ทันทีที่เย่หยางเดินออกจากถ้ำเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้น ฉับพลันแท่งศิลาที่มาพร้อมลมกระโชกแรงก็โจมตีเข้าใส่เย่หยาง
ก่อนที่แท่งศิลาจะมาถึงเพียงแค่ลมพายุก็ทำให้เย่หยางหายใจลำบากแล้ว เขาตื่นตระหนกสัตว์อสูรขั้นสามย่อมมีพลังเหนือกว่าสัตว์อสูรขั้นสองมาก
เย่หยางไม่กล้าประมาทเขารีบก้าวถอยออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตี
“ตูม!” แท่งศิลากระแทกเข้าใส่ก้อนหินรอบๆจนเกิดประกายไฟปลิวว่อนไปทั่ว ส่งผลให้ก้อนหินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ในฉับพลัน
เย่หยางแอบเช็ดเหงื่อเย็นเยียบหากแท่งศิลาฟาดโดนใครสักคน คนผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่หรือไม่
เมื่อวานรพงไพรเห็นว่าการโจมตีพลาดเป้าก็ร้องคำรามพร้อมโจมตีเข้าใส่เย่หยางอีกครั้งแต่คราวนี้เย่หยางมองเห็นอย่างชัดเจน
ทุกครั้งที่วานรพงไพรโจมตีแสงสีเหลืองจะปรากฏขึ้นบนแท่งศิลา ซึ่งเย่หยางก็เข้าใจมันได้ในทันทีเพราะสัตว์อสูรก็เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์ เมื่อบรรลุถึงขั้นสามจะเกิดการพัฒนาขึ้น
หลังจากจอมยุทธ์เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ปราณแท้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ ค่อยๆ ก่อตัวเป็นพลังกำเนิดหรือแก่นแท้
หลังจากสัตว์อสูรบรรลุเป็นขั้นสามมันจะได้รับทักษะโดยกำเนิดของตนเอง ส่งผลให้พลังโจมตีเพิ่มสูงขึ้นมากถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าทักษะของวานรพงไพรที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร แต่ต้องเป็นทักษะธาตุดินอย่างแน่นอนนี่คือเหตุผลที่ทำให้แท่งศิลาทรงพลังยิ่ง
เมื่อเย่หยางทราบถึงเรื่องนี้เขาก็รู้สึกอิจฉาเขามีร่างกายแข็งแกร่งแต่ไม่รู้ว่าจะเทียบกับสัตว์อสูรขั้นสามได้หรือไม่
หัวใจของเขาเต้นระรัว หอกเหล็กดำปรากฏขึ้นฟาดเข้าใส่แท่งศิลาของวานรพงไพรอย่างรุนแรง
‘ตึง!’
ประกายไฟแลบกระจาย แรงสั่นสะเทือนเจ็บแก้วหูแขนของเขาด้านชาจนแทบจะถือหอกในมือไว้ไม่อยู่
ส่วนวานรพงไพรก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันมันถอยหลังไปห้าหกก้าวจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น ตกตะลึงอยู่นานกว่าจะตอบสนองได้ ก่อนจะร้องคำรามพร้อมโจมตีเข้าใส่เย่หยางอีกครั้ง
เย่หยางก็ดุร้ายเช่นกันเขาไม่หลบซ่อนหรือหลีกเลี่ยง แต่สวนกลับไปสุดกำลัง
หนึ่งมนุษย์หนึ่งวานรคำรามเสียงดังลั่นหลังจากผ่านไปยี่สิบกระบวนท่า เย่หยางก็ไม่สามารถถือหอกเหล็กดำไว้ได้อีกต่อไป
เย่หยางแอบทอดถอนหายใจความแข็งแกร่งของเขายังเทียบกับวานรพงไพรไม่ได้
หากนักรบทั่วไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรับรองว่าพวกเขาจะต้องสติหลุดแน่นอน เพราะเย่หยางใช้ร่างกายของนักรบต่อสู้กับสัตว์อสูรขั้นสามกว่ายี่สิบกระบวนท่าโดยไม่ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำช่างน่าตกใจนัก
เขาก้มศีรษะลงเพื่อหลบเลี่ยงแท่งศิลาพร้อมบิดตัวเตะเข้าใส่ขาของวานรพงไพร ทันใดนั้นวานรพงไพรก็เริ่มเสียสมดุลร่างลอยหมุนคว้างกลางอากาศ
