ทุกคำเป็นดั่งเสียงของสายฟ้าฟาดที่ดังลั่นไปทั่วบริเวณแม้จะมีผู้คนอยู่มากมายนับหมื่นแต่กลับมีเพียงความเงียบงันเท่านั้น พวกเขาทั้งหลายต่างมองไปยังเมิ่งฝานที่อยู่ใจกลางลานประลองทั้งสิ้น
แม้ว่าเวลานี้ผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางแท่นประลองสีเลือดจะมีใบหน้าหล่อเหลาและอ่อนเยาวน์แต่ก็ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอีกเลย
น่าขัน หากผู้ใดยังกล้าที่จะประมาทผู้ที่สามารถสังหารศัตรูได้เพียงดีดนิ้วทั้งยังทำให้คนอีกมากมายหนีตายกระเจิดกระเจิงไปเช่นนี้ เกรงว่าต่อให้ตายไปแล้วก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายอย่างไร
“เจ้า...รนหาที่ตาย!”
เสียงอันเยือกเย็นดังจากปากของสวีจ้านจากนั้นเขาก็เดินขึ้นหน้าไปพร้อมพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาทั่วร่างแล้วกลายเป็นชุดเกราะที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ยามนี้ต้องบอกว่าจิตสังหารของสวีจ้านนั้นมีมากมายถึงขีดสุดแล้วก็ว่าได้เขานึกไม่ถึงเลยว่าเมิ่งฝานจะคล้ายดั่งปีศาจได้ถึงเพียงนี้ มีกลยุทธ์พลิกแพลงมากมายหากวันนี้ไม่จัดการ วันข้างหน้าคนที่ตายก็คงจะเป็นตนเองเสียมากกว่า
รูม่านตาของเขาหดเล็กลงเมิ่งฝานเดินออกมาข้างหน้าและจ้องมองสวีจ้านอย่างไม่ละสายตา หลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงดัง“ไม่ต้องพูดมาก ชีวิตของเจ้าในวันนี้...ข้าเมิ่งฝานจะขอเก็บเอาไว้เอง!”
ปลายเข็มต่อปลายเข็ม แม้ครึ่งก้าวก็จะไม่ยอมถอย
ทันใดนั้นจิตสังหารอันเยือกเย็นพลันแผ่ซ่านไปทั่วลานประลองปะทะกันอยู่ในอากาศทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก
เจ้าของสายตานับหมื่นคู่จ้องมองไปยังแท่นประลองอย่างเงียบงันแล้วหยุดหายใจไปชั่วขณะแล้วในเวลาต่อมาพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งลอยลงมาจากที่สูง เขาก็คือผู้ดูแลลานประลองแห่งนี้หงเหลย
บุคคลที่สามมองไปยังเมิ่งฝานและสวีจ้านก่อนที่หงเหลยจะประสานมือกล่าวเสียงเข้ม“ในเมื่อท่านทั้งสองจะต่อสู้ก็ต้องทำตามกฎ และกฏที่ข้าจะบอกก็คือห้ามผู้ใดลงจากแท่นประลองจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานและสวีจ้านก็พยักหน้ารับพร้อมกันนัยน์ตาของพวกเขาทั้งสองจ้องมองกันและกันโดยไม่เห็นหัวหงเหลยเลยก็ว่าได้
เมื่อเห็นว่าทั้งสองเตรียมพร้อมแล้วหงเหลยก็หาได้เอ่ยอันใดออกไปให้มากความแต่กลับถอยออกไปอย่างรู้งาน
ต่อมาเพียงไม่นานร่างที่ใหญ่ดุจขุนเขาขนาดย่อมของสวีจ้านเริ่มขยับระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านจากร่างกายราวกับว่าเป็นสัตว์อสูรในร่างมนุษย์ก็ไม่ปาน เพียงชั่วพริบตาต่อมาเขาก็พุ่งเข้าหาเมิ่งฝานด้วยความเร็ว
“เจ้าหนูเมิ่งฝานวันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า!”
