ภูมิศาสตร์ของราชธานี ‘โอริสนคร’ เป็นเมืองในหุบเขา ภูเขาหินสูงชันตั้งตระหง่านคือปราการโอบล้อมพื้นที่แอ่งกระทะอันอุดมสมบูรณ์ บนหน้าผาสูงลิบนอกเมืองเป็นจุดที่มองเห็นตัวราชธานีจากมุมสูงได้อย่างชัดเจน ผู้คนสองคนหนึ่งชราหนึ่งฉกรรจ์ทั้งคู่เฝ้ามองปรากฏการณ์แห่งวิญญาณมังกรอย่างจดจ่อ
ลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้าค่อยๆ สงบลง คงเหลือแต่แสงสว่างเรืองรองจากกระบี่วิญญาณมังกรส่องลอดออกมาจากวิหารมังกรบุราณมองเห็นได้แต่ไกล
ลมภูเขากระโชกรุนแรงแต่ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกลับยืนอย่างมั่นคงแสดงถึงระดับพลังยุทธ์อันสูงส่ง มันรูปร่างสูงโปร่งแต่งกายธรรมดาด้วยเสื้อผ่าสีทึบ ใบหน้ายาวดวงตาวัววาวเจ้าความคิด ที่ริมฝีปากไว้หนวดเรียวโพกศีรษะด้วยผ้าทอหยาบมองคล้ายกับนักเดินทางผู้หนึ่ง
ชายฉกรรจ์กล่าว “... แสงสีทั้งสามสงบลงแล้ว”
ชายชรากล่าวตอบ “อื่มมม ...”
ชายชราร่างเล็กแต่ดูแข็งแรงลักษณะดังนักพรตผู้หนึ่ง ชุดยาวสีเข้มถูกลมพัดพลิ้วผมหงอกขาวยาวมวยขัดไว้ด้วยกิ่งไผ่ลำเล็ก คิ้วขาวปิดบังดวงตา เคราขาวยาวถึงกลางอกถูกกระแสลมพัดปลิวไสว ภายในมือถือไม้เท้ารูปร่างหงิกงอดูแปลกตา
ชายชรากล่าว “วิญญาณมังกรตื่นแล้ว ...”
ชายฉกรรจ์กล่าว “ท่านนักพรต ! หากเป็นเช่นนั้น ... บทแรกของคำพยากรณ์โบราณก็เป็นจริงแล้ว ...”
ชายชราเคราขาวผู้นั้นคือ ‘นักพรตสัมผัสฟ้า’ ผู้บำเพ็ญจิตระดับสูงสืบทอดวิชาสัมผัสฟ้าของสำนักอันลึกลับ มันล่วงรู้ความลับของสวรรค์มากมาย ว่ากันว่าศาสตร์พยากรณ์ของนักพรตผู้นี้แม่นยำอย่างยิ่ง
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “มิผิด ...” มันกล่าวต่อ “คาดว่าราชันมังกรได้หวนคืนสู่โลกแล้ว ...”
ชายฉกรรจ์กล่าวอย่างแตกตื่น “ราชันมังกร ! ตำนานสามพันปีแห่งแคว้นโอริสา ...”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...” นักพรตสัมผัสฟ้าหัวเราะ “เหตุใดมีสีหน้าเช่นนั้นเล่า ... ท่านสุเรน ...”
ชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกนาม 'สุเรน' กล่าว “มิให้ตกใจได้อย่างไรเล่า ... ท่านนักพรต ! หากเป็นดังคำโบราณนั้น คงต้องเกิดเหตุการณ์วุ่นวายแล้ว”
นักพรตสัมผัสฟ้าใบหน้าเรียบเฉยกล่าวว่า “มิใช่เพียงวุ่นวาย ... แต่ถึงขั้นวอดวายเลยทีเดียว”
สุเรน “...” มันพูดอันใดไม่ออกสีหน้าของบุรุษผู้นี้ซีดเผือด
“มีหนทางแก้ไขหรือไม่!” สุเรนถามโพล่งขึ้นมา
นักพรตสัมผัสฟ้าหลับตาลงราวหวนคิดคำนึงถึงเรื่องราวบางอย่าง แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า
“มิมี ...”
