เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 24 หอคัมภีร์ตระกูลหลิน

    กิจวัตรของสองวันนั้นไม่ต่างจากร่วมสามปีที่ผ่านมานัก

    เช้าตรู่หลินเย่ออกไปเก็บสมุนไพรจากเขาหมอกเขียวก่อนที่หมอกจะสลาย พอสายก็หลอมโอสถในห้องของกู่เหวยที่ยังคงเงียบและว่างเปล่าเหมือนเดิม ๰่๭๫เย็นฝึกวิชากับหลินตงหรือฝึกคนเดียวตามที่เรียนมา และยามค่ำคืนนั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณในจุดตันเถียนจนกว่าร่างกายจะบอกว่าพอ

    เขาทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานจนไม่รู้สึกว่าเป็๲การฝึกอีกต่อไป หากเป็๲ส่วนหนึ่งของการมีชีวิตในแต่ละวัน ดั่งการหายใจที่ไม่ต้องสั่งให้ทำ

    คืนสุดท้ายก่อนวันเลือกคัมภีร์ หลินเย่นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องที่มืดและเงียบ เทียนดับไป๻ั้๫แ๻่ตอนที่เริ่มโคจร

    เขาส่งปราณออกจากตันเถียน ปล่อยให้มันไหลขึ้นตามเส้นลมปราณสายหลัก ผ่านจุดที่เคยผ่านมาแล้วหลายร้อยครั้ง จากนั้นจึงดันเข้าหาจุดที่พยายามทะลวงมาพักใหญ่แล้ว

    จุดนั้นแน่น ทว่าไม่ใช่ความแน่นของสิ่งที่ถูกปิดกั้น มันคือประตูที่หนักเกินกว่ามือจะผลักไหวในตอนนี้ ปราณสะสมอยู่หน้าประตูนั้น รอ ล้นออกมาเล็กน้อยแล้วก็ถูกดูดกลับ รอ แล้วก็ล้นออกมาอีก

    ทุกครั้งที่เขาดันปราณเข้าหาจุดนั้น ความร้อนก็สะสมอยู่ที่ตันเถียน เส้นเ๣ื๵๪ที่คอตึงขึ้นชั่วขณะ เหงื่อซึมออกมาบางๆ ที่ขมับทั้งที่ห้องไม่ได้ร้อน และชีพจรก้องอยู่ในหูเบาๆ ตามจังหวะที่ปราณอัดแน่นอยู่หน้าจุดนั้น จากนั้นความร้อนก็ค่อยๆ ระเหยจางออกไปเมื่อปราณถอยกลับ

    หลินเย่ปล่อยให้ปราณถอยกลับเข้าตันเถียนอย่างเงียบๆ

    "ยังไม่สำเร็จอีกหรือ" เขาพึมพำกับตัวเองในความมืด เสียงออกมาเบาและราบ

    เขาพยายามทะลวงจุดนี้มาราวสามเดือนแล้ว จากรวมลมปราณขั้นสี่สู่ขั้นห้า ยากถึงเพียงนี้ สองขั้นก่อนหน้าใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด ทว่าขั้นนี้กลับนานเกินกว่าที่ควรจะเป็๞ ดั่งน้ำที่ยังขาดอีกสองสามหยดก่อนจะล้นออกจากจอก สองสามหยดนั้นไม่มาก ทว่าก็ไม่ใช่สิ่งที่เร่งได้

    เขาคลายท่านั่ง เหยียดขาออกทีละข้าง กระดูกลั่นกึกเล็กน้อยตามข้อที่นั่งค้างมานานเกินไป ห้องยังมืดอยู่ ทว่าแสงจากนอกหน้าต่างเริ่มเทาขึ้นเล็กน้อยแล้ว หลินเย่นอนหงายลงบนเตียง ดวงตามองขึ้นไปที่เพดานที่ยังมืดสนิท

    เช้าวันรุ่งขึ้น

    เด็กห้าสิบคนเรียงแถวกันอยู่หน้าลานตระกูล แสงเช้ายังอ่อนและชื้น นายพลยืนอยู่เบื้องหน้า หลินจวิ้นเฉิงอยู่แถวหน้าตรงกลาง ส่วนหลินเย่เลือกยืนอยู่กลางกลุ่ม ไม่หน้าไม่หลัง

    นายพลอธิบายกติกาอย่างสั้นและตรงเช่นเดิม หอคัมภีร์ประจำตระกูลหลินแบ่งออกเป็๞สามชั้น เวลาที่มีคือหนึ่งก้านธูป นับ๻ั้๫แ๻่ก้าวเข้าประตู

    "เริ่ม!"