เมื่อจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณเริ่มขยับพลังอันแข็งแกร่งจึงปกคลุมไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายพลังอันร้อนระอุนั้นประหนึ่งกำลังแผดเผาก็ไม่ปานเมื่อเขาพุ่งเข้าหาเมิ่งฝานความกดดันมหาศาลพลันถาโถมเข้ามา
คิดเอาไว้ไม่มีผิด เมื่ออีกฝ่ายเริ่มลงมือก็ใช้อานุภาพแห่งพลังกดดันข้าทันที
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เขาเหยียบย่ำลงไปบนพื้นก่อนจะถอดเสื้อรวมถึงเกราะอัสนีออกเผยให้เห็นผิวเนื้อด้านใน
การระเบิดพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณผู้แข็งแกร่งเมิ่งฝานไม่กล้าที่จะประมาทเลยแม้แต่น้อย
เพียงชั่วพริบตาท่อนแขนของเมิ่งฝานก็ขยับเข้ารับมือสวีจ้านโดยไม่ออมมือเลยแม้แต่น้อยเพียงชั่วพริบตาพลังปราณมหาศาลพลันแผ่ซ่าน หมัดของเขาปะทะกับสวีจ้านอย่างดุดันกลางอากาศ
ปัง!
ภายใต้พลังหมัดนั้นมีพลังอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านร่างของเมิ่งฝานลอยกระเด็นออกไปในเวลาต่อมา เลือดลมในกายของเขาเดือดพล่านพลางครุ่นคิดในใจว่าถึงอย่างไรเขาก็ยังถูกสยบด้วยขั้นพลังอยู่ดี
ต่อให้เขาได้รับพืชวิเศษมามากมายและมีวัตถุเทพมาช่วยแต่หากเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยตรงเช่นนี้ก็ยังคงเสียเปรียบสวีจ้านอยู่ไม่น้อย
สวีจ้านมองไปยังเมิ่งฝานแล้วกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าหนู ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นยามที่ข้าเย้าหยอกกับสตรีของเจ้าส่วนเจ้าก็จะถูกข้าเฉือนทีละดาบจนตาย!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาฝ่ามือของสวีจ้านก็ผ่าตรงมายังเมิ่งฝานด้วยความเร็วปานสายฟ้าเมื่ออยู่ภายใต้พลังนี้เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงพลังภายในที่แข็งแกร่งของอีกฝ่าย เพราะเวลานี้สวีจ้านกำลังมีโทสะดุจดั่งสัตว์อสูรที่เดือดดาลทรงพลังจนน่าสะพรึง!
เมื่ออยู่ภายใต้พลังปราณซึ่งเป็นดั่งสายธารหลากของยอดฝีมือเมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งแทบหยุดหายใจเขาขยับแขนทั้งสองข้างพลางขยับขึ้นหน้าแทนที่จะถอยหลัง และขณะเดียวกันก็ชกออกไป
หมัดเงี้ยวโลกันตร์!
วรยุทธ์ของตระกูลเมิ่ง ยามนี้ที่ฝ่ามือของเมิ่งฝานมีเส้นเอ็นปูดนูนสุริยันทั้งสามสอดผสาน แสงอันร้อนระอุพลันแผ่ซ่านออกมาจากฝ่ามือในทันใด
แล้วในชั่วพริบตาต่อมาหมัดทั้งสองของเมิ่งฝานก็ปะทะเข้ากับหมัดของสวีจ้านที่กลางอากาศอย่างดุดัน
ปัง!
เสียงปะทะดังลั่นอากาศรอบตัวสั่นสะท้าน เมื่ออาศัยพลังความแข็งแกร่งของหมัดเงี้ยวโลกันตร์เมิ่งฝานก็ไม่ได้กระเด็นออกไปเช่นเมื่อครู่
สุริยันทั้งสามสอดผสาน เพียงชั่วพริบตาพลังปราณในร่างกายพลันระเบิดตัวขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ใช้ยาตราเซียนเหินผสานกับพลังของหมัดเงี้ยวโลกันตร์ต่อสู้กับสวีจ้านต่อไป
ปัง! ปัง! ปัง!
เงาหมัดจากการต่อสู้ในลานประลองเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าทั้งสองต่างก็เคยผ่านการสังหารมานับไม่ถ้วนจึงเข้าใจในมรรคาแห่งการสังหารดีลงมืออย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า ระลอกคลื่นจากการปะทะกันแผ่ซ่านไปรอบกายจนผู้คนทั้งหลายต่างมองมาอย่างตกตะลึงและอ้าปากค้างแรงกดดันนั้นทำให้พวกเขาแทบหยุดหายใจ
แค่ก!
เพียงชั่วพริบตาหมัดของสวีจ้านพลันขยับทำให้เมิ่งฝานถอยหลังไปหนึ่งก้าวขณะเดียวกันก็ใช้ฝ่ามือผ่าลงไปบนหัวไหล่ของเมิ่งฝานด้วยความเร็วปานสายฟ้า ซึ่งพลังอันแข็งแกร่งนั้นส่งผลให้กระดูกหัวไหล่ของเมิ่งฝานแทบจะแตกหักทีเดียว
แต่เมิ่งฝานก็ยังไม่ได้ขยับไปที่ใดเพียงแต่มีแววตาเหี้ยมโหด ขณะเดียวกันก็ชกใส่หน้าท้องของสวีจ้าน
ตุบ!
