“เจียงซวนอี้ จากที่ข้าสัมผัสได้ในวันนั้น แม้ท่าทางภายนอกมันดูหยิ่งผยองทว่าภายในใจมันนั้นยากที่จะหยั่งถึง ตรงกันข้ามกับลักษณะภายนอกทั้งสิ้นมันคำนึกถึงความทุกต้องเป็นหลักยื่นมือเข้าช่วยอย่างไม่ลังเลในความคิดข้า เจี่ยงซวนอี้ผู้นี้พอสามารถคบค้าเป็นมิตรสหายได้” เฟยซุนวิเคราะห์คุณลักษณะคุณชายผู้นี้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งหลิ่งอี้ที่ยืนพิงระเบียงพลันพยักหน้าตอบรับเบาๆ“ข้าเห็นด้วยเช่นเจ้าถึงแม้มันจะมีนิสัยประหลาดไปหน่อยก็ตาม”
“ซุนข้าว่าตอนนี้เจ้าพักเรื่องเจ้าซวนอี้ไว้ก่อน หลังจากนี้เจ้าจะลงมือทำอะไรต่อ” หลิ่งอี้เปิดประเด็นที่มันแคลบแคลง “ข้าก็เข้าร่วมฝึกปรือตามกำหนดการที่ท่านอาจารย์วางไว้” เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง “แล้วกับหนานจิ้ง เจ้าจะทำเช่นไรต่อไป หากมันมาหาเรื่องเจ้าอีกคราจะทำเช่นไร” ใบหน้าหลิ่งอี้แฝงไปด้วยความกังวล
“เท่าที่ข้าลอบสังเกตพวกหนานจิ้งตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา…มันกดดันเหล่าศิษย์ใหม่ให้เข้าร่วมกับพวกมันแต่ก็มีศิษย์บางส่วนต่อต้านทว่าก็ไม่อาจรั้งไว้ได้นานพวกมันต่างก็พ่ายแพ่ต่ออำนาจที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันเหล่าศิษย์ส่วนที่เหลือต่างเอาตัวให้รอดพ้นจากอำนาจ พวกมันจำใจต้องหากิ่งไม้ใหญ่เกาะมิเช่นนั้นพวกมันก็ไม่อาจปกป้องตนเองให้รอดปลอดภัยได้ที่ ในยามนี้เหลือศิษย์เพียงหลักสิบเท่านั้น….ที่พวกมันยังมิได้ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มกับใคร…ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วละก็…อีกไม่น่าพวกมันต้องตัดสินใจเข้าร่วมไม่ทางใดก็ทางนึ่งมิเช่นนั้นพวกมันอาจพบช่วงที่ยากลำบาก หนึ่งในนั้นก็มีเจียงซวนอี้นับแต่วันที่มันช่วยข้ามันเก็บตัวฝึกปรืออยู่ภายในประตูมิติของมันไม่มีความเคลื่อนไหวของมันเลย” เฟยซุนเผลอแสดงสีหน้าประหลาดใจเพียงชั่วครู่ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสะท้าน
“หลิ่งอี้ ข้ามีคำถาม เราสามารถไม่เข้าร่วมการฝึกตามที่หมู่ตึกกำหนดได้อย่างนั้นเหรอ”หลิ่งอี้จับจ้องไปที่ใบหน้าสหายอย่างเบื่อหน่าย“เจ้านี้!...คู่มือท่านผู้อาวุโวห้าวตี้เจ้าก็ได้รับแล้ว…เคยพลิกคู่มืออ่านบ้างไหม…วันแรกของการฝึกปรือศิษย์ทุกคนต้องเข้าร่วม…กรณีวันถัดไปเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้…แต่เมื่อถึงเวลาทดสอบประจำเดือนหากผู้ใดไม่สามารถทำคะแนนได้ถึงแปดในสิบส่วนผู้นั้นต้องถูกลดชั้นตามที่สถานที่ที่ผู้อาวุโสแต่ละท่านกำหนด” เฟยซุนพยักหน้าราวกับเข้าใจความหมายในกฎข้อนี้บ้างแล้ว“เป็นเช่นนี้” หลิ่งอี้จ้องมองสหายมันด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย “เจ้าควรอ่านบ้าง…แม้อ่านผ่านตาบ้างก็ดี มันมีประโยชน์สามารถมาใช้พลิกแผงตามสถานการณ์” เฟยซุนพยักหน้าอีกครั้ง
