ่มแทรกซึมตัดสินใจพวกเขาเดินอ้อมไปอีกทางเพื่อไม่ให้เสี่ยงเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรง
ขณะที่พวกเขาลอบผ่านประตูโถงทางเข้าหลัก หนึ่งในสมาชิกสังเกตเห็นบางสิ่งในเงามืด ร่างเงาของชายสองคนสวมชุดคลุมเข้มกำลังยืนอยู่ที่โถงกลาง ประตูที่นำไปสู่บันไดชั้นสองถูกพวกเขาขวางไว้อย่างระแวดระวัง เส้นทางการเดินของกลุ่มแทรกซึมที่สะท้อนลงบนกระดาษค่อยๆ แสดงถึงการอ้อมโถงหลักและผ่านไปยังห้องอาหารที่อยู่ด้านข้างแทน เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต ทุกคนก้าวเดินอย่างระมัดระวัง สร้อยคอของพวกเขายังคงบันทึกเส้นทางการเดินเอาไว้
กลุ่มแทรกซึมแยกย้ายกันสำรวจพื้นที่ในคฤหาสน์ ทุกคนเฝ้าระวังและบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เส้นทางเดินของพวกเขาค่อย ๆ ก่อตัวเป็นแผนที่คร่าว ๆ ของคฤหาสน์ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเงียบเชียบ แม้พวกเขาจะเผชิญหน้ากับบรรยากาศที่มืดครึ้มและวังเวง แต่กลับไม่พบผู้คนมากนักอย่างที่คาดไว้ สร้างความแปลกใจและความระแวงเป็นอย่างมาก
กลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังผ่านโถงทางเข้า เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนแผ่วเบา พวกเขากวาดตามองภาพวาดเก่า ๆ ที่ประดับผนัง รวมถึงกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนแสงจันทร์จาง ๆ บันไดใหญ่ที่ทอดไปยังชั้นสองนั้นชวนให้รู้สึกถึงอดีตของคฤหาสน์อันสง่างาม ชายในชุดคลุมบางคนเดินผ่านโถงทางเข้ามา พวกเขาหยุดนิ่งรอจังหวะจนชายเหล่านั้นเดินลับหายไป จึงค่อยขยับตัวไปสำรวจห้องรับแขกและห้องอาหาร เครื่องเรือนที่คลุมด้วยผ้าขาวสะสมฝุ่นหนา รวมถึงโคมไฟระย้าที่แทบไม่ได้ใช้งาน ทำให้บรรยากาศยิ่งดูว่างเปล่าและถูกทิ้งร้าง
กลุ่มที่สองแยกตัวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง สำรวจห้องนอนหลักที่หรูหราแต่เย็นเยียบ ระเบียงห้องนอนเปิดออกสู่สวนด้านหน้า เผยให้เห็นต้นไม้ที่ดูแห้งแล้งล้อมรอบคฤหาสน์ ห้องหนังสือที่อยู่ถัดไปเต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือเปล่า ๆ และโต๊ะทำงานที่มีร่องรอยของการใช้งานไม่นานมานี้ แต่ไม่มีสิ่งของใดเหลืออยู่ พวกเขาตั้งข้อสงสัยว่ามีการเคลื่อนย้ายหนังสือออกไปจากที่นี่เมื่อไม่นานมานี้
กลุ่มที่สามมุ่งหน้าสู่ห้องเก็บของบนชั้นสาม สิ่งของเก่าหลากหลายประเภทและกล่องไม้หลายใบตั้งเรียงราย แต่กลับไม่ได้ถูกใช้งาน พวกเขาสำรวจดูอย่างละเอียดเผื่อจะพบเส้นทางลับหรือช่องทางที่เชื่อมกับส่วนอื่นของคฤหาสน์ ทว่ากลับพบเพียงกล่องเปล่าและของที่ดูเหมือนถูกทิ้งไว้อย่างไม่ได้ตั้งใจ ห้องนอนรับรองหลายห้องในชั้นนี้กลับให้ความรู้สึกถึงการใช้งานจริง ๆ ซึ่งอาจเป็นที่พักของสมาชิกในองค์กร ทำให้พวกเขาต้องระวังตัวมากขึ้น
ในที่สุด หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแทรกซึมก็มาพบเข้ากับทางเข้าห้องใต้ดินที่ซ่อนอยู่ใต้บันไดหลัก สภาพพื้นที่รอบ ๆ นั้นเต็มไปด้วยร่องรอยที่บ่งบอกถึงการใช้งาน แม้ทางเข้าจะถูกอำพรางไว้ด้วยผ้าคลุมสีเข้ม พวกเขารีบส่งสัญญาณให้กลุ่มที่เหลือรับทราบ และทยอยตามกันมายังทางเข้าห้องใต้ดิน
"พบทางเข้าแล้ว" เสียงสื่อสารผ่านจิตส่งไปยังทุกคน "ทางเข้าอยู่ใต้บันไดหลัก ใกล้กับห้องโถงกลาง บริเวณนั้นมีผ้าคลุมสีเข้มปิดบังไว้ คาดว่าเป็นทางเข้าห้องใต้ดิน"
"ทุกคนมุ่งหน้ามาทางนี้โดยเร็ว แต่ต้องระวังอย่าให้เกิดเสียง" หัวหน้ากลุ่มเตือน "เราจะรวมกลุ่มที่นี่ และลงไปพร้อมกัน ตรวจสอบอุปกรณ์ให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมเผชิญหน้าหากมีการต่อสู้