“มิมี ... หนทางแก้ไข ...”
“นี่คือชะตาของแผ่นดิน ...”
“ผู้คนต้องล้มตายไปมากกว่าเก้าส่วน ...”
สุเรนกล่าว “ใช่ สาหัสเช่นนั้นเลยหรือ !!!”
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวด้วยเสียงบางเบา “เจ้ามิเชื่อถือวาจาข้าหรือ!”
สุเรนรีบกล่าวปฏิเสธ “มิได้ ... มิได้... ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น ...”
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “จะช้าจะเร็ว เหตุการณ์ต้องบังเกิดขึ้นเป็นแน่แท้ ...”
สุเรน “เฮ้ออออ ...” มันถอนหายใจยาว แล้วกล่าวต่อ “เห็นทีต้องรีบกลับไปรายงานท่านอาจารย์ทวดแล้ว”
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “ฮา ฮ่า ... อาจารย์ทวดของเจ้า ... ตาเฒ่าดาราจักรก็แก้ไขมิได้ ...”
ที่มันกล่าวถึงคือยอดยุทธ์ลำดับหนึ่งแห่งแผ่นดินสหพันธรัฐ ... ‘จ้าวดาราจักร’ และชายฉกรรจ์ที่ชื่อสุเรนคือศิษย์เหลนของยอดคนแห่งยุคผู้นั้นนั่นเอง
สุเรนถามต่อ “ขอเรียนถามท่านนักพรต .. คำพยากรณ์บทที่สองจะปรากฏเมื่อใด ...”
นักพรตสัมผัสฟ้าตอบ “มิมีใครรู้ ... แม้แต่สวรรค์ก็ยังไม่รู้ ... แต่คงไม่นานเกินรอ ... ฮ่า ฮ่า”
สุเรนถามต่อ “แล้วคำพยากรณ์อีกสองบทเล่า...”
สุเรนล่วงรู้คำพยากรณ์สองบทแรกอันเป็นความลับสุดยอดของราชวงศ์มหาเทวาอยู่ก่อนแล้ว ที่มันถามถึงคือสองบทหลังที่มิมีใครล่วงรู้มาก่อน
นักพรตสัมผัสฟ้าพ่นลมออกจมูก “ฮึ ...” มันนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่แล้วกล่าวว่า
“จตุรบทพยากรณ์คือความลับของสวรรค์ ... ต้องดูว่าเจ้ามีคุณสมบัติหรือไม่ ... ฮึ ฮึ”
สุเรนหน้านิ่งเม้นริมฝีปากล้วงหยิบสิ่งของออกมาแล้วจึงกล่าวว่า
“เรียนท่านนักพรตผู้สูงส่ง ... ท่านอาจารย์ทวดในผู้เหลนนำส่งของสิ่งนี้มาเป็นบรรณาการแก่ท่านผู้เฒ่า ...”