    หลินเย่ก้าวเข้าสู่หอคัมภีร์ด้วยฝีเท้ามั่นคง ไม่รีบร้อน ภายในหอสูงโปร่งยิ่งกว่าที่มองเห็นจากภายนอก เพดานสูงขึ้นไปราวสาม๰่๭๫ตัวคน ชั้นวางไม้สีน้ำตาลเข้มเรียงอยู่เป็๞แถวยาว แสงที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่างบนสุดตกลงมาเป็๞ลำเฉียง

    กลิ่นของกระดาษเก่าและปกหนังที่แห้งกรังลอยหนักอยู่เต็มพื้นที่ เป็๲กลิ่นฝุ่นไม้เก่าที่ปิดตัวเงียบมานานหลายสิบปี ทว่ายังมีบางสิ่งซ่อนอยู่ใต้กลิ่นนั้น อุ่นและหนัก ปราณของคนนับร้อยที่เคยเปิดตำราเหล่านี้ยังคงลอยอยู่ในอากาศของห้องนี้โดยไม่ไปไหน

    รอบข้าง เด็กหลายคนแยกย้ายกันทันที บางคนวิ่งตรงไปชั้นสาม บางคนเปิดตำราเล่มแรกที่มือคว้าได้ หลินอู่คว้าตำราสองเล่มพร้อมกันโดยไม่ทันได้อ่าน บางคนแย่งกันเ๹ื่๪๫ตำราเล่มเดียวกันด้วยเสียงที่ตั้งใจจะไม่ให้ดัง ทว่าก็ดังอยู่ดี

    หลินเย่ไม่ขยับ

    เขายืนอยู่ที่ทางเข้า กวาดสายตาไปทั่วห้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเดิน ใครวิ่งไปทางไหน ใครหยุดอยู่ตรงไหน ชั้นใดมีคนหนาแน่นที่สุดและเพราะเหตุใด เด็กส่วนใหญ่วิ่งตรงไปชั้นสาม นั่นหมายความว่าชั้นหนึ่งและชั้นสองจะมีเวลามากกว่าสำหรับการอ่านอย่างตั้งใจ

    เขาเริ่มเดินไปที่ชั้นหนึ่ง วิชาที่มีอยู่ในมือตอนนี้คือหมัดพยัคฆ์ซ่อนคม เร็ว แม่น โจมตีจุดบอด ทว่าไม่ใช่วิชาที่ออกแบบมาสำหรับการเผชิญหน้าตรงๆ กับคนที่มีวิชาเฉพาะด้านอย่างเพลงกระบี่ใบไม้ปลิว

    เขา๻้๪๫๷า๹อะไรอีกอย่างหนึ่ง

    ระหว่างที่เดินผ่านชั้นวาง หลินเย่เปิดตำราที่มือหยิบขึ้นมาแต่ละเล่ม อ่านหน้าแรกอยู่ครู่หนึ่งแล้ววางกลับ เขาไม่ได้อ่านเพื่อเรียนรู้ หากอ่านเพื่อจับประเด็น วิชานี้เหมาะกับระดับขั้นใด ๻้๵๹๠า๱ปราณประเภทใด และมันจะทำงานร่วมกับสิ่งที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร

    ตามหลักการที่เขาอ่านมาในห้องของกู่เหวย ระดับขั้นของผู้ฝึกคือขนาดของบ่อน้ำ วิชายุทธ์คือน้ำที่ต้องเติมให้เต็มเสียก่อนจึงจะดึงออกมาใช้ได้ เติมเกินขนาดบ่อ น้ำก็ล้น และน้ำที่ล้นออกไปนั้นคือปราณที่ไหลผิดทางจนเส้นลมปราณต้องแบกรับภาระเกินขนาด

    หลินเย่มองขึ้นไปที่ชั้นสามซึ่งยังมีเสียงแย่งชิงกันอยู่ เด็กพวกนั้นไม่ได้โง่ พวกเขาเพียงแต่ยังไม่รู้ว่าบ่อน้ำของตัวเองลึกเพียงใด

    บุตรศักดิ์สิทธิ์เดินอยู่ที่ชั้นหนึ่ง มือเปิดตำราเล่มแล้วเล่มเล่า เปิด วาง เปิด วาง จังหวะเท่ากันทุกเล่ม

    หลินเย่มองจากระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล คนที่กำลังหาของจริงๆ ย่อมชะลอตัวลงตรงเล่มที่สนใจ และเร่งขึ้นตรงเล่มที่ไม่สนใจ ทว่าจวิ้นเฉิงไม่ชะลอ ไม่เร่ง ทุกก้าวเท่ากันจนผิดธรรมชาติ ราวกับกำลังนับก้าวอยู่ในใจอย่างไรอย่างนั้น

    เด็กที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตามรอยเขาทีละก้าว พอจวิ้นเฉิงวางตำราลงก็มีมือยื่นออกไปหยิบขึ้นมา

