บทที่ 36
หัวหน้าเผ่ามารปรากฎกาย!
“ท่านผู้อาวุโสโม่ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!”
ณ ลานกว้างไท่ซู่
เสียงร้องด้วยความร้อนใจ ทำลายความเงียบสงบ โม่เฟยเหยียนผู้นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ รูปร่างอวบอัดยั่วยวนของนางได้ยินเสียงร้องนั่น ก็พลันลืมตาราวกับนกยูงรำแพน พลางมองไปยังคนแก่ผมขาวที่บินมาอย่างรวดเร็วและเย็นชา
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากแดงเผยอถามอีกฝ่ายว่า “ท่านผู้อาวุโสหยางมีสิ่งใดหรือ? เหตุใดถึงได้ร้อนใจเช่นนี้?” ผู้อาวุโสหยาง ผู้บำเพ็ญขอบเขตเสินทงขั้นปลาย หากอยู่ภายนอกก็นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง ทั้งยังถูกผู้คนเคารพเรียกว่าซ่างเซียน
แต่ในตอนนี้ เขากลับเหงื่อท่วมหัว ใบหน้าซีดขาวเพราะความร้อนใจ ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง หน้าที่หลักของเขาคือดูแลป้ายชื่อของบรรดาศิษย์ที่เข้าไปในแดนลับหวงเหยา
สองวันนี้ เหมือนอย่างเช่นเคย เขางีบหลับไปครู่หนึ่ง พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!”
“แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นเล่า?” เห็นท่าทางตกใจจนหลุดโลกของผู้อาวุโสหยาง หัวใจของโม่เฟยเหยียนก็อดหนักอึ้งไม่ได้
“ป้ายชื่อศิษย์ที่เข้าไปในแดนลับหวงเหยาแตกเป็นจำนวนมาก”
“อะไรนะ?!” โม่เฟยเหยียนคว้าผู้อาวุโสหยางเอาไว้ทันที พลางถามด้วยเสียงตกใจ
“แตกไปเท่าไหร่?” ใบหน้าของผู้อาวุโสหยางซีดเผือด สายตาของเขาเหม่อลอยไปก่อนที่จะตอบ
“775 อัน ได้แตกไปหมดแล้ว”
“ป้ายชื่อของฉู่ซิว และเย่ฝาน ยังปลอดภัยดีหรือไม่?” ใบหน้าของโม่เฟยเหยียนร้อนรน ไม่มีความสงบนิ่งเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
“ป้ายชื่อของพวกเขายังไม่แตก” เมื่อได้รับคำตอบ โม่เฟยเหยียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ขมวดคิ้วพลางพึมพำกับตัวเอง
“ต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในแดนลับหวงเหยาเป็นแน่! มีศิษย์ตายมากมายขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย!”
“มิได้! เรื่องนี้เร่งด่วน ข้าต้องรายงานท่านจอมเทพเดี๋ยวนี้”
พอดีกับตอนนั้นเอง เหนือลานกว้างไท่ซู่ มิติในห้วงอากาศแยกออกเป็นประตู ทันใดนั้นเองที่เงาของหญิงสาวสองคนก้าวออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างสง่างาม
หญิงสาวทางด้านซ้ายสวมชุดกระโปรงยาวสีขาว ผมยาวสีฟ้าอมเขียวเป็นลอนคลื่นอย่างธรรมชาติ ปล่อยสยายลงมาด้านหน้า รูปร่างอรชรงดงามน่าหลงใหล นางหลับตา ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นศูนย์กลางของโลก สวยงามล้ำเลิศและทรงพลังอย่างน่าอัศจรรย์