เมื่อกลุ่มสำรวจคนสุดท้ายมาถึง ทั้งหมดก็ตัดสินใจที่จะลงไปยังส่วนลึกของคฤหาสน์พร้อมกัน
"สถานการณ์รอบๆ เงียบ ไม่มีใครอยู่บริเวณนี้ แต่พื้นที่มีร่องรอยการใช้งาน ระวังไว้ด้วย อาจมีคนคอยเฝ้าอยู่ด้านล่าง"
"เมื่อถึงห้องใต้ดิน ให้กระจายกำลังและสำรวจทุกมุม ระวังตัว อย่าเพิ่งลงมือใดๆ จนกว่าจะได้รับสัญญาณ" เสียงของหัวหน้ากลุ่มแทรกซึมแผ่ความเคร่งขรึมและแน่วแน่ไปยังสมาชิกทุกคน
ในทางเดินห้องใต้ดินที่มืดครึ้ม กลุ่มแทรกซึมต่างหยุดนิ่งตามคำสั่งของหัวหน้ากลุ่ม เสียงพูดคุยและฝีเท้าแว่วมากระทบโสตประสาท ชัดเจนว่าในห้องด้านหน้ามีผู้คนอยู่ หัวหน้ากลุ่มส่งคำสั่งผ่านความคิดไปยังสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มที่เป็นผู้ยกระดับตัวตน เพื่อให้เขาช่วยตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ข้างหน้า
"ลูคัส" หัวหน้ากลุ่มสื่อสารผ่านความคิดไปยังลูคัส "ตรวจสอบด้านหน้าว่าพวกนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ฉันต้องการข้อมูลก่อนที่เราจะเข้าไป"
ลูคัสพยักหน้าเบา ๆ รับคำสั่งจากหัวหน้า ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง ทัศนวิสัยของเขาเปิดกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าผืนผ้าที่เคยบังการรับรู้ของเขาถูกยกออกไป จิตสำนึกของเขากระจายไปทั่วทุกทิศทางพร้อมกันโดยไม่ต้องอาศัยการมองด้วยตา ภาพของสิ่งที่อยู่รอบตัวเริ่มปรากฏขึ้นในห้วงสำนึกอย่างละเอียด จนเหมือนเขากำลังมองอยู่บนฝ่ามือของตนเอง
เขาสามารถรับรู้ทุกซอกมุมในห้องใต้ดินได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวของผนังหินที่มีร่องรอยกะเทาะ ฝุ่นที่เกาะอยู่บนคานเหล็ก และความเย็นเยียบของบรรยากาศที่แทรกซึมอยู่ในทุกอนูอากาศ ลมหายใจจากบุคคลในห้องด้านหน้าก็ยังชัดเจนอยู่ในหัวของเขา
ลูคัสใช้พลังของเขาตรวจสอบสิ่งที่มองเห็น ภาพห้องกว้างข้างหน้าเผยให้เห็นรายละเอียดทั้งหมด ร่างเงาของชายสามคนยืนเฝ้ากระจกบานใหญ่ที่ดูเหมือนกระจกธรรมดา กระจกนั้นตั้งอยู่กลางห้อง มีกรอบโลหะหนาหนัก และผิวหน้าที่เงาวับสามารถสะท้อนภาพเบื้องหน้าได้ชัดเจน ไม่มีอะไรที่แสดงถึงความพิเศษแตกต่างจากสามัญออกจากกระจก แต่ท่าทางของคนที่ยืนเฝ้ากลับทำให้ลูคัสไม่อาจละสายตาได้ หนึ่งในคนพวกนั้นจ้องมองกระจกอย่างมุ่งมั่น ระมัดระวังราวกับมันมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ด้วยความสงสัย ลูคัสจึงเพิ่มการตรวจสอบอย่างละเอียด เขาค่อย ๆ สัมผัสถึงพลังที่แทรกอยู่ในกระจกบานนั้น ความรู้สึกของเขาถูกกระตุ้นด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง จากพลังที่แผ่ออกมา เขารับรู้ได้ว่ากระจกบานนี้ไม่ใช่กระจกธรรมดา
เขาสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ ไม่ว่าชายสามคนที่ยืนเฝ้ากระจกจะขยับไปทางใด กระจกกลับไม่สะท้อนภาพพวกเขาเลย แต่กลับสะท้อนเพียงแค่สภาพแวดล้อมรอบ ๆ เท่านั้น มันสะท้อนผนังหินเย็นเยียบและเงาของโคมไฟที่สั่นไหวอยู่ด้านหลัง แต่ราวกับว่าร่างของผู้คนเหล่านั้นถูกกีดกันออกไปจากกระจกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเงา ไม่มีการสะท้อนใด ๆ ที่ควรจะปรากฏให้เห็น
ลางสังหรณ์ที่ได้รับมาพร้อมกับพลังพิเศษของเขาทำให้ลูคัสรู้สึกได้ทันทีว่า กระจกบานนี้ไม่ใช่กระจกธรรมดา มันเป็นมิติซ้อนทับ เขาไม่อาจระบุขอบเขตที่ชัดเจนของมิตินั้นได้ รู้เพียงว่าภายในนั้นมีอีกมิติ และกระจกบานนั้นอาจจะเป็นต้นตอหรือทางเข้าของมิติ และมีความเป็นไปได้สูงว่าพวกที่เหลือขององค์กรแปลอักษรต้องอยู่ในนั้นแน่นอน