สุเรนโค้งคารวะสองมือประคองถือกล่องไม้สีดำขนาดเท่าฝ่ามือกล่องหนึ่ง ยื่นเสนอให้นักพรตสัมผัสฟ้าอย่างนอบน้อม
นักพรตสัมผัสฟ้าใบหน้าเรียบเฉย หยิบกล่องไม้นั้นขึ้นมาเปิดดู .. ทันทีที่กล่องเปิดออกนักพรตสัมผัสฟ้าตากระจ่างวูบ ในความมืดมิดแสงสว่างสีเขียวสดใสกระจายออกมา
“ฮึ ฮึ โอสถหมื่นเทวะทั้งสามเม็ด ... ยอดเยี่ยม ... ยอดเยี่ยม” สีหน้ามันพึงพอใจอย่างยิ่ง
คำ ‘โอสถหมื่นเทวะ’ ทำสุเรนหัวใจกระตุกวูบ ตั้งแต่รับกล่องมาจากอาจารย์ทวดมันก็ยังไม่เคยเปิดออกดู ภายในกลับบรรจุสุดยอดโอสถที่ผู้ฝึกยุทธ์บำเพ็ญจิตต่างถวิลหา
เล่าสืบต่อกันมาว่า ‘โอสถหมื่นเทวะ’ ต้องใช้แก่นบริสุทธิ์ของธาตุทั้งสี่ได้แก่ ธรณี อัคคี วารี และวายุ ผสมด้วยดวงจิตของสัตว์อสูรหายากสิบสองชนิด นำมาเคี่ยวด้วยโลหิตของมังกรเทวะภายในเตาหลอมโอสถโดยใช้ความร้อนจากหินหลอมเหลวใต้ธรณี การเคี่ยวบ่มโอสถใช้เวลานานกว่าห้าร้อยปีส่วนผสมทั้งหมดจึงรวมกันเป็นตัวยาเม็ดหนึ่ง
เพียงโอสถนี้เม็ดเดียวจะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับปราณยุทธ์ธรรมดาผู้หนึ่งบรรลุถึงขอบเขต ‘จิตพิสุทธิ์’ ได้เพียงชั่วข้ามคืน
... แต่ภายในกล่องไม้ใบนั้น
... บรรจุโอสถหมื่นเทวะถึงสามเม็ด !
… มันมิกล้าคิด ผู้ที่ได้บริโภคเม็ดยาทั้งสามนี้จะกลายเป็นตัวตนเช่นไร
ด้วยเหตุผลใดกันที่ ‘จ้าวดาราจักร’ อาจารย์ทวดของสุเรนจึงมอบโอสถอันมีค่าเช่นนี้แก่นักพรตสัมผัสฟ้าผู้นี้
.. หรือเพราะบทพยากรณ์อีกสองบทที่เหลือนั่น
“ฮ่า ฮ่า ...” เสียงหัวเราะของนักพรตสัมผัสฟ้า
“อาจารย์ทวดของเจ้าช่างมีน้ำใจนัก ... เอาหล่ะ”
“ข้าจักฝากกลอนชุดหนึ่งไปให้ตาเฒ่าดาราจักร ... ฮ่า”
สุเรนกล่าวตอบ “... ขอรับ ! ท่านนักพรตผู้สูงส่ง” มันยังอยู่ในท่าก้มคารวะ กำลังกลั้นหายใจล้างหูรอรับฟัง
... จตุรบทเทวาพยากรณ์สุดท้ายสองบท ... มีเพียงสำนักของนักพรตผู้นี้เท่านั้นที่สืบทอดความลับสวรรค์มานานกว่าหมื่นปี
เสียงนักพรตสัมผัสฟ้าดังกังวานแทบกลบเสียงลมกระโชกบนยอดเขา มันกล่าวว่า ...
.. เทพสงครามอวตาร อวสานสรรพโลกหล้า
มหาอสูรตื่นถล่มฟ้า ชำระสวรรค์ล้างจักรวาล ..
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..." เสียงหัวเราะของนักพรตเฒ่าดังกึกก้อง .. กึกก้องจนเข้าไปถึงดวงจิตของสุเรน ...
................