ทางด้านขวาเป็นหญิงสาวในชุดกระโปรงขนนกสีขาว รูปร่างสูงโปร่งบอบบาง เอวคอดสะโพกผาย ใบหน้างามดุจเทพธิดา
“คารวะท่านจอมเทพและท่านเจ้าขุนเขาแห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย” ทั้งสองรีบคำนับ
ไท่ซู่จื่อนิ่งเงียบไม่พูดอะไร นางสะบัดแขนเสื้อเพียงเล็กน้อย เหนือลานไท่ซู่กว้างใหญ่ก็ปรากฏคลื่นระลอกยาวราวกับผิวน้ำ
ภาพอันอัศจรรย์เช่นนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจของลูกศิษย์คนอื่น ๆ บนลานได้อย่างแน่นอน พวกเขาต่างพากันเงยหน้ามองขึ้นไป
“เกิดอะไรขึ้น”
“มีใครบางคนกระทำการบางอย่างในแดนลับหวงเหยา”
“ท่านจอมเทพ นี่มัน…” ผู้อาวุโสหยางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะหันไปถามโม่เฟยเหยียน
โม่เฟยเหยียนจึงอธิบายว่า “ท่านจอมเทพกำลังเบิกเนตรจักษุมายาอันยิ่งใหญ่ ตรวจดูเหตุการณ์ในแดนลับหวงเหยา"
“นั่นเป็นแดนลับเล็ก ๆ ที่ขอบเขตจักรพรรดิผู้สูงส่งสร้างขึ้น มีเพียงท่านจอมเทพผู้เป็นขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงจะทำได้ถึงขั้นนี้”
เฉียวเหมิงเตี๋ยเงยหน้า มองขึ้นไปยังคลื่นพลังที่กระเพื่อมบนท้องฟ้า ยามนี้ ภายในใจของอาจารย์ผู้เป็นเจ้าขุนเขานั้นสับสนยิ่งนัก ไม่รู้ว่าควรหวังให้ฉู่ซิวประสบเคราะห์กรรมในแดนลับนั่นหรือไม่
ขณะเดียวกัน ภายในแดนลับหวงเหยา ฉู่ซิวผู้กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยวิชาอักขระลับสิงจื่อ ร่างของชายหนุ่มหยุดฝีเท้ากะทันหัน ก่อนที่จะยืนอยู่บนกิ่งไม้ยักษ์ที่สูงนับพันจั้ง เงยหน้ามองท้องฟ้า
เห็นบนท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส
ดวงตาดวงหนึ่งที่บดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ ขอบ ๆ เต็มไปด้วยเส้นเลือดเล็ก ๆ ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน กวาดไปรอบด้านอย่างไม่สงบ
“มีคนภายนอกสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของแดนลับแล้วหรือ?!” ในขณะนี้ ไม่ได้มีเพียงแต่ศิษย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่เท่านั้น แม้แต่พวกเผ่ามารก็สังเกตเห็นดวงตาขนาดมหึมาบนท้องฟ้าเช่นกัน
รับรู้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลของขอบเขตจักรพรรดิที่แผ่ออกมาจากดวงตานั้น และไม่ว่าจะเป็นเผ่ามารหรือมนุษย์ต่างอดไม่ได้ที่จะคุกเข่าลง
“นั่นมันอะไร?”
“มีผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่ามนุษย์ จะลงมือกับพวกเรางั้นหรือ?” เผ่ามารตกใจ หวาดกลัวจนตัวสั่น
ศิษย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ที่ถูกเผ่ามารไล่ล่าต่างดีใจสุดขีด ร้องห่มร้องไห้ ในที่สุดก็มีผู้ยิ่งใหญ่ของแดนศักดิ์สิทธิ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอันน่าตกใจของแดนลับ
“ช่วยด้วย!”
