หลี่จิ่งหนานหันหน้ามามอง“เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เสี่ยวโต้วจื่อทำหน้างงงวย“???”
หลี่จิ่งหนานรออยู่ครู่หนึ่งเห็นเขาไม่พูดอะไรก็เลิกคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์
เสี่ยวโต้วจื่อสะดุ้งรีบตอบ “ฝ่าบาท หากไม่มีรับสั่ง แม่นางหวาคงไม่สามารถเข้าวังได้พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จิ่งหนานพยักหน้าเห็นด้วยรู้สึกว่าบ่าวโง่ของตนก็พูดจาฉลาดขึ้นมาบ้าง “เจ้าพูดถูก ตอนนี้นางคงรู้สึกเสียใจและหงุดหงิดมากต้องอยากเจอหน้าข้ามากแน่ๆ! ข้าต้องให้โอกาสนางสิ! ไป! ประกาศราชโองการ เรียกซือปิงฟูเหรินเข้าเฝ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวรับคำสั่ง”เสี่ยวโต้วจื่อค้อมกายก่อนจะถอยออกไป
หลี่จิ่งหนานจึงปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอารมณ์ขุ่นมัวที่สะสมมาหลายวันสลายหายไปในพริบตา!
“ที่จริงมันง่ายมากนี่นาข้าไม่ออกจากวัง ก็ให้นางเข้ามาในวังก็ได้...” หลี่จิ่งหนานเอนหลังอย่างสบายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
เขาหยิบเศษกระจกชิ้นหนึ่งขึ้นมาเล่นพลิกไปมาสะท้อนสิ่งของต่างๆ ในห้องอักษร แล้วจินตนาการถึงภาพตอนที่หวาชิงเสวี่ยได้พบตน
นางอาจจะมองเขาด้วยสีหน้าสำนึกผิดแล้วกล่าวโทษตัวเอง “ข้าไม่ควรพูดกับเจ้าแบบนั้น ข้าร้อนใจมากเกินไป กลัวว่าเจ้าจะทำผิดพลาดจึงได้พูดจาเกินเลยไป ต่อไปอย่าไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันอีกได้หรือไม่....”
หรือนางอาจจะยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนเช่นเคยแล้วลูบศีรษะเขาเบาๆ พลางกล่าวว่า “อะไรกัน ยังโกรธอยู่อีกหรือ?เจ้าเป็นชายอกสามศอก ต้องใจกว้างหน่อยสิ เอาเถอะอย่าโกรธเลย ข้าเอาของดีมาให้เจ้าด้วยนะ...”
ยิ่งคิด หลี่จิ่งหนานก็ยิ่งรู้สึกดี
หวาชิงเสวี่ยเป็นห่วงเขาที่สุดนางหายโกรธเขาแล้วแน่ๆ
ขณะที่หลี่จิ่งหนานกำลังมีความสุขอยู่นั้นก็เห็นเสี่ยวโต้วจื่อรีบร้อนกลับเข้ามา
“ไปประกาศราชโองการแล้วหรือ?”หลี่จิ่งหนานถาม
เสี่ยวโต้วจื่อส่ายหน้าใบหน้าเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ หน้าอกยังกระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อย อากาศในฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นสบายเช่นนี้กลับมีเหงื่อออกได้แสดงว่าเขาวิ่งมาตลอดทาง
“ฝ่าบาท แม่นางหวาล้มป่วยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”เสี่ยวโต้วจื่อตอบพลางหอบหายใจ “แม่ทัพฟู่เพิ่งจะมาเชิญหมอหลวงไป!”
สีหน้าของหลี่จิ่งหนานเปลี่ยนไปเขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้! ด้วยแรงที่มากเกินไป ทำให้ถูกเศษกระจกบาดเป็นแผล มีเลือดซึมออกมา
เสี่ยวโต้วจื่อเห็นเลือดสีแดงสดไหลออกมาเขาก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด ร้องอุทานเสียงหลง “ฝ่าบาท!”
หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้วแล้วโยนเศษกระจกในมือทิ้งไม่คิดจะทำแผล แค่เช็ดลวกๆ ไม่กี่ครั้งแล้วก็รีบเดินออกไป “เร็ว! พวกเราก็ไปดูกัน!”
หมอหลวงเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของฮ่องเต้และสนมนางในภายในพระราชวังเหล่าขุนนางผู้ใหญ่และเชื้อพระวงศ์ผู้มีความดีความชอบก็มีสิทธิ์เรียกใช้หมอหลวงได้แต่โดยปกติแล้วคนเหล่านี้จะมีหมอที่เลี้ยงดูไว้เองอยู่แล้ว เหมือนกับที่คนในยุคปัจจุบันมีแพทย์ประจำตระกูล
จวนเว่ยหย่วนโหวก็มีหมอของตนอยู่แล้วการที่ฟู่ถิงเย่อุตส่าห์เสียเวลาเข้าวังเพื่อมาเชิญหมอหลวง แสดงว่าอาการป่วยของหวาชิงเสวี่ยนั้นหนักหนามากหากเป็นเพียงอาการหวัดธรรมดา แค่หมอทั่วไปก็สามารถรักษาได้แล้ว
หลี่จิ่งหนานนั่งอยู่ในเกี้ยวรู้สึกกระวนกระวายใจ
“นางจะป่วยได้อย่างไร?เหตุใดถึงป่วยกะทันหันได้? นางป่วยเป็นอะไร?ตอนที่ข้ากับนางอยู่ในเมืองเหรินชิวต้องทนความหนาวและความหิวโหยทุกวันยังไม่เห็นว่านางจะป่วยเลย...” หลี่จิ่งหนานบ่นพึมพำ ในใจก็รู้สึกร้อนรน “หรือจะเป็นเพราะปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศไม่ได้?แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนนางยังสบายดีอยู่เลยนี่นา...”
เสี่ยวโต้วจื่อไม่ได้พูดอะไรก้มหน้าหดคอ แล้วภาวนาในใจ ขอให้สวรรค์คุ้มครองหวาชิงเสวี่ยให้ปลอดภัยด้วยเถอะ...
...
อาการป่วยของหวาชิงเสวี่ยมาอย่างกะทันหันและแปลกประหลาด
หลังจากที่นางหลับไปก็ไม่ได้สติขึ้นมาอีกเลย
ตอนแรกฮวนเอ๋อร์เห็นว่านางหลับลึกคิดว่าเมื่อคืนหวาชิงเสวี่ยคงจะทำงานหนักเกินไป จึงไม่ได้ปลุกให้ตื่นมาทานอาหารเช้าแต่หวาชิงเสวี่ยนอนหลับไปจนถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วก็ยังไม่ตื่น
คราวนี้ฮวนเอ๋อร์ถึงเริ่มใจเสียนางกับสี่เอ๋อร์ลองเรียกหวาชิงเสวี่ยแล้ว แต่เรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น ทั้งสองจึงรีบไปแจ้งให้ฟู่ถิงเย่ทราบ
ตอนนั้นฟู่ถิงเย่อยู่ในค่ายทหารรักษาความสงบประจำเมืองเซิ่งจิงพอได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นกับหวาชิงเสวี่ย ก็ทิ้งเหล่าทหารทั้งหมดในทันที แล้วพาหมอไปที่นั่น
ท่านหมอตรวจอาการแล้วก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรฟู่ถิงเย่จึงส่งคนไปเชิญหมอหลวงมา
ตอนที่หลี่จิ่งหนานมาถึงหมอหลวงก็กำลังตรวจอาการให้หวาชิงเสวี่ย
“เกิดอะไรขึ้น?!หวาชิงเสวี่ยเป็นอะไรไป?!” หลี่จิ่งหนานตะโกนถามอย่างร้อนใจเมื่อเข้าไปในห้อง
ฟู่ถิงเย่เหลือบมองเขาด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจแต่ก็ยังคงเกรงใจหลี่จิ่งหนาน จึงกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าฝ่าบาทเสด็จมา มีความผิดที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับขอฝ่าบาททรงอภัย”
หลี่จิ่งหนานจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าในห้องเงียบสงัดและตอนนี้มีหมอหลวงกำลังตั้งใจตรวจชีพจรให้หวาชิงเสวี่ย
เขาจึงเงียบเสียงลงแล้วไปอยู่ข้างฟู่ถิงเย่ ถามด้วยเสียงที่เบาลง “หวาชิงเสวี่ยเป็นอะไรกันแน่?เป็นโรคอะไร? อาการหนักหรือไม่?”