“หลิ่งอี้เจ้าฝึกฝีมือถึงขั้นไหนแล้ว ทักษะที่เจ้าใช้คืออะไร ข้าไม่เคยเห็นเจ้าใช้เลยมันดูน่าทรงพลังเหลือเกิน” เฟยซุนพลันยิงคำถามชุดใหม่ “เจ้าจำสิ่งที่ศิษย์พี่กงซุนเอ่ยขึ้นได้ไหมในแต่ละมิติตนเองจะมีทักษะหลักและทักษะรองซ่อนอยู่ ในตอนนี้ข้าค้นพบทักษะรองชื่อกรงเล็บวาโย ทักษะนี้เพียงสามขั้น ตอนนี้ข้าเพียงฝึกปรือได้เพียงขึ้นที่หนึ่งเอง” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยดวงตาอันเป็นประกาย “ทักษะนี้เป็นเพียงทักษะรองยังร้ายกาจปานนี้สมกับเป็นประตูมิติที่ทุกคนต้องการ ถ้าเจ้าเจอทักษะหลักคงเปรียบได้ดั่งพยัคฆ์ติดปีก” เฟยซุ่นเอ่ยออกด้วยความตื่นเต้น “ข้าว่าเจ้ากลับมิติของเจ้าเร่งงค้นหาทักษะทั้งสองมันมิใช่หาได้พบง่ายๆ ถ้าหากโชคร้ายเจ้าอาจต้องประมือกับอสรูประจำมิติมันแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิดมากและในตอนนี้เหล่าศิษย์เริ่มพบทักษะแล้วกว่าครึ่ง” หลิ่งอี้พลันกอดอกราวกับผู้มากประสบการณ์ “ข้าคงต้องรีบบ้างแล้ว” เฟยซุนพลันตั้งท่าทะยานออกไป
“ฮุ่ยซุน…เจ้าลืมอะไรไปหรือเปล่า” หลิ่งอี้ใช้มือขวาคว้าหัวไหล่สหายมันไว้อย่างแนบแน่น“ฮ่าฮ่า” เฟยซุนพยายามหัวร่ออย่างกลบเกลื่อน “ก็ได้ ก็ได้” เฟยซุนพลันนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งอย่างจำใจ “เจ้าจำเหตุการณ์ตอนข้าประมือกับเจ้าหนานจิ้งได้ครั้งสุดท้ายได้หรือไม่” เฟยซุนมิได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรงหลิ่งอี้พยักหน้าตอบรับ “เจ้ารู้ใช่ไหม ตัวข้ามีทักษะเร้นกาย” หลิ่งอี้ขมวดคิ้วเข้าหากัน “ข้ารู้ อย่าบอกนะตอนนั้นเจ้าเร้นกายหลบหลีกออกมาได้” เฟยซุนผงกศีรษะตอบรับ “ใช่ข้าหลบหลีกพลังยุทธ์ของมันออกมาได้อย่างเฉียดฉิว” คิ้วของหลิ่งอี้ยังไม่คลายปม “แล้วตอนนั้นเจ้าหลบหลีกออกจากลานประลองได้เยี่ยงไร” เฟยซุนลุกขึ้นยืนพลันเปลี่ยนสีหน้าอย่างจริงจัง “ในตอนนั้น เจ้าสัมผัสอะไรผิดสังเกตได้หรือไม่” หลิ่งอี้พลันหลับตาครุ่นคิดอย่างหนัก “ในยามนั้นทุกคนที่อยู่รอบบริเวณต่างสัมผัสได้ถึงสายลมที่จู่ๆก่อตัวพุ่งพัดผ่านจากด่านบนสู่ด้านล่างลงด้านหลังเจ้าหนานจิ้ง” เฟยซุนที่ตอนนั้นมันไม่ทันสังเกตเหตุการณ์ได้ทันเพียงคำบอกเล่าของหลิ่งอี้มันพลอยเข้าใจทิศทางการมาของท่านอาจารย์ในยามนั้นไปด้วย “เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าของสายลมนั้นคือผู้ใด” เฟยซุนพลันปล่อยคำถามออกมาเพียงนิด “เอ๋!...สายลมนั้นมีเจ้าของยังนั้นหรือ…ใครกันที่สามารถทำเช่นนั้นได้” หลิ่งอี้ยากที่จะคาดเดาสายตามันกลับมาจ้องเฟยซุนอย่างควบแน่นราวกับต้องการทราบคำตอบ “สายลมนั้นคือท่านอาจารย์ตงฟาง” วินาทีเดียวกันนั้นนัยน์ตาหลิ่งอี้เกิดระลอกคลื่นสั่นไหวอย่างรุนแรง “สะ…สิ่งที่เจ้ากล่าวออกมาเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นรึ? หากเป็นจริงดั่งที่เจ้าว่าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงลอบลงมือกับเจ้า?” หลิ่งอี้ที่ยังตกตระลึงมันยังไม่อาจจับต้นชนปลายได้ถูก “ช่วงเวลานั้น…ข้าก็งุนงงเช่นเจ้าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงลงมือกับข้า”
