เมื่อซูหนิงเดินทางมาถึงยังหน้าประตูวัง เท้าเรียวบางก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง ทันทีที่ลงมาเบื้องหน้าของนางคือประตูวังหลวงของแคว้นฉีที่ใหญ่โตโอ่อ่า กำแพงหินสูงหนาตั้งตระหง่านมั่นคง ทหารองครักษ์ที่เดินไปมาตามเวรยามเพื่อเฝ้าประตูวังอย่างแน่นหนา
ความยิ่งใหญ่ของวังแคว้นฉีทำให้นางรู้สึกว่าสมคำร่ำลือที่เคยได้ยินมาเสียจริง เมื่อหวนคิดนำเอาวังจิ้งมาเปรียบเทียบช่างดูเล็กกว่าเสียตั้งหลายเท่า
ใจลึกๆของซูหนิงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย หากนางพลาดตำแหน่งพระชายาของชินหวังอ๋องนี้ จะมีโอกาสดีๆเหมือนโชคหล่นทับแบบนี้มาหาอีกครั้งเมื่อไหร่กัน
นัยน์ตางามเหลือบมองเหล่าบรรดาคุณหนูจากหลายตระกูลดังมากมายที่กำลังลงทะเบียนเข้าวังหลวงเพื่อเข้ารับการคัดเลือก พวกนางต่างแสดงท่าทีที่หยิ่งยโสและไม่สุงสิงกับใคร ยิ่งอาภรณ์และเครื่องหน้าล้วนแต่สวมมาได้ฉูดฉาดหรูหราและจัดเต็มดุจราวมาประชันกันเพื่อไม่ให้น้อยหน้าผู้ใด
แต่ทว่าในหัวของซูหนิงกลับรู้สึกว่าเสื้อผ้าและเครื่องประดับราคาแพงที่พวกนางสวมใส่มาประชันกันเหล่านี้ช่างสิ้นเปลืองและฟุ่มเฟือยเสียยิ่งกระไร ตัดภาพไปที่คนธรรมดาที่อยู่อย่างอดอยากเเร้นแค้นซ้ำยังใช้เงินที่หามาได้ให้คุ้มค่าซึ่งต่างจากพวกนางที่ใช้เงินดุจเท่น้ำทิ้งนัก
ทันทีที่ซูหนิงลงทะเบียนและเข้ามาในวังเป็นที่เรียบร้อยก็มีกูกู นางกำนัลรับใช้อาวุโสมายืนรอรับพร้อมกับนำทางให้ไปยังตำหนักที่พักที่ถูกจัดเตรียมไว้
ครั้นเมื่อทั้งหมดเดินทางมาถึงตำหนักที่พัก ก็ต่างแยกย้ายเข้าห้องพักที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างสมฐานะของแต่ละตระกูล ซึ่งบรรดาคุณหนูของตระกูลต่างๆล้วนถูกแยกให้อยู่ยังสองตำหนักใหญ่ ซึ่งภายในตำหนักใหญ่เหล่านั้นก็มีห้องย่อยอยู่จำนวนมากพอให้คุณหนูทั้งหลายอยู่กันจนครบ
หลังจากที่ซูหนิงย่างกายบางเข้ามาในห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้ มือเรียวบางสองข้างพลางจัดเอาของใช้ที่เตรียมมาออกมาจัดเรียงให้เข้าที่ เพื่อให้หยิบจับได้สะดวกอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงดังโวยวายดังเข้ามาจากทางด้านนอก
“นี่เจ้า! ไม่มีตาดูหรืออย่างไรถึงได้มาชนข้า เห็นรึไม่ว่าชุดของข้าราคาแพงเพียงใด!” เสียงตวาดไม่พอใจของคุณหนูตระกูลอิน อินเหยา
“คุณหนูอินโปรดอภัยด้วย เมื่อครู่ข้ารู้สึกวิงเวียนเล็กน้อยจึงเผลอเดินไปชนคุณหนูอินเข้า...” น้ำเสียงอ่อนหวานและแผ่วเบาของคุณหนูตระกูลผู่ ผู่เยว่ กล่าวอธิบายขึ้นด้วยท่าทีที่นอบน้อม
นั่นไม่ใช่คุณหนูของสองตระกูลเลื่องชื่อหรอกหรือ?