    ไม่นานจวิ้นเฉิงก็เริ่มเดินขึ้นสู่ชั้นสอง ท่าทีของเขายังเหมือนเดิม เปิดอ่านแล้ววาง ทว่าที่ชั้นสองเขาอ่านช้าลงกว่าที่ชั้นหนึ่ง ไม่มาก ทว่าต่าง จากนั้นจึงขึ้นต่อไปยังชั้นสามพร้อมกับเงาที่ตามหลังอยู่ไม่ห่าง

    เวลาก้านธูปผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้ว หลินเย่เปิดตำราต่อไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็คัดออกทีละเล่ม ในหัวมีสามเล่มที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว

    ท่าร่างก้าวตัดพฤกษา วิชาตัวเบาระดับต้น ใช้ได้ทันที ลมปราณประสานกาย วิชาพื้นฐานในการรวบปราณก่อนออกท่า และฝ่ามือศิลาแข็ง วิชาป้องกันที่เน้นความทนทาน

    สามเล่มนั้นดูธรรมดา ไม่มีเล่มใดที่ทำให้เด็กคนอื่นวิ่งเข้ามาแย่ง หลินเย่ถือทั้งสามเล่มเอาไว้ในมือ ไล่สายตาดูปกทีละเล่ม นิ้วหัวแม่มือลากผ่านตัวอักษรบนปก แล้วหยุดลง

    เขาวางเล่มแรกกลับเข้าที่เดิม แล้ววางเล่มที่สอง แล้วเล่มที่สาม เขายืนนิ่งอยู่หน้าชั้นวางที่กลับมาเต็มดังเดิม มือทั้งสองข้างว่างเปล่า

    ทางฝั่งจวิ้นเฉิง เขาถือตำราไว้สองเล่ม มองเห็นได้จากระยะไกลว่ากำลังพิจารณาอยู่ สายตาเปรียบเทียบระหว่างสองเล่มในมือสลับกันไปมา

    เด็กที่ยังเหลืออยู่ในหอเหลือน้อยแล้ว ส่วนใหญ่ออกไปพร้อมตำราในมือ บางคนยังอยู่ทว่าสายตาไม่ได้มองตำราที่ถืออยู่ มันมองไปที่จวิ้นเฉิงและสองเล่มในมือของเขา

    เวลาเหลืออยู่ไม่ถึงเสี้ยวสุดท้ายของก้านธูป ในที่สุดจวิ้นเฉิงก็ตัดสินใจ เขาหยิบตำราเล่มหนึ่งออกจากมือ วางกลับลงชั้นสาม แล้วจึงเดินออกมาด้วยก้าวที่สม่ำเสมอ

    จวิ้นเฉิงเดินผ่านหลินเย่ สายตากวาดมาเพียงชั่วพริบตา แล้วก็ผ่านไป เด็กที่รอโอกาสอยู่พุ่งตัวขึ้นชั้นสามทันที

    หลินเย่ไม่ได้มองตาม ในหัวของเขามีบางอย่างค้างอยู่๻ั้๫แ๻่เมื่อครู่ จวิ้นเฉิงเปิดตำราทุกเล่มที่ผ่านมา ทว่าที่ชั้นสองมุมซ้ายสุด เขากลับไม่ได้เปิดเลยแม้แต่เล่มเดียว ก้าวผ่านไปเร็วผิดปกติ

    หลินเย่ยืนนิ่งอยู่กับความคิดนั้นครู่หนึ่ง คนที่ซ่อนของมีค่ามักทำทุกอย่างให้เหมือนกันไปหมด แล้วปล่อยให้คนอื่นมองข้ามสิ่งที่ตัวเองอยากให้มองข้าม

    หลินเย่เดินไปยังชั้นสอง มุมซ้ายสุด

    เขานับไปเจ็ดเล่มจากซ้ายในแถวที่สี่ ตรงตำแหน่งที่ฝีเท้าอันสม่ำเสมอนั้นเร่งขึ้นเพียงจังหวะเดียว แล้วหยิบตำราออกมาโดยไม่เปิดอ่าน รับรู้ถึงน้ำหนักของกระดาษเก่าที่ไม่ต่างจากเล่มอื่นเลยแม้แต่น้อย

    เขาเดินออกมาพร้อมกับเสียงประกาศว่าเวลาหมดแล้ว หลินเย่เดินออกไปในทิศที่ไม่มีคนอื่น จากนั้นก็หยุดอยู่ใต้ต้นไม้ริมทางที่ทอดร่มเงาลงมา

    เขาเปิดตำรา หน้าแรกมีตัวอักษรเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้ม ลายมือที่เก่าทว่าคมชัด

    "คัมภีร์พฤกษาฟื้นคืน"

    หลินเย่นิ่งอยู่กับชื่อนั้นครู่หนึ่ง แล้วจึงพลิกหน้าต่อไป