“แต่สิ่งที่ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังต่อไปนี้เจ้าต้องรับปากข้าก่อน ห้ามเปิดเผยสิ่งที่ข้าเล่าต่อไปนี้ให้ใครทราบ” หลิ่งอี้ผงกศีรษะตอบรับอย่างแข็งขัน “เหตุที่ท่านอาจารย์ตงฟางลอบลงมือต่อข้านั้น ท่านอาจารย์หวังเพียงต้องการเคล็ดลับเร้นกายของข้าใช้ทั้งกำลังและคำพูดบีบครั่นให้ข้าเปิดปาก ทว่าในวินาทีนั้นข้าไม่กล้าแม้แต่ปริปากออกไปข้ากลัวหากข้าเอ่ยปากออกไป…ข้าอาจสิ้นชีพด้วยน้ำมือท่านอาจารย์ ” หลิ่งอี้ที่ยืนนิ่งพิงระเบียงกำลังสดับรับฟังทุกถ้อยคำมันไม่กล้าแม้แต่หายใจเรื่องราวชวนขนหัวลุกของสหายมันชั่งเกินกว่าที่คาดคิดอย่างมาก“แล้วเจ้าเอาตัวรอดออกมาได้เยี่ยงไร” หลิ่งอี้จ้องมองเฟยซุนเป็นดั่งดาววิบัติพบเจอแต่ความโชคร้ายเสมอ
“แต่ในความโชคร้าย มักมีโชคดีแฝงอยู่ในยามนั้นคุณหนูลี่เซียนได้แวะมาหาท่านอาจารย์พอดี นางลอบเข้ามาในตำหนักเดินตามเสียงตวาดท่านอาจารย์จนพบกับข้าที่เริ่มถูกบีบเค้นวินาทีนั้นได้นางเข้าห้ามพลันเจรจาระหว่างข้าและท่านอาจารย์ จนข้าต้องเปิดเผยตนตนที่แท้จริงออกไป” หลิ่งอี้สั่นสะท้านไปทั่วร่าง “ตัวตนที่แท้จริงของเจ้า” นัยน์ตาหลิ่งอี้หรี่หดแคบแฝงไปด้วยความใคร่รู้ ทว่าเฟยซุนกลับสงบนิ่งคลื่นระลอกของความกังวล“นามที่แท้จริงของข้า มิใช่แซ่ ฮุ่ย แต่เป็น เฟย ข้าชื่อ เฟยซุน” วินาทีนั้นนัยน์หลิ่งอี้เบิกกว้างตกตะลึงกับคำพูดหลิ่งอี้สุดขีดOoO
“จะ…เจ้า….เป็นคนของหมู่บ้านเงามังกร”มือหลิ่งอี้ชี้นิ้วไปทางเฟยซุนอย่างไม่รู้ตัว “หลังจากท่านอาจารย์ ทราบถึงนามที่แท้จริงของข้า…ข้าเกือบต้องสิ้นชีพอีกครั้ง ใครจะไปรู้ว่าสิ่งของที่ผู้นำหมู่บ้านข้าช่วงชิงกลับเป็นของกำลังนั้นที่สำนักอื่นส่งมอบให้คุณหนูลี่เซียนดีที่ครั้งนี้คุณหนูลี่เซียนออกหน้าห้ามท่านอาจารย์ตงฟางให้ยั้งมืออีกครั้ง ข้าต้องขอบคุณคุณหนูลี่เซียนที่ฉุดกระชากลากข้าจากความตายหวนให้ข้ารำลึกคืนสตินึกถึงจุดประสงค์แรกที่ข้าต้องระเห็ดมาพึ่งใบบุญของสำนักนี้เพราะอะไรข้ากล่าวทุกคำพูดที่บิดบังทุกอย่างกับท่านอาจารย์และทุกอย่างดูเหมือนกำลังคลี่คลายไปในทางที่ดีแต่คุณหนูลี่เซียนกลับยังไม่หยุด นางถึงกับหาทางออกของเรื่องนี้…ร้องข้อให้ท่านปู่ของนางรับข้าเป็นศิษย์…สายตรง”ทุกถ้อยคำที่เฟยซุนเล่าก่อนหน้านี้ทำให้หลิ่งอี้อยู่ในสภาวะตกตระลึก ทว่าสิ่งที่เฟยซุนเล่าออกมาในประโยคหลังเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดลงสตินัยน์ตาทั้งสองกลับมาควบแน่นจ้องมองสหายมันดั่งตัวประหลาดหลิ่งอี้ “ศิษย์สายตรง…จะ…เจ้าอย่าบอกนะว่าสถานะของเจ้าตอนนี้คือ…ศิษย์สายตรงของท่านผู้อาวุโสตงฟาง”น้ำเสียงหลิ่นอี้สั่นเครือเต็มไปด้วยความตกตะลึงลาน “ใช่…สถานะข้าตอนนี้คือศิษย์สายตรง”