ในความมืดสนิทสุดแสนอึดอัด ... ด้วยน้ำหนักกายของสัตว์อสูรหลายหมื่นชั่งที่กดทับอัดแน่นลงมา ร่างกายของอุทัยแทบบี้แบนแล้ว ประสาทสัมผัสไร้การรับรู้ใดๆ สติของมันจมดิ่งลงในห้วงของความว่างเปล่าอันเวิ้งว้าง
แสงสว่างเล็กๆ จากผลึก ‘วัตวสะมาร’ ส่องประกายวิบวับ ภายในจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มเกิดการขยายตัวของมวลมิติแผ่กว้างออกดังห้วงจักรวาลอันไพศาล
เป็นความกว้างใหญ่โดยไร้ที่สุด ในพื้นสีดำสนิทปรากฏจุดแสงเล็กๆ คือดวงดาวส่งแสงประกายนับจำนวนอภิมหาศาลกว่าล้านล้านดวง
กลุ่มของดวงดาวเรียงตัวกันเป็นเส้นสายทางช้างเผือก ต่างประชันแสงหลากสีระยิบระยับทั้งขาว เหลือง เขียว ม่วง แดง น้ำเงิน คราม เป็นสีสันพร่างพรายงดงามตระการตา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...” เสียงหัวเราะแหบพร่ากึกก้องกังวาน .. เป็นเสียงอันคุ้นหู
“บิดา ! บิดาอสูร !!!” อุทัยโพล่งออกมา มันจดจำเสียงนั้นได้เป็นอย่างดี
“บุตรแห่งข้า ... เจ้านี้ช่างซุกซนนัก ...” เสียงนั้นกล่าวกับอุทัย
เงาร่างสีดำของบุพอสูรนั่งขัดสมาธิลอยอยู่ รูปร่างกำยำบึกบึน ผมสีแดงเพลิงยาวสยาย บนศีรษะมีสองเกรียวเขาเห็นได้เด่นชัด
เหนือร่างนั้นมีดวงตาสีดำขนาดมหึมาคู่หนึ่งค่อยๆ ลืมตื่นขึ้น ดวงตาอันดุร้ายของบุพอสูรทาบผ่านผืนมิติแห่งจักรวาล เกิดประกายละอองสีทองระยิบแผ่กระจายออกไปโดยทั่ว ...
“เป็นบิดา ! บิดาอสูรจริงๆ ด้วย .. ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” น้ำเสียงของอุทัยลิงโลด สายใยแห่งอสูรผูกพันล้ำลึก
“เป็นข้าเอง” เสียงของบุพอสูร ‘วัตวสะมาร’ ดวงตายักษ์ใหญ่กะพริบจ้องมองมา มันยังกล่าวต่อ
“ตัวตนอันไม่เที่ยงแท้ของข้าได้จากไปแล้ว นี่คือเงาจิตอสูรที่ข้าได้สร้างเอาไว้ ฮ่า ฮ่า”
“ผ่านเพียงไม่กี่วัน ... กลับท่องเที่ยวมาถึงพิภพแห่งอสูร ... เจ้ามาเล่นไกลเกินไปแล้ว ... เด็กน้อย...”
อุทัยรีบกล่าว “ผู้บุตรพบประตูมิติแห่งหนึ่ง ... สิ่งนั้นพาข้ามายังที่นี่ ... สัตว์อสูรมีมากมายนัก มากมายจนสังหารไม่ไหวแล้ว ...”
บุพอสูรกล่าวถาม “แล้วเจ้าจะสังหารสัตว์อสูรอันโง่เง่าเหล่านี้ทำไมตั้งมากมาย ...”
อุทัยกล่าวตอบ “มันกำลังยกโขยงกันไปโลกมนุษย์ หากเป็นเช่นนั้นแผ่นดินมนุษย์ต้องถูกเจ้าสัตว์ร้ายยึดครองแล้ว”
บุพอสูรหัวเราะร่วน “ฮะ ฮะ ฮ่า ... เจ้าเด็กโง่” แล้วกล่าวต่อว่า “หากเจ้าเกรงเช่นนั้น .. เหตุใดจึงไม่ปิดประตูมิติของบิดาเล่า ... เปิดเช่นไรก็ปิดเช่นนั้น ...”
"!!!" อุทัยนิ่งอึ้งไปกว่าสามวินาที แล้วกล่าวว่า “เป็นประตูมิติของบิดาอสูรหรือ!”
บุพอสูรกล่าว “มิผิด ! บิดาสร้างไว้นานมากแล้ว ... นานแสนนาน ... มิคาด ! ยังใช้งานได้อยู่อีก ...”
อุทัยถามต่อ “แล้วสัตว์อสูรเหล่านี้ !!!”
บุพอสูรกล่าว “เป็นสัตว์เลี้ยงของบิดาเอง ... พวกมันขยายเผ่าพันธุ์เสียมากมาย ... สังหารทิ้งเสียบ้างก็ดี ... ฮ่า ฮ่า”
อุทัย “...” มันอ้าปากหวอ พวกลิงอสูรเป็นสัตว์เลี้ยงของบิดาอสูรเอง
ดวงตาบุพอสูรทอประกายวิบวับกล่าวต่อว่า
“เป็นเพราะเจ้ามาอยู่ในพิภพแห่งนี้ .. ด้วยพลังอสูรอันเข้มข้นเงาจิตอสูรของข้านี้จึงสื่อสารกับเจ้าได้ ...”