ตระกูลอินว่ากันว่าเลื่องชื่อเรื่องความมั่งคั่ง ร่ำรวย ส่วนตระกูลผู่เลื่องชื่อเรื่องความชำนาญด้านดนตรีศิลป์
ซูหนิงที่รู้สึกว่าเหตุการณ์แบบนี้มักพบเจอได้บ่อยครั้งเมื่ออยู่ในวังหลวง นางรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก จึงไม่อยากที่จะสนใจ เพราะเป้าหมายที่นางมาก็หาได้หวังมาชมเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ตบตีกันอยู่แล้ว...ทันทีที่นางกำลังจะหันตัวกลับเข้าห้องไป สายตาก็เหลือบไปเห็นว่าคุณหนูตระกูลอินกำลังหยิบปิ่นปักผมจะเข้ามาทำให้ใบหน้าของคุณหนูตระกูลผู่เสียโฉมเพื่อหวังกำจัดคนที่โดดเด่นไปอีกคน
ทันทีที่ปิ่นปักผมถูกหยิบออกมากำลังจะพุ่งลงที่หน้าของคุณหนูตระกูลผู่ ผู่เยว่เมื่อเห็นเข้า แต่ถ้าให้หลบตอนนี้คงไม่ทันเสียเเล้ว ในใจของนางคิดว่าต้องโดนแน่ๆ ใบหน้าเตรียมใจ ดวงตาหลับตาปี๋
อร๊ายยย!
โอ๊ยยย!
เสียงกรีดร้องตกใจของคุณหนูตระกูลอื่นที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก่อนหน้าร้องลั่นจนกูกูต้องวิ่งเข้ามา ผู่เยว่เมื่อลืมตาขึ้น กลับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเหมือนว่ามีบาดแผลอยู่บนใบหน้าเลยสักนิด ผู่เยว่พลางใช้มือเรียวเล็กจับลงลูบคลำบนใบหน้า กลับต้องพบว่าใบหน้าของนางไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่เมื่อผู่เยว่กวาดสายตามอง เบื้องหน้าของนางกลับมีร่างบางของหญิงสาวบังไว้อยู่ นั่นก็คือซูหนิง ซูหนิงพุ่งเข้ามารับปิ่นปักผมนั้นแทนผู่เยว่ เมื่อผู่เยว่ชะโงกหน้าออกไปกลับผมว่าอินเหยากำลังล้มก้นกระแทกกับพื้นพร้อมกับกำลังร้องโอดโอยอยู่
นางล้มไปได้อย่างไร?
“เจ้าเป็นใครกล้าดีอย่างไรมาถีบข้า!” เสียงตะโกนกล่าวลั่นของอินเหยาทำเอาผู่เยว่งุนงงไปพักหนึ่ง บรรดาคุณหนูจากตระกูลอื่นเมื่อเห็นว่าอินเหยาถูกฝ่าเท้าเรียวยาวของซูหนิงถีบจนล้มลงก็พลางแอบหัวเราะกันยกใหญ่
“พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน!!” อินเหยาตวาดพร้อมกับใบหน้าที่อับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
ซูหนิงเมื่อได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก “หรือคุณหนูตระกูลอินอยากจะรับฝ่าเท้าของข้าอีกสักรอบหรือ?”
“นี่เจ้—” อินเหยากำลังจะกล่าวโต้เเต่ก็ถูกกูกูกล่าวห้ามไว้
“พอได้แล้ว! หากพวกเจ้ายังทะเลาะวิวาทกันข้าจะส่งรายชื่อรายงานพฤติกรรมของพวกเจ้าให้ถูกตัดสิทธิ์ออกจากการคัดเลือก!” คำพูดของกูกูทำให้อินเหยาต้องควบควมสติแล้วหยุดลง นางพลางยันตัวลุกขึ้นก่อนจะหันสีหน้าแค้นเคืองพร้อมกับพูดขึ้น “ครั้งหน้าข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” เมื่อสิ้นเสียงกล่าว อินเหยาก็สะบัดชายเสื้อพร้อมกับเดินเข้าไปยังห้องพักของตัวเองด้วยท่าทีที่เสียหน้า..