“ข้าไม่อยากตาย…”
ในใจกลางของแดนลับหวงเหยา ค่ายใหญ่ของเผ่ามาร บนยอดเขาสีดำขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านขึ้นไปถึงท้องฟ้า
ร่างคนที่มีเกล็ดสีแดงทั่วร่าง มีเขาสองเขาบนศีรษะ สูงเกือบหนึ่งจั้ง รูปร่างแข็งแรงกำยำ กล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ แบกกระบี่ใหญ่ไว้บนหลัง เงยหน้ามองท้องฟ้า
ด้านหลังของมัน มีพวกมารอีกนับร้อยที่คุกเข่าครึ่งตัว จ้องมองเงาร่างสูงใหญ่ด้านหน้าด้วยสายตาคลั่งไคล้ และนั่นก็คือหัวหน้าใหญ่ของพวกมัน ผู้ที่จะนำพาพวกมันไปสู่อิสรภาพ
ปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวของหัวหน้าใหญ่แยกออก ส่งเสียงหัวเราะเย็นชาราวกับเสียงเลื่อยไม้
“ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครสามารถโจมตีพวกเราในแดนลับหวงเหยาได้หรอก แม้แต่ขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์ก็ทำไม่ได้”
“พวกมนุษย์ทำได้แค่มองพวกเราจากภายนอกเท่านั้น ทำอะไรไม่ได้หรอก”
กรงเล็บที่เต็มไปด้วยเกล็ดของหัวหน้าใหญ่โบกไปมา ส่งเสียงหัวเราะประหลาด
“ในเมื่อพวกมันอยากดู ก็ปล่อยให้พวกมันได้ดูพวกเราฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่สุดท้ายพวกมันก็หาทำอันใดได้ไม่!”
“ฮ่า ๆ ๆ”
“โอ้ว” เผ่ามารทั้งหลายส่งเสียงคำรามด้วยความตื่นเต้น
“ฆ่า ฆ่า ฆ่า”
“ฆ่ามนุษย์ให้หมด”
“แก้แค้น แก้แค้นที่ถูกจองจำนับพันปี”
“ข้าจะทรมานพวกมันจนตาย” หัวหน้าเผ่ามารสั่งการให้สานต่อการล่าฆ่ามนุษย์ ดวงตาสีแดงฉานของหัวหน้าใหญ่ขยับเล็กน้อย
เขายื่นมือล้วงเอากระจกหินสีเขียวครึ่งก้อนที่กะพริบแสงไม่หยุดออกมาจากอก
“กระจกหินตอบสนองแล้ว” หัวหน้าเผ่ามารอดหัวเราะออกมาดัง ๆ ไม่ได้ พลางพูดกับตัวเอง “หรือว่าอีกครึ่งของกระจกได้ปรากฏขึ้นแล้ว?”
“ดี! ข้าต้องหาของล้ำค่าชิ้นนี้ให้เจอให้ได้”
หัวหน้าใหญ่ชื่อเดิมคือโม่ชา เป็นเพียงมารตัวน้อยธรรมดาทั่วไป เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน เขาได้กระจกหินสีเขียวนี้มาโดยบังเอิญ ของวิเศษลึกลับชิ้นนี้มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ สามารถปิดกั้นพลังอำนาจบางส่วนของขอบเขตจักรพรรดิไท่ซู่ ได้อย่างน่าประหลาดใจ
จากการพึ่งพามันโม่ชาสามารถทำลายข้อจำกัดของแดนลับหวงเหยา ทะลุถึง ขอบเขตปี่อั้น ขั้นปลายโดยไม่ถูกกฎของแดนลับเล่นงาน
นับแต่นั้นเขาก็พุ่งทะยานขึ้น ไร้คู่ต่อกรในดินแดนลับหวงเหยา กวาดล้างเผ่ามารทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว ได้รับการยกย่องจากเผ่ามารทั้งปวงให้เป็นหัวหน้าใหญ่
ตอนนี้ รู้สึกถึงการมีอยู่ของอีกครึ่งของกระจกหิน โม่ชาย่อมดีใจเป็นธรรมดา
“หากได้อีกครึ่งที่เหลือมา รวมมันให้เป็นหนึ่งเดียว ข้าก็จะสามารถถึงขอบเขตเต๋ากงได้มิใช่หรือ?” ดวงตาสีแดงฉานของโม่จายิ่งส่องแสงเจิดจ้า