“ฝ่าบาท” ฟู่ถิงเย่ก้มหน้าแล้วมองเขา“เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของอาการป่วย จึงต้องเชิญหมอหลวงหวังมาตรวจรักษา”
หลี่จิ่งหนานถามอย่างร้อนใจ“แล้วตรวจพบอะไรบ้างหรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าเคร่งเครียดแล้วมองไปที่หมอหลวง
ในขณะนั้นเอง หมอหลวงที่กำลังตั้งใจตรวจชีพจรก็หันกลับมาเห็นหลี่จิ่งหนานก็ตกใจ รีบเตรียมตัวจะทำความเคารพ
หลี่จิ่งหนานโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์“ไม่ต้องมากพิธีๆ! รีบบอกมาว่านางเป็นอะไร?”
หมอหลวงหวังทำหน้าลำบากใจส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมไม่ทราบ...”
หลี่จิ่งหนานถึงกับโมโห!“เจ้าตรวจมาตั้งนานยังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรเนี่ยนะ?!”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแน่นถึงแม้จะรู้สึกโมโหกับคำตอบแบบนี้ แต่ก็พูดจาสุภาพกว่าหลี่จิ่งหนาน “หมอหลวงหวังเป็นถึงหมอผู้มีทักษะโดดเด่นท่านโปรดตั้งใจตรวจอีกครั้ง แม่นางหวาเป็นถึงซือปิงฟูเหรินผู้ดูแลอาวุธไฟของแคว้นต้าฉีจะปล่อยให้มีเรื่องผิดพลาดไม่ได้”
หมอหลวงหวังก็ทราบดีว่าหวาชิงเสวี่ยมาจากค่ายชิงโจวมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฟู่ถิงเย่ และตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะเป็นคนโปรดของฮ่องเต้เสียด้วย
เขาจึงไตร่ตรองคำพูดแล้วตอบว่า“แม่นางหวาไม่มีบาดแผลภายนอก ชีพจรก็มั่นคงแข็งแรง อย่างน้อยตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่การนอนหลับไปเท่านั้นส่วนสาเหตุที่สลบไม่ได้สตินั้น...”
หมอหลวงหวังหยุดพูดครู่หนึ่งมองไปที่ฟู่ถิงเย่กับหลี่จิ่งหนาน ก้มตัวลงแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมสงสัยว่าแม่นางหวาอาจจะบาดเจ็บที่นี่...”
เขาพูดพร้อมกับชี้ไปที่ศีรษะของตน
“หัว?”หลี่จิ่งหนานถามอย่างร้อนใจ “นางหัวกระแทกหรือว่าหกล้มที่ไหนกัน?”
อาการของหวาชิงเสวี่ยนั้นฟู่ถิงเย่ได้สอบถามจากฮวนเอ๋อร์มาหมดแล้ว
“นางไม่ได้หกล้ม หรือหัวกระแทกเมื่อคืนนี้นางวาดภาพร่างจนถึงกลางดึก แล้วก็เข้านอนโดยไม่ได้กินอาหารเย็น” ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแล้วกล่าวเสียงเครียด“เมื่อหลายเดือนก่อน นางเคยถูกผลักตกจากหลังม้า ทำให้หัวกระแทกอย่างรุนแรง ตอนนั้นปวดหัวมากแล้วก็หายเอง ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่...”
“ในสำนักหมอหลวง มีหมอหลวงหลูที่เชี่ยวชาญในอาการป่วยประเภทนี้ฝ่าบาทและท่านแม่ทัพลองเรียกหมอหลวงหลูมาตรวจดูเป็นอย่างไร?”
ฟู่ถิงเย่ใช้ชีวิตอยู่ชายแดนมานานไม่คุ้นเคยกับผู้คนในเมืองหลวง จึงไม่ทราบว่าหมอหลวงหลูที่ถูกแนะนำมานั้นเป็นใคร
หลี่จิ่งหนานจึงตะโกนเรียกเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ด้านหลัง“รีบไปเรียกหลูเจิ้งชิงที่สำนักหมอหลวงมา!”
...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าตนนอนหลับไปนานมากตอนที่รู้สึกตัวขึ้นมา เปลือกตาหนักอึ้งและรู้สึกไม่สดชื่น เหมือนกับคนที่นอนหลับนานเกินไปจนรู้สึกมึนงง
นางประคองหัวลุกขึ้นจากที่นอนรู้สึกกระหายน้ำ ขณะจะลงจากเตียงไปดื่มน้ำ ก็มีถ้วยน้ำมาจ่อที่ปากของนางเสียก่อน
หวาชิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าในห้องมีคนอยู่มากมาย
คนที่ยื่นน้ำให้คือสาวใช้คนสนิทของนางฮวนเอ๋อร์ นอกจากนี้ยังมีฟู่ถิงเย่ หลี่จิ่งหนาน เสี่ยวโต้วจื่อ และชายไว้หนวดเคราคนหนึ่งที่ดูจากท่าทางแล้วอายุราวๆสามสิบ
“ทำไมถึง...” นางสับสนมึนงงไปหมดนี่มันเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดทุกคนถึงมาอยู่ในห้องของนางได้?
โดยเฉพาะฟู่ถิงเย่ ไม่ใช่ว่าเขามีความระมัดระวังเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงมากที่สุดหรือ?แม้แต่เด็กอายุเก้าขวบยังไม่ยอมให้เข้าใกล้ แต่กลับยอมอนุญาตให้ชายแปลกหน้าเข้ามาในห้องของนางได้?
“เจ้านอนหลับไปสองวันเต็ม!”หลี่จิ่งหนานเข้ามาใกล้เตียง มองสำรวจนางด้วยความเป็นห่วง “ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?ยังปวดหัวอยู่หรือไม่?”
สองวัน?
หวาชิงเสวี่ยเหลือบมองไปนอกหน้าต่างดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า แสงสีทองอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในห้อง ทำให้รู้สึกสับสนระหว่างช่วงโพล้เพล้กับรุ่งเช้า
“หมอหลวงหลู อาการสลบของนางเกิดจากอะไร?ต้องใช้ยาอย่างไร?” ฟู่ถิงเย่ถามหลูเจิ้งชิงด้วยสีหน้าจริงจัง
พอหวาชิงเสวี่ยได้ยินคำพูดของฟู่ถิงเย่ก็หันไปมองชายหนุ่มคนนั้น ที่แท้คนนี้เป็นหมอหลวงนี่เอง...
เช่นนั้นก็แสดงว่า นางสลบไปจริงๆไม่ได้แค่นอนหลับ?
นางพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนสลบไปแต่กลับจำได้แค่ว่าตนกำลังวาดภาพร่างของกล้องส่องทางไกล
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนใจหล่นวูบหรือว่า...