เย่หยางถือโอกาสหยิบหอกเหล็กดำขึ้นมาเมื่อมองดูวานรพงไพร หนังศีรษะของเขาก็ด้านชาทันทีเขาเห็นวานรพงไพรมากกว่าร้อยตัวทั้งเล็กใหญ่วิ่งมาหาเขาอย่างบ้าคลั่งเย่หยางรีบหันหลังวิ่งหนีไปโดยไม่คิดชีวิต
บังเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้นในหุบเขาร่างหนึ่งวิ่งอยู่หน้า ตามมาด้วยฝูงวานรนับร้อย ฝุ่นควันฟุ้งตลบไปทั่วเสมือนมังกรพิโรธกำลังพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วผืนป่าทำให้สัตว์อสูรรอบข้างหวาดกลัวจนหลบหนีกันกระเจิง
เย่ชิงเสวียนกับคนอื่นๆ กำลังพักผ่อนอยู่บนยอดเขาพวกเขาเปิดใช้งานแผ่นป้ายคาดเอว อีกไม่นานก็จะมีคนมารับพร้อมบันทึกผลการทดสอบ
“นั่นอะไรน่ะ” ศิษย์ตระกูลจ้าวถามพลางชี้ไปข้างหน้า
ไกลออกไป พวกเขาเห็นฝุ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วเมื่อเพ่งพินิจดูก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“สวรรค์ ข้าเห็นอะไรเนี่ย”
“ดูเหมือนมีคนกำลังถูกกลุ่มสัตว์อสูรไล่ล่าเขาไปก่อเรื่องอะไรไว้ถึงได้ดึงดูดอสูรมามากมายเพียงนี้”
“ชะ…ช้าก่อน ลองดูดีๆ เหมือนคนผู้นั้นจะเป็นเย่หยาง”
“ไม่ใช่แค่เหมือน แต่เขาคือเย่หยางจริงๆ” เย่ชิงเสวียนกล่าวด้วยท่าทางกังวล
บนที่สูงอีกแห่งหนึ่ง ยังคงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งจ้องมองไปข้างหน้าด้วยความเงียบงันอย่างตกตะลึงหลันไฉเตี๋ยเบิกตากว้าง"ไม่มีทาง เขาทำมันจริงๆ ช่างสมเป็นลูกผู้ชาย!"
เย่หยางวิ่งสุดกำลัง ในใจก็แอบบ่นหากยังวิ่งหนีต่อไปเรื่อยๆ ชาตินี้คงไม่สามารถสลัดพวกมันหลุด แต่อย่างน้อยพวกมันก็ตามไม่ทันความอดทนของเย่หยางย่อมมีมากกว่าสัตว์อสูรธรรมดาทั่วไปแน่นอน
วานรกลุ่มนี้ไม่เพียงไล่ตามเขาเท่านั้นแต่บางตัวยังมือเท้าสกปรก คอยขว้างก้อนหินใส่เขาเป็นครั้งคราวยิ่งกว่านั้นแขนของพวกมันยังทรงพลังมากก้อนหินที่พวกมันขว้างแหวกฝ่าอากาศจนเกิดเป็นเสียงสายลมหวีดหวิว
แม้จะไม่ได้บาดเจ็บภายในแต่ความเจ็บปวดภายนอกก็ทำให้เขาหน้าตาบูดบึ้ง หากเขาหลบ ความเร็วจะช้าลงทำให้เย่หยางต้องบ่นอุบหลังจากถูกโจมตีอยู่อย่างนี้
‘ข้าแค่ขโมยสุราของเจ้าไปบางส่วนเท่านั้นไม่ได้เอาไปทั้งหมดเสียหน่อย เหตุใดพวกเจ้าต้องไล่ตามเหมือนข้าไปสังหารบิดาของพวกเจ้าเช่นนี้’ เย่หยางรู้สึกหดหู่ใจจนอยากตายๆ ไปให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ถึงจะหดหู่เพียงใดเท้าของเขาก็ไม่ชะลอความเร็วลง เขาวิ่งไปรอบๆ ประมาณหนึ่งก้านธูปทันทีที่ได้ยินเสียงวิหคร้อง เย่หยางก็ดีใจขึ้นมา
เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปก็พบว่าวิหคตัวนั้นก็คือวิหควายุด้านหน้าไกลออกไปกว่าสิบลี้เขาเห็นกลุ่มคนกำลังนั่งสมาธิพักผ่อนกันอยู่เย่หยางมีสายตายอดเยี่ยม เมื่อเขาเห็นมู่ไป๋ที่โดดเด่นจากฝูงชนก็ตะโกนในใจว่า ‘ช่างเป็นสหายที่ดีจริงๆ!’ เย่หยางรีบมุ่งตรงไปยังกลุ่มคนที่อยู่ไกลออกไปกว่าสิบลี้ในทันที
เมื่อมู่ไป๋กับพรรคพวกเห็นเย่หยางดึงดูดสัตว์อสูรมาสีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป รีบร้องตะโกนให้ทุกคนวิ่งหนี
เห็นได้ชัดว่าเย่หยางพบผู้ช่วยเหลือให้ตัวเองรอดพ้นจากเงื้อมมือสัตว์อสูรยิ่งไปกว่านั้นความเร็วของพวกมู่ไป๋ยังช้ากว่าเย่หยางมากด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเย่หยางตามทันในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ
ขณะเย่หยางวิ่งเขาก็ยิ้มให้กับศิษย์ของเมืองหนานหลีที่วิ่งอยู่ข้างๆ แล้วกล่าวว่า "พี่ชายเหนื่อยจากการวิ่งแล้วก็มาดื่มสุราเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าหน่อยเถอะมันจะช่วยให้ท่านวิ่งเร็วขึ้น"
เขายื่นขวดสุราให้ศิษย์ผู้นั้นศิษย์คนดังกล่าวตกตะลึงอยู่ชั่วครู่เพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นจากนั้นเย่หยางก็วิ่งหายไปจากสายตาของเขา
ขณะศิษย์ที่รับขวดสุราไปยังรู้สึกสับสน อยู่ๆเขาก็รู้สึกเจ็บขาเนื่องจากถูกก้อนหินเขวี้ยงใส่จนสะดุดล้มกลิ้งไปข้างหน้าหลายตลบขวดสุราก็ร่วงตกพื้นเช่นกัน
วานรพงไพรคว้าขวดสุราบนพื้นมาสูดดมกลิ่นอย่างแรงจากนั้นชี้ไปที่เสื้อผ้าของศิษย์เมืองหนานหลี คำรามเสียงดังพร้อมโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณบางอย่าง
ขณะศิษย์เมืองหนานหลีกำลังจะลุกขึ้นก็มีหินอีกก้อนหนึ่งลอยมากระแทกหน้าผาก ทำให้เขาตาเหลือกหมดสติไป
เนื่องจากพบขวดสุราจากศิษย์ของเมืองหนานหลีวานรพงไพรจึงเริ่มโจมตีคนจากเมืองหนานหลีทันทีระหว่างนั้นก็พบขวดสุราเปล่าอยู่กับศิษย์อีกหลายคน
วานรพงไพรโจมตีเหล่าศิษย์จากเมืองหนานหลีอย่างบ้าคลั่งในเวลานี้พวกมันได้พิจารณาแล้วว่าคนเหล่านี้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดขโมยสุราไปอย่างแน่นอน
หลังจัดฉากโยนความผิดเสร็จสิ้น เย่หยางก็สลัดความเกลียดชังของวานรพงไพรออกไปได้สำเร็จเขากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ วิหควายุที่รออยู่ก็บินโฉบมารับเขาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็หายไปจากสายตาของทุกคน
เมื่อเย่หยางหายไปเหล่าศิษย์จากเมืองหนานหลีก็ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ยามนี้วานรพงไพรขั้นสามมุ่งความสนใจไปที่มู่ไป๋โดยตรงสติปัญญาของมันบอกว่าชายที่อยู่ตรงหน้าคือผู้กระทำผิด
มู่ไป๋ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนรุ่นใหม่ของเมืองหนานหลีหลังต้านรับการโจมตีอยู่สามครั้ง เขาก็ถูกฟาดกระเด็นออกไป
ศิษย์ตระกูลมู่รีบเข้ามาพยุงเขาหลบหนีจากนั้นกลุ่มคนหลายสิบก็เข้าไปขัดขวางวานรพงไพรที่กำลังไล่ตามมาเมื่อพวกมันกำจัดสิ่งกีดขวางออกไปได้ ก็พบว่ามู่ไป๋หายไปแล้ว
วานรพงไพรพาลูกสมุนของตนเองค้นหาผู้คนจากเมืองหนานหลีอย่างละเอียดถี่ถ้วนระหว่างนั้นได้ยินเสียงผู้คนจากเมืองหนานหลีส่งเสียงกรีดร้องคร่ำครวญไปตลอดทางเมื่อค้นหาจนทั่วแต่ไม่พบเป้าหมายมันก็จากไปด้วยความหงุดหงิด
มู่ไป๋หันกลับมาเห็นคนของเมืองหนานหลีส่งเสียงร่ำร้องโอดครวญไปทั่วก็ถึงกับกระอักโลหิตพร้อมคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวดังไปไกลหลายสิบลี้ "เย่หยาง ข้าจะฆ่าเจ้า!!!"