พลังของเมิ่งฝานในยามนี้แม้แต่หินหนักนับพันจินยังแตกกระจายร่างของสวีจ้านจึงลอยกระเด็นออกไปและกระอักเลือด
ในชั่วพริบตานี้ทั้งสองต่างก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือดแต่ว่า...มันกลับเสมอกัน!
ผู้คนทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ต่างเงียบงันไม่พูดจาหากจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณธรรมดาต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณย่อมล้วนแต่ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินหรืออาจถึงขั้นสิ้นชีพไปตั้งแต่กระบวนท่าแรก
แต่เมิ่งฝานที่อยู่บนแท่นประลองในเวลานี้กลับอาศัยความเร็วและพลังที่น่าสะพรึงของตนต่อสู้จนเสมอกับสวีจ้านทั้งยังทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้อีกด้วย นี่เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน
เซี่ยหลันยังคงยืนอยู่กับที่นางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงก่อนจะเอ่ยว่า “พลังของเขา...เพิ่มขึ้นอีกครั้งจนน่าสะพรึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
คราก่อนที่อยู่ในหอโอสถเมิ่งฝานหาได้ดุดันและร้ายกาจถึงเพียงนี้ไม่ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ตกตะลึงยิ่งกว่าผู้ใดก็คือสวีจ้านความเจ็บปวดบริเวณหน้าท้องนั้นราวกับไส้จะขาด ยามนี้เขาจึงมองไปยังเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ
เมื่อราวครึ่งปีก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มผู้นี้ทำได้เพียงหนีตายเท่านั้นแต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นานกลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
การที่อีกฝ่ายก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วทั้งที่อายุเพียงเท่านี้ช่างน่าตื่นตระหนกไม่น้อยจิตสังหารบนใบหน้าของสวีจ้านพลันมีมากกว่าเดิม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ดูท่าพลังของเจ้าจะก้าวหน้าขึ้นมาไม่น้อยเลยนะเมิ่งฝาน ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหล่าจื่อคงจะต้องสังหารเจ้าไปเสีย!”
เมื่อเอ่ยออกมาเช่นนั้นเขาก็ก้าวเดินไปเบื้องหน้าก่อนที่กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายจะแผ่ซ่านจากร่างของสวีจ้านยิ่งกว่าเดิม ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกจากร่างกายถึงขั้นที่สามารถสยบลานประลองแห่งนี้ได้เลยทีเดียว
“แปรโลหิตสังหาร!”
สวีจ้านตวาดเสียงดัง นัยน์ตาของเขาพลันแดงก่ำฉายแววแห่งความกระหายเลือดออกมาก่อนที่ร่างอันสูงใหญ่จะพุ่งเข้าหาเมิ่งฝาน
“นี่คือวิชายุทธ์ระดับอักษรหงของท่านนายกอง!”
“ไม่ผิดแน่เมื่อวิชาแปรโลหิตสังหารปรากฏขึ้นมาเช่นนี้จะทำให้ท่านนายกองกลายเป็นดั่งสัตว์ป่า!”
“ครั้งนี้เมิ่งฝานต้องตายแน่!”
โดยรอบนั้นเหล่าองครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายต่างก็มองลานประลองด้วยสีหน้าตกตะลึง นัยน์ดวงตาของพวกเขาอัดแน่นไปด้วยความยำเกรง
เมื่อวิชายุทธ์ที่น่าสะพรึงปรากฏขึ้นกลิ่นคาวเลือดพลันลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณเพียงชั่วพริบตาพลันมีฝ่ามือขนาดยักษ์ที่โอบล้อมไปด้วยพลังปราณดิ่งลงมาจากฟากฟ้า
“เมิ่งฝานต่อให้เจ้าเหมือนดั่งปีศาจเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่มากกว่าย่อมต้องตายสถานเดียวข้าสวีจ้านไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดเบื้องหลังข้าก็หาใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถรับรู้ได้ไม่!”
ฝ่ามือที่คล้ายดั่งพลังอัสนีพุ่งเข้ามาโจมตีเมิ่งฝานรูม่านตาของเด็กหนุ่มหดเล็กลงก่อนจะเอ่ยอย่างเยือกเย็น “พูดมาก!”