"หากเป็นที่อื่นเจ้าต้องบำเพ็ญจิตให้กล้าแข็งเสียก่อน อย่างน้อยต้องถึงขอบเขตจิตพิสุทธิ์ .. อะไรนั้น ...”
“อาจารย์เจ้ามิได้แจ้งต่อเจ้าหรือ ...”
อุทัยส่ายหน้างุดๆ อาจารย์เมฆามิได้บอกอันใด บุพอสูรค้นเจอบางสิ่งในกายาอุทัย มันจึงกล่าวว่า
“อื่มมม มีสำนึกแห่งดาบในดวงจิตของเจ้า ... อาาาา เป็นเจ้าเมฆาบรรจุเอาไว้ ฮา ฮา ...”
“อือออ เจ้าไปเอาดาบสยบจักรภพมาจากที่ใด ทั้งยังเพลงดาบเทพสงครามอีก ...”
“ฮ่า ฮ่า ... น่าสนใจ ... น่าสนใจ ...”
คำ ‘เพลงดาบเทพสงคราม’ ทำอุทัยแปลกใจ แล้วจึงกล่าวว่า
“ดาบและเพลงดาบเป็นบิดาผู้ให้กำเนิด มอบไว้ให้ ... ขอรับ”
บุพอสูรหัวเราะร่า “เจ้านี่ไม่ธรรมดา ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..."
"หากเจ้าเทวาน่าชังผู้นั้นได้รับรู้ ...”
“ว่า ... เป็นบุตรแห่งข้าร่ายรำเพลงดาบผ่าแตงโมของมัน คงเอาหัวจุ่มมหาสมุทรกลั่นใจตายแล้ว ฮ่า ฮ่า”
“ส่วนดาบเล่มนั้นเจ้าจงเก็บไว้ให้ดี มันเป็นดาบที่มีมาแต่ปฐมต้นจักรพิภพ ถึงแม้มิใช่ที่หนึ่งแห่งมวลศาสตรา”
“... แต่ก็สามารถใช้สังหารและทำลายทุกสิ่งในจักรพิภพนี้ได้หมดสิ้น ... มิมีข้อยกเว้น”
“แลดาบนี่เคยของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ผู้ที่ละทิ้งมัน .. ตัณหังกระ .. มหาบุรุษผู้ปราดเปรื่องแห่งพื้นพิภพ ... ฮ่า ฮ่า”
ดาบวิเศษ ! ที่ถูกเจ้าของละทิ้ง !! เป็นไปได้อย่างไรกัน !!!
อุทัยกล่าวถาม "มหาบุรุษตัณหังกระคือผู้ใดกัน เหตุใดจึงละทิ้งดาบวิเศษเช่นนี้ได้"
ดวงตาบุพอสูรสาดประกายวิบวับ แล้วกล่าวว่า “.. คือมนุษย์ผู้บรรลุสุญตาผู้หนึ่ง ทั้งเป็นผู้จุดประกายให้ข้าดำเนินตาม ..."
อ่า ! .. อุทัยอ้าปากหวอ "เป็นเช่นนี้นี่เอง" .. ที่บิดาอสูรกล่าวมันยังไม่เข้าใจนัก
อุทัยถามต่อ “แล้วบิดาอสูร ท่านใช้ศาสตราวุธหรือไม่” มันถามด้วยความอยากรู้
บุพอสูรกล่าว “ฮ่า ฮ่า ... เคยใช้ ... บุตรข้า”
“ข้าทิ้งมันไปนานแล้ว .. เป็นง้าว .. นาม จักรพรรดิมาร มันทรงพลังแลงดงามยิ่ง”
อุทัยพึมพำทวนคำ ‘จักรพรรดิมาร’
บุพอสูรกล่าวต่อ “ฮา ... เจ้าจงรับรู้ไว้ .. อาวุธทั้งหลายเป็นเพียงสิ่งของ”
“.. จงเปลี่ยนกายา เลือดเนื้อ ปัญญา จิตวิญญาณของเจ้าให้เป็นดังศาสตรา”
“... เมื่อถึงตอนนั้น หมื่นแสนศาสตราวุธวิเศษล้วนไร้ความหมาย ... ฮา ฮา ฮา”
ทั้งสองสนทนากันเนิ่นนานราวมิได้พบเจอกันมาเป็นร้อยปี ...