เฟยซุนหยิบป้ายหยกสีทองให้หลิ่งอี้ดู มันใช้ทั้งสองมือประคองดูอย่างระวังสัมผัสแรกมันสามารถรับรู้ถึงกลิ่นไอพลังยุทธ์อันเหนือล้ำยากจะหาสิ่งใดเปรียบ “สิ่งนี้คือ…”หลิ่งอี้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเลื่อนลอย “ป้ายประจำตัวศิษย์สายตรงของข้า…ท่านอาจารย์บอกให้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น”เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“เจ้ารู้ไหมป้ายหยกสีทองนี้หมายถึงสถานะใด” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีตื่นตระหนกจนแทบเกือบลืมหายใจ“ศิษย์สายตรงแบ่งออกเป็นสองระดับแบบที่หนึ่ง แบบชั้นต้นป้ายหยกจะเป็นสีฟ้าครามแบบที่สองคือแบบชั้นสูงป้ายหยกจะเป็นทองภายในป้ายอัดแน่นไปด้วยพลังยุทธ์ของท่านอาจารย์ผู้นั้นป้ายหยกสีทองบ่งบอกว่าสถานะยามนี้ของเจ้าเหนือล้ำกว่าทุกคนที่อยู่ภายใต้หมู่ตึกแห่งนี้” หลิ่งอี้กล่าวโดยมิหยุดพักหายใจ ทุกส่วนในร่างมันต่างสั่นสะท้าน
“ที่กล่าวมา…เจ้าแน่นใจอย่างนั้นเหรอ ” นัยน์ตาเฟยซุนเดิมที่สงบนิ่งกลับเกิดเกลี้ยวคลื่นถาโถมเข้าใส่มัน“ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อลองอ่านที่คู่มือหน้าที่สิบสองวรรคที่สามดูสิ” หลิ่งอี้พลันล้วงเข้าไปในเสื้อมัน ยื่นคู่มือให้เฟยซุนที่สั่นสะท้านมันรีบคว้าคู่มือพลิกหนังสือไปหน้าที่สิบสองวรรคที่สามใบตามที่หลิ่งอี้บอก ไม่กี่อึดใจใบหน้ามันพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีด
ทั่วร่างมันสั่นราวกับถูกค้อนสวรรค์ทุบเข้าอย่างจังภายจิตใจบังเกิดคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบ ‘นี้มันอันใดกัน เหตุใดท่านอาจารย์ถึงมองป้ายหยกสีทองให้กับข้าทำไมสถานะข้าถึงสูงล้ำกว่าศิษย์พี่ทั้งสอง สิ่งใดที่ทำให้ท่านอาจารย์คาดหวังจากตัวข้า’
ตึกตึก ตึกตึก
เสียงหัวใจมันเต้นรั่วดังราวกับเสียงกลองปลุกใจก่อนออกศึกหลิ่งอี้ที่ต่างตกตะลึงไม่แพ้กัน มันจ้องมองเฟยซุนที่ยืนนิ่งแข็งราวกับก้อนหินหัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่ทันรู้ตัว มันสามารถรู้ได้ทันที่ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้ามันรับป้ายหยกสีทองมาโดยที่มันไม่รู้แม้แต่ความหมายทั้งยังคำที่ท่านอาจารย์ตงฟางย้ำเตือนให้ใช้ป้ายหยกทองนี้ในยามจำเป็น แสดงได้ถึงสายตาอันแหลมคมมองลักษณะคนได้อย่างทะลุปรุโปร่งศิษย์สายตรงผู้นี้ ไม่ได้อ่านคู่มือนั้นเอง นัยน์ตาหลิ่งอี้ที่กลับมาควบแน่นอีกครั้งกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ“ซุนสิ่งที่เจ้าเล่าให้ข้าฟังแต่ละเรื่องล้วนเกินความคาดหมายเหลือเกินเจ้ามาจากตระกูลเฟยที่จอมโจร