สองหมัดสอดผสาน แสงแห่งพลังหมัดเงี้ยวโลกันตร์พลันเปล่งประกายเจิดจ้าจนแสบตาบดบังอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝาน
ตู้ม!
ระลอกคลื่นแผ่ซ่านและดูเหมือนว่าจะทำให้เมิ่งฝานลอยกระเด็นระลอกคลื่นแห่งพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาอย่างยิ่งใหญ่นั้นเป็นถึงความแข็งแกร่งของจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณซึ่งเมื่อใช้ฝ่ามือตะปบลงมาพลังปราณนั้นจึงเป็นดั่งสายธารหลาก
แม้ว่าสวีจ้านจะเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับสองแต่สำหรับเมิ่งฝานก็แข็งแกร่งมากพอแล้ว!
ร่างของเด็กหนุ่มล่าถอยไปอย่างรวดเร็วก่อนจะใช้พลังของยาตราเซียนเหินเหยียบย่ำลงไปบนพื้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องล่าถอยไปอีกหลายก้าวและทิ้งรอยลากยาวเอาไว้บนพื้น
เมื่อเขายืนได้อย่างมั่นคงเลือดพลันทะลักขึ้นมาในลำคอแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังกลืนมันลงไป เมิ่งฝานจ้องมองไปยังสวีจ้าน ยามนี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดโดยเฉพาะหัวไหล่ที่มีบาดแผลฉกรรจ์แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถอย
“เมิ่งฝาน!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ถูกมัดเอาไว้บนเสาพึมพำออกมาดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำสีใส เดิมทีนางคิดว่าเมิ่งฝานคงไม่มาแต่นอกจากเขาจะมาช่วยตนแล้วก็ยังต่อสู้อย่างสุดชีวิตอีกต่างหาก!
นางมองไปยังเงาร่างของคนที่หัวแข็งและรู้ดีว่าตนเองคงไม่มีทางลบภาพของอีกฝ่ายออกไปจากใจได้เป็นแน่
ท้าทายองครักษ์แพรโลหิตทั้งหมดเพียงลำพังจะต้องมีความกล้าเพียงใดกัน จะต้องมีความหยิ่งทะนงตนเพียงใดกัน!
“หึ ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเจ้าจะยืนหยัดได้นานเพียงใด?”
สวีจ้านกระตุกยิ้ม ขณะเดียวกันก็ยื่นมือออกไปก่อนจะมีฝ่ามือใหญ่ดิ่งจากฟากฟ้าพุ่งใส่เมิ่งฝานอีกครั้งพลังภายในส่งเสียงคำรามประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่สอดสลับระลอกแล้วระลอกเล่า
เมื่อคนทั้งหลายมองเห็นพลังฝ่ามือดังกล่าวต่างก็รู้กันดีว่าเมิ่งฝานกำลังตกอยู่ในอันตราย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังปราณที่น่าสะพรึงเช่นนี้เขาไม่อาจหลบเลี่ยงไปที่ใดได้ถึงอย่างไรเมิ่งฝานก็เป็นเพียงจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณเท่านั้นฉะนั้นแล้วหากเผชิญหน้ากับมันโดยตรงย่อมต้องตายสถานเดียว!
ฝ่ามือใหญ่ปกคลุมแล้วในวินาทีต่อมาพลันมีกำลังภายในอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเมิ่งฝานก่อนจะมีรอยยิ้มเย็นชาทว่าอันตรายปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม
ตู้ม!
ระลอกคลื่นแผ่ซ่าน ในจุดที่เมิ่งฝานยืนอยู่มีรอยฝ่ามือขนาดใหญ่ปรากฏบนพื้นภายใต้พลังที่น่าสะพรึงพื้นเบื้องล่างจึงเต็มไปด้วยรอยร้าว
ทว่าท่ามกลางเศษฝุ่นควันที่ลอยคลุ้งกลับมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งยืนเด่นตระหง่านไม่มีสิ่งใดแปลกไปจากเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย คนผู้นั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเองเขาเช็ดเลือดที่มุมปากของตนเองพลางมองไปยังสวีจ้าน เวลานี้รอบกายของเด็กหนุ่มมีระลอกคลื่นแห่งพลังจิตอันบางเบาปรากฏขึ้นปกคลุมทั่วร่างและคือสิ่งที่ทำให้เขาสามารถต้านทานการโจมตีอันน่าสะพรึงเมื่อครู่ได้
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น “สวีจ้านเจ้ามีไพ่ราชาแล้วคิดว่าข้าจะไม่มีอย่างนั้นหรือ? ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือไร...ชีวิตของเจ้าจะต้องเป็นของข้า!”