เรื่องราวมากมายส่งผ่านจากวาจาบุพอสูรทำอุทัยฉงนสนใจ เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่อุทัยรับฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ล้วนเป็นสิ่งเปิดโลกทัศน์ของมันทั้งสิ้น
จนถึงกาลอันสมควร เสียงแหบพร่าของบุพอสูร “เอาหล่ะ ข้าต้องกรรมฐานต่อแล้ว”
อ่า ! .. อุทัยอุทาน “แล้วผู้บุตรจะได้สนทนากับบิดาอสูรอีกหรือไม่” มันกล่าวอย่างอาลัย
“ย่อมแน่นอน!” บุพอสูรตอบ
“พลังปราณอสูรของเจ้าเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เหมือนจะใกล้มีกำลังเพียงพอแล้ว”
“ที่ข้าทิ้งเอาไว้มิใช่มีเพียงเงาจิตอสูรนี้เท่านั้น ยังมีมิติแห่งนี้ด้วย หลังจากกาลนี้มันจะเป็นของเจ้าโดยสมบูรณ์แล้ว”
ปรากฏผลึก ‘วัตวสะมาร' ส่องประกายวิบวับลอยอยู่ตรงหน้า ผลึกแก้วนั้นค่อยๆ หลุดกะเทาะออกเป็นอณูเกล็ดผลึกเล็กละเอียด แล้วลอยคว้างไปทั่วมิติจักรวาลนั้น
“…” อุทัย .. ผลึก ‘วัตวสะมาร' สลายหายไป แต่มันยังคงสัมผัสถึงด้วยกำลังแห่งจิต
เสียงของบุพอสูรกล่าวต่อ
“แต่เหนืออื่นใด ข้าจะปลดปล่อยพลังอสูรในวิญญาณเจ้า"
"เตรียมสมาธิจิตวิญญาณให้ถึงพร้อมเถิดบุตรอสูรแห่งข้า ...”
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮา ...”
เสียงหัวเราะของบุพอสูรก้องกังวานไปทั้งมิติ ...
“อุทัย .. จดจำไว้ ... จงทระนงในวิญญาณอสูรของเจ้า ... ฮ่า"
ดวงตาสีดำอันใหญ่โตของบุพอสูรส่งละอองแสงสีทองสว่างเจิดจ้า ที่กึ่งกลางเหนือดวงตาคู่นั้นเกิดรอยแยกสีดำตรงดิ่งขึ้นไป
เส้นสีดำแยกปริออกขยายกลายเป็นดวงตาที่สาม !!!
ดวงตาดำสนิททั้งสามดวงฉายประกายเลื่อมโลหิตพร้อมเม็ดแสงละอองสีทองวับวาว อุทัยถูกจ้องมองลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
สรรพสิ่งทั้งมวลในห้วงมิติถูกผนึกหยุดนิ่งไว้ ...
จิตวิญญาณของอุทัยกระตุกสั่นสะท้าน .. พลังไร้รูปไร้แสงไร้สีจุดหนึ่งปะทุออกจากส่วนลึกสุดของจิตวิญญาณ แล้วหมุนวนเป็นกระแสแปลกประหลาดแผ่ขยายออกอย่างรวดเร็วไม่หยุดยั้ง พลังอันมหาศาลขยายตัวดังการระเบิดของกลุ่มดวงดาวภายในห้วงจักรวาล อัดคับแน่นจนจิตวิญญาณของอุทัยแทบจะระเบิดปลิ้นออกมาแล้ว ...