เช่นเดียวกับตระกูลม่อของข้า ข้าถึงว่าเหตุใดคุณชายทั่วไปจะทราบรู้เรื่องราวของจอมโจรได้ที่แท้เจ้ามาจากตระกูลจอมโจรที่มีชื่อเสียงเหมือนกับข้า” เฟยซุนที่กำลังยืนกอดอกเปรยตามองไปยังทะเลสาบเบื้องล่างภายในหัวของมันจมไปกับการหาเหตุผลต่างๆ สติในการตอบคำของหลิ่งอี้เหลือเพียงเล็กน้อย“ใช่ข้ามาจากตระกูลเฟย” หลิ่งอี้ที่กลืนน้ำลายเสียงดังก่อนจ้องเอ่ยชุดคำถามที่มาใคร่รู้ “เจ้าเคยพบท่านลุงเฟยหลงหรือไม่ยามยังเล็กท่านพ่อข้ามักเล่าวีรกรรมให้ข้าฟังอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งท่านลุงเฟยหลงเคยร้องขอให้บิดาข้าช่วยเหลือพอรู้ตัวอีกที่ท่านทั้งสองก็เป็นสหายร่ำดื่มสุรากันบ่อยครั้ง” หลิ่งอี้จ้องมองไปยังทะเลสาบด้วยท่าทีสงบเฟยซุนที่ยังจมอยู่กับการครุ่นคิดมันใช้สติเก้าในสิบส่วน ค้นหาเหตุผลที่สมควรของท่านอาจารย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย “ใช่…เฟยหลงเป็นบิดาข้าเอง”
ทั่วร่างหลิ่งอี้แข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ดวงตากลับเหม่อลอยอีกครั้ง ื่อราวกับท่อนหินียงเลื่อนลอยวยท่าทีสงบน่งมู่ตึกนี้เสียอีกไปด้วยพลังยุทธ์ของท่านอาจารย์ผู้นั้นอ้าปากค้างอย่างตระหนก*0* คำกล่าวของสหายมันร่างกายมันเหมือนไร้เรี่ยวแรง คางที่แข็งค้างพลันร่วงหล่นกระแทกระเบียงมันรีบดีดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว…พลันจับเฟยซุนเขย่ามันอย่างตื่นเต้น “ซุน เจ้าบอกว่าอย่างไรนะท่านลุงเฟยหลงเป็นบิดาเจ้าอย่างนั้นเหรอ?” เฟยซุนที่ถูกเขย่าหลุดจากการครุ่นคิด กลับจองมองหลิ่งอี้ด้วยความงุนงง“เจ้าเป็นอันใดไปทำไมคางเจ้าถึงมีรอยถลอก” ทว่าดวงตาหลิ่งอี้กลับเป็นประกาย “ซุน ท่านลุงเฟยหลงเป็นบิดาเจ้าจริงๆใช่ไหม?” เฟยซุนที่ฟื้นคืนสติสามารถจดจำคำถามได้ทันที “ใช่…บิดาข้าเอง”
หลิ่งอี้ใช้มือขวาเช็ดคราบเลือดที่ใต้คางออกอย่างไม่ใส่ใจ“เจ้ารู้ไหมบิดาเราทั้งสองเป็นต่างเป็นสหายกัน” ดวงตาหลิ่งอี้เอ่ยขึ้นอย่างเป็นประกาย เฟยซุนที่สดับรับฟังคำกล่าวของหลิ่งอี้ครานี้มันทั่วร่างกลับต้องสั่นสะท้าน“เจ้าพูดจริงหรือตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่เคยพบหน้าบิดาข้าสักครา อย่างดีที่สุดก็พบเพียงแต่เศษเสี้ยวปราณที่บิดาข้าทิ้งไว้” หลิ่งอี้ที่ยังไม่หายจากความตื่นเต้น “อีกสามอาทิตย์ จะมีการจัดทดสอบผลของการฝึกฝนเมื่อการทดสอบเสร็จสิ้นทางหมู่ตึกอนุญาตให้บรรดาเหล่าศิษย์สามารถหยุดพักได้เจ็ดวัน…เจ้าต้องตามข้ากลับไปที่หมู่บ้านพร้อมกัน เมื่อท่านพ่อข้าพบเจ้าและทราบว่าเป็นบุตรของสหายท่านต้องดีใจมากแน่น” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยดวงตาอันเป็นประกายทว่านัยน์เฟยซุนกลับขุ่นมัว ความกังวลใจก่อกำเนิดขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว