สถานการณ์ภายในคฤหาสน์ของตระกูลซิกฟรีดเต็มไปด้วยความกดดันที่หนักอึ้ง
แม้พลังของอูเรียจะช่วยขจัดคำสาปแห่งมหาบาปจนแทบหมดสิ้น แต่บรรยากาศของความเคร่งเครียดยังคงอบอวลอยู่รอบตัว
ทุกสายตาจับจ้องไปที่หญิงสาวปีกสิบคู่ซึ่งลอยเด่นอยู่เหนือเส้นทางแสงศักดิ์สิทธิ์ รัศมีสีทองที่สาดส่องลงมา ทำให้เธอดูสง่างามและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเทพเจ้าตนใดที่เคยปรากฏตัวบนโลก
อูเรียก้าวเท้าออกจากแสงอย่างสง่างาม ปลายผ้าคลุมของเธอพริ้วไหวตามแรงลมที่เกิดจากพลังของนาง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แฝงไว้ด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่
แม้จะมีผ้าปกปิดบริเวณดวงตา
แต่ทุกคนกลับรู้สึกได้ว่าดวงเนตรอันทรงพลังของเธอกำลังจ้องมองพวกเขาอย่างลึกซึ้ง เสียงของเธอนุ่มลึกแต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจต่อต้าน
“เจ้าหนูอนาเธอร์... ข้ารู้ว่าความเจ็บปวดนี้เกินกว่าที่เจ้าจะทนได้ แต่จงเชื่อในตัวข้า เพราะข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าสูญเสียทุกสิ่งที่เจ้าได้สร้างขึ้น”
ร่างของอนาเธอร์ที่เคยสั่นสะท้าน และเต็มไปด้วยรอยแตกจากคำสาปแห่งมหาบาปเริ่มค่อยๆสงบลง โลหิตที่ไหลรินหยุดลงอย่างช้าๆ เนื้อหนังที่เคยฉีกขาดเริ่มประสานคืนอย่างมหัศจรรย์
พลังของอูเรียค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา เสริมพลังแห่งแสงเพื่อปรับสมดุลของพลังมืดที่เกรี้ยวกราดและเกินควบคุมให้สงบลง
โอดิน ซุนหงอคง และบาฮามุทยืนเฝ้าดูเหตุการณ์ด้วยสายตาที่นิ่งขรึม ขณะที่โอดินผู้ทรงปัญญาเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ดีมากเลยละอูเรีย.. พวกเรากำลังทำลายแผนการของพวกมหาบาปได้อย่างหมดจด แต่เจ้าก็รู้ดีว่าพวกมันจะไม่หยุดเพียงเท่านี้!”
อูเรียยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับ
“พวกมันไม่มีวันหยุดเราได้หรอกนะ!”
เธอกล่าวพลางยกมือขึ้น
ท่ามกลางเสียงสวดศักดิ์สิทธิ์ที่ดังก้องอยู่ในอากาศ วงแหวนแห่งแสงที่ล้อมรอบร่างของอนาเธอร์ยิ่งเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นไปอีก
ทันใดนั้นเอง ภายในดินแดนปีศาจ ลูซิเฟอร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์ทุกสิ่งผ่านกระจกแห่งอาเมนก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน
“น่าสนุกจริงๆ อูเรีย.. เจ้าคิดว่าพลังแสงของเจ้าจะช่วยเด็กคนนั้นได้จนถึงที่สุดงั้นหรือ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า... คิดผิดแล้ว!”
“พิธีกรรมอารยะวิญญาณนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าเท่านั้น แต่เพื่อลบการคงอยู่ออกไปเลยตังหาก”
เขาหันไปหามหาบาปที่เหลืออีกหกตน และคำรามออกมาด้วยความโกรธ
“เพิ่มพลังเข้าไปอีก”
“ข้าอยากเห็นว่าแสงแห่งพระเจ้าจะสามารถดับพลังของความมืดทั้งหมดนี้ได้หรือไม่!”
ในขณะเดียวกัน ร่างของอนาเธอร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศก็เริ่มมีแสงและความมืดปะทะกันรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เหมือนกับว่าร่างของเขาไม่อาจต้านทานพลังอันไร้ขอบเขตทั้งสองได้อีกต่อไป
อนาเทอเลียและคานที่ยืนอยู่เบื้องล่างจ้องมองลูกชายด้วยหัวใจที่แทบแตกสลาย
เสียงของคานตะโกนออกมา
“หยุดเถอะครับ! ท่านต้องหยุดก่อนที่ร่างกายของเขาจะแหลกสลาย!”
แต่อูเรียไม่ตอบ เธอยังคงนิ่งและมุ่งมั่น ใบหน้าของเธอแฝงไว้ด้วยความสงบที่ดูราวกับกำลังคำนวณทุกสิ่งอย่างรอบคอบ ราวกับกำลังเตรียมแผนสุดท้ายที่จะทำให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่สมดุล
จากนั้นเสียงของเธอได้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับเปล่งเสียงก้องไปทั่ว
“พลังแห่งแสงและความมืด.. ”
“จงหยุดการต่อสู้กันภายในร่างนี้ และจงบรรลุสู่ความสมดุลที่แท้จริง”
จากนั้นเธอก็วาดมือของตนขึ้น
แสงสีทองเจิดจรัสแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่นุ่มนวลเหมือนแสงแรกของรุ่งอรุณ ทั้งหมดค่อยๆหลั่งไหลเข้าผสานกับความมืดที่เกรี้ยวกราด
อนาเธอร์ที่เดิมร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ตอนนี้เริ่มสงบลง นัยน์ตาที่เคยเลือนรางค่อยๆเปล่งประกายสีทองและสีดำที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่งและหลับไหลไป
“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนเจ้าหนูนี่จะไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้ว เขาบรรลุพลังที่แม้แต่ข้าเองยังไม่กล้าฝันถึง”
ซุนหงอคงหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะที่โอดินและบาฮามุทก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“สำเร็จแล้ว... พลังแห่งสมดุลได้บรรลุในตัวเจ้าแล้ว อนาเธอร์!”