ทันทีที่สั่งการ ก็เตรียมตัวนำคนไปสืบหาด้วยตนเอง เขาต้องการหาครึ่งที่เหลือของกระจกหินให้เจอก่อนออกจากแดนลับหวงเหยา
ฉู่ซิวสัมผัสได้ถึงคลื่นตอบสนองของกระจกหิน
“ที่แท้ครึ่งที่เหลือก็อยู่ในแดนลับนี่เอง”
“ข้าจะรอพวกเจ้ามาตามหาข้า” ฉู่ซิวขยับร่างกายและเดินต่อไปยังทิศทางของหุบเขารัตติกาล ระหว่างทางผ่านลำธารเล็ก ๆ ในทุ่งหญ้า เขาเผชิญหน้ากับซูหรูเสวี่ย ที่กำลังถูกเผ่ามารไล่ล่าจนแทบจะหมดแรง
ฉู่ซิวตั้งใจจะเร่งความเร็วและจากไป เพราะเขาไม่เคยคิดจะเป็นพระเอกที่ช่วยเหลือนางเอก
แต่ว่า…
ดวงตาเหนือศีรษะของเขาอาจจะกำลังจับตามองตัวเขาอยู่ หากเขาเห็นคนตายแล้วไม่ช่วย… ความฝันที่จะเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็คงจะสลายไป
คิดได้ดังนั้น
‘โชคดีหน่อยนะเจ้าน่ะ!’ ฉู่ซิวบ่นงึมงำ มือขวาของเขาโบกไปมา กระบี่มังกรทรราชสีดำถูกกำไว้ในมือ เท้าของเขาเหยียบลงบนรอยจารึกอันศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า
ในชั่วพริบตาเขาก็ผ่านตัว ซูหรูเสวี่ยไป พุ่งเข้าใส่เผ่ามารที่กำลังคำรามอยู่ด้านหลังเธอ
“เขาคือ…”
แบกศิษย์น้องที่สลบไสลอยู่ แววตาอันสิ้นหวังของซูหรูเสวี่ยพลันวาบขึ้นด้วยประกายแห่งความหวัง
“อย่า!!” นางร้องออกมาอย่างตกใจ
เพียงแค่ชายตามองผ่านไปเท่านั้น ก็จำได้แล้วว่าผู้ที่มาเยือนเป็นใคร นั่นคือฉู่ซิวศิษย์พี่ร่วมสำนักที่อยู่ในขอบเขตกงล้อสมุทร เช่นเดียวกับนาง
ต้องรู้ไว้ว่า เหล่ามารทั้งยี่สิบกว่าตนที่อยู่ด้านหลังนั้น ตนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังมีกำลังอยู่ในขอบเขตเสินเฉียว
ในความคิดของนาง การที่ฉู่ซิวผู้อยู่ในขอบเขตกงล้อสมุทรบุกเข้ามา ไม่ใช่การมาช่วยชีวิต แต่เป็นการมาสังเวยชีวิตชัด ๆ
‘เขาตั้งใจจะสละชีวิตเพื่อช่วยข้างั้นหรือ?’
ใจของซูหรูเสวี่ยพลุ่งพล่านวุ่นวายจนถึงขีดสุด ไม่รู้ว่าควรจะซาบซึ้งใจ หรือว่า...
ตูม!
เสียงดังสนั่นดังขึ้นทางด้านหลัง โคลนดินปะปนกับซากศพที่แหลกเหลวลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ซูหรูเสวี่ยหันหน้ากลับไปอย่างยากลำบาก นางไม่กล้าจะมองชะตากรรมของ ฉู่ซิวเลยจริง ๆ แต่นางจำเป็นต้องมอง
จากนั้น ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็น ฉู่ซิวถือดาบใหญ่สีดำที่ดูเกินจริงอยู่ในมือ ฟันฉับเดียวก็ผ่าร่างของมารตนหนึ่งที่อยู่ในขอบเขตเสินเฉียวขั้นกลางออกเป็นสองท่อน ก่อนจะกระชากดาบลงมาอีกครั้ง ทุบเจ้ามารหัวหมาตนนั้นจนเละกลายเป็นโจ๊กเนื้อ… เลือดสาดกระเซ็น
นางอึ้งไป
เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ที่ลานกว้างไกลโพ้น สังเกตเห็นเหตุการณ์นี้ก็พากันอึ้งไปเช่นกัน
“บ้าไปแล้ว… เขาเป็นพวกบ้าเลือดหรือไร!!”