“แม่นางหวา ข้าขอตรวจชีพจรให้ท่านอีกครั้ง”หลูเจิ้งชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หวาชิงเสวี่ยได้สติกลับคืนมาจึงยื่นมือออกไป “รบกวนท่านแล้ว”
หลูเจิ้งชิงวางนิ้วลงบนข้อมือของนางเบาๆขณะนั้นในห้องเงียบสงัด ทุกคนจ้องมองมือของหลูเจิ้งชิงที่กำลังตรวจชีพจรด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ครู่หนึ่ง หลูเจิ้งชิงก็เก็บมือกลับมาแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้แม่นางหวาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว”
“ตอนนี้?แล้วอาการปวดหัวของนางจะกลับมาอีกหรือไม่? ไม่สามารถรักษาให้หายได้หรือ?”ฟู่ถิงเย่ถามพลางขมวดคิ้ว
หลี่จิ่งหนานก็จ้องมองหลูเจิ้งชิงตาไม่กะพริบ
หลูเจิ้งชิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “แม่นางหวากังวลมากเกินไป ต่อไปต้องพักผ่อนให้เพียงพอ”
คำพูดที่เหมือนจะไม่มีอะไรเช่นนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่พอใจ หลี่จิ่งหนานจึงโมโหขึ้นมาทันที “นางป่วยเป็นอะไรกันแน่?!เจ้าก็บอกมาสิ!”
หลูเจิ้งชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า“ฝ่าบาทโปรดอภัย อาการป่วยของแม่นางหวาหายากมาก แม้ว่ากระหม่อมจะใช้เข็มทองยับยั้งอาการไว้แล้วแต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาการปวดหัวนี้ต่อไปก็คงทำได้เพียงแค่ค่อยๆ บำรุงร่างกายไปเพื่อป้องกันไม่ให้กำเริบอีก”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสียงเบา “อาการของแม่นางหวาค่อนข้างแปลก ฝ่าบาทโปรดพระราชทานอนุญาตให้กระหม่อมพูดคุยกับแม่นางหวาเป็นการส่วนตัวเพื่อทำความเข้าใจอาการป่วยด้วย”
ทุกคนในห้องต่างก็แสดงสีหน้าตกใจออกมา
เคยได้ยินแต่หมอคุยอาการกับญาติแต่ไม่เคยได้ยินว่าหมอจะทิ้งญาติไป แล้วคุยอาการกับคนป่วยเป็นการส่วนตัว แน่นอนว่าคนในห้องนี้ก็ไม่สามารถนับว่าเป็นญาติของหวาชิงเสวี่ยได้
อีกอย่าง ชายหญิงอยู่กันตามลำพังพูดคุยกันสองต่อสอง...ทำให้ฟู่ถิงเย่รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
แต่ว่าก่อนที่ฟู่ถิงเย่จะได้พูดอะไรหลี่จิ่งหนานกลับตัดสินใจไปเองแล้ว!
“ได้ รีบไปถามเลย! ถามให้กระจ่างแล้วค่อยมาบอกข้าว่านางเป็นอะไรกันแน่!”หลี่จิ่งหนานกล่าวอย่างหนักแน่น และตัดสินใจไปเอง ราวกับว่าตนเป็นคนสนิทที่สุดของหวาชิงเสวี่ยโดยไม่ได้ถามความเห็นของคนอื่นๆ เลย
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ดูไม่สู้ดีนักแต่การขัดพระราชโองการก็ดูจะไม่เหมาะสมเช่นกัน...
หวาชิงเสวี่ยเพิ่งจะตื่นขึ้นมายังมีอาการมึนๆ จึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “อืม ท่านหมอมีคำถามอะไรก็ถามมาได้เลยเจ้าค่ะ...”
หลี่จิ่งหนานดึงแขนเสื้อของฟู่ถิงเย่แล้วลากออกไปข้างนอก เหมือนกับว่าเขาเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ “ออกไปกันเถอะ ออกไปกันเถอะ!เดี๋ยวค่อยเข้ามาถามใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ฟู่ถิงเย่หันไปมองหวาชิงเสวี่ยเห็นนางยังคงมีอาการเหม่อลอย แต่สภาพจิตใจยังดูดีอยู่ จึงค่อยวางใจแล้วเดินออกจากห้องไป
หลังจากที่ทุกคนออกไปหมดแล้วหวาชิงเสวี่ยก็กล่าวกับหลูเจิ้งชิงว่า “หมอหลวงหลูมีอะไรอยากถามก็พูดได้เลยเจ้าค่ะ”