ลูซิเฟอร์ที่อยู่ในดินแดนปีศาจขบฟันแน่นด้วยความหงุดหงิด
“ช่างน่าเบื่อจริงๆ... แต่เจ้าหนู”
“เอาเถอะ เราคงได้เจอกันอีกแน่!”
เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วห้วงแห่งความมืด ก่อนจะค่อยๆจางหายไปพร้อมกับเงาแห่งพิธีกรรมอันชั่วร้าย
ชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ ทุกสิ่งที่เคยเต็มไปด้วยความรุนแรงและความวุ่นวายก็กลับสู่ความสงบ
ร่างของอนาเธอร์ที่เต็มไปด้วยรอยเลือดทั่วทั้งตัว ได้ลอยลงมายังพื้นดินเหมือนกับถูกมือที่มองไม่เห็นประคองไว้ ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดบัดนี้กลับดูสงบ ดวงตาที่ปิดสนิทเหมือนกับหลับใหลไปในห้วงแห่งความฝัน
คริสติน่า ไอริน และเฟรย่าที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ตลอดรีบพุ่งตรงไปยังร่างของเขาโดยไม่รีรอ
ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อสัมผัสร่างของอนาเธอร์แล้วพบว่าอุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติ และไม่มีไอพลังแห่งความมืดปะทุออกมาอีกต่อไป พวกเธอก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก
น้ำตาที่สะสมจากความเครียดตลอดเหตุการณ์พลันไหลออกมาจากดวงตาของคริสติน่า นางพนมมือขึ้นพร้อมหลับตาสวดภาวนา
“ขอบคุณค่ะ ท่านอูเรีย”
“ขอบคุณที่ช่วยเขาไว้!”
อูเรียที่ยังคงลอยเด่นอยู่เหนือทุกคนเผยรอยยิ้มบาง จ้องมองไปยังคริสติน่าและตอบ
“ไม่เป็นไร ข้าทำไปเพราะเห็นว่านี่อาจเป็นประโยชน์ต่อแผนการใหญ่ในอนาคต”
นางลดระดับลงมาช้าๆ ก่อนจะจ้องมองใบหน้าที่หลับสนิทของอนาเธอร์อย่างพิจารณา ดวงตาที่ถูกปิดด้วยผ้าของนางเหมือนกำลังมองลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเขา
“แต่ว่า... พวกเจ้าคงต้องเตรียมใจไว้ การที่เขารับพลังมหาบาปลูซิเฟอร์ แม้จะผ่านพิธีกรรมที่เลวร้ายมาได้ แต่ผลกระทบไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้”
“พลังแห่งแสงสว่างและความมืดที่อยู่ในตัวเขากำลังปรับสมดุลกันอย่างช้าๆ”
“ในระหว่างนี้ อาจมีผลต่อบุคลิกภาพและนิสัยใจคอของเขาเล็กน้อย อาจมีบางช่วงที่เขาเปลี่ยนไปจากเดิม หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดออกมา แต่ทั้งหมดจะเป็นเพียงชั่วคราว จงอดทนและช่วยดูแลเขาในช่วงเวลานี้”
คริสติน่าขมวดคิ้วเล็กน้อย
ถึงจะรู้สึกไม่สบายใจกับคำพูดของอูเรีย แต่เธอก็พยักหน้ารับอย่างมุ่งมั่น
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะอยู่ข้างเขาและช่วยเหลือเขาให้ผ่านพ้นไปได้”
ไอรินและเฟรย่าพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสองจับมือกันแน่นเพื่อแสดงถึงความจริงจัง
อูเรียเผยรอยยิ้มที่แฝงด้วยความอ่อนโยน
“ดีแล้ว อย่าลืมว่าเขามีความสำคัญต่อโลกนี้มากกว่าที่พวกเจ้าจะจินตนาการได้ การที่เขาสามารถรับพลังทั้งสองด้านไว้ในร่างเดียว”
“นั่นคือสิ่งที่แม้แต่เทพเจ้ายังไม่อาจทำได้ หากเขาสามารถฝ่าฟันทุกสิ่งไปได้ เขาจะกลายเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด!”
หลังจากพูดจบ แสงสว่างรอบตัวของอูเรียเริ่มจางหายลง นางค่อยๆลอยลงมาหาพวกเขา
บรรยากาศที่เงียบสงบในตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกโล่งอก แต่ก็ปะปนด้วยความวิตกกังวลในเวลาเดียวกัน
คานที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความเป็นห่วงพูดขึ้น
“หลังจากนี้เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ อนาเธอร์อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากอีกมาก และเราในฐานะครอบครัวต้องอยู่เคียงข้างเขา”
“ใช่แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่ปล่อยให้เขาเผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง!”
เสียงลมหายใจของอนาเธอร์ที่หลับใหลอย่างสงบนิ่งในอ้อมแขนของคริสติน่า
ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวัง
ถึงจะยังไม่รู้ว่าสิ่งใดกำลังรอคอยอยู่ข้างหน้า แต่ทุกคนก็ต่างตั้งมั่นว่าจะร่วมต่อสู้ไปกับเขา จนถึงวันสุดท้ายที่ทุกสิ่งจะคลี่คลายออกมา