แต่เย่หยางหาได้ยิน หรือต่อให้เขาได้ยินก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอยู่ดียามนี้เขามาหาหลันไฉเตี๋ยพร้อมนำถังที่บรรจุสุราผลไม้จนเต็มเปี่ยมออกมาท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทุกคน
ทันทีที่เปิดฝากลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว แค่ได้กลิ่นทุกคนก็พากันมึนเมา
ด้วยกลัวว่าจะถูกคนอื่นแย่งชิงนางจึงรีบเก็บมันไว้ในแหวนมิติ หลันไฉเตี๋ยมองเย่หยางด้วยสายตาที่ซับซ้อนแล้วกล่าวว่า "ข้าคิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนกล้าได้กล้าเสียแต่พอเทียบกับเจ้าแล้วข้ากลายเป็นคนขี้ขลาดไปเลย”
หลันไฉเตี๋ยเป็นที่รู้จักในฐานะตัวปัญหาในตระกูลแต่เป็นเพราะนางเป็นหลานรักของปู่ผู้เป็นเจ้าเมือง จึงไม่มีผู้ใดกล้าทำอันใดนาง แต่เมื่อเทียบกับเย่หยางไม่ว่าจะเป็นการวางกับดักสังหารคนจากเมืองหนานหลีหรือขโมยสุราผลไม้ออกมาจากถ้ำสัตว์อสูรขั้นสามนางยังถือว่าห่างไกลเพราะคงไม่กล้าแน่นอน
เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้นางไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่ประกาศกร้าวมาโดยตลอดว่าตนเองเป็นคนกล้าหาญ แต่เมื่อเทียบกับเย่หยางนางยังรู้สึกละอายใจ
“ฮ่าๆ เจ้าได้ส่วนแบ่งตามที่สัญญาไว้แล้วถ้าไม่มีอันใดแล้วข้าขอลา”
ขณะกล่าวเย่หยางก็กระโดดขึ้นไปบนหลังของวิหควายุบินกลับไปหาเย่ชิงเสวียนกับคนอื่นๆ เมื่อเห็นเย่หยางมาถึง หลายคนก็เข้ามาทักทายเขา
เย่หยางไม่ได้กล่าวเรื่องเหลวไหลมากนักเขามอบสุราผลไม้ขวดเล็กๆ ให้แต่ละคน ไม่ใช่เพราะเขาตระหนี่แต่เพราะมันน่าเกลียดเกินไปถ้าจะนำหม้อกับอ่างสุราขึ้นมาเนื่องจากไม่ใช่ทุกคนที่มีของหรูหราอย่างแหวนมิติใช้
เมื่อเห็นว่าทุกคนต้องการปฏิเสธเย่หยางจึงบอกปัดไปว่ายังมีอีกมาก จากนั้นก็พิสูจน์สิ่งที่เขากล่าว
เขาหยิบอ่างสุรามาวางไว้บนพื้นยิ้มให้กับวิหควายุแล้วกล่าวว่า “ยามนี้เปี่ยวเจี่ยของข้ามีสุราดื่มแล้วนางคงไม่อยากกินเนื้อวิหคอีกต่อไป มาให้ข้าเลี้ยงเถอะเจ้าเองก็มีส่วนร่วมอย่างมากในครั้งนี้ "
วิหควายุจุ่มปากลงไปในอ่างสุราผลไม้ดื่มกินมันทั้งหมดภายในอึกเดียว เส้นขนของวิหควายุก็สว่างวาบพลังของมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน มันกรีดร้องเบาๆ หมุนตัวไปบนอากาศหลายครั้งจากนั้นก็บินหายเข้าไปในก้อนเมฆท่ามกลางสายตาของทุกคน
เมื่อเห็นว่าวิหควายุพัฒนาขึ้นในฉับพลันทุกคนก็เริ่มตระหนักว่าสุราผลไม้ในมือพวกเขาทรงคุณค่าเพียงใดรู้สึกขอบคุณเย่หยางมากขึ้นเรื่อยๆ
เย่หยางยิ้มพลางกล่าว "มันคือสัตว์อสูรแตกต่างจากพวกเราเราสามารถย่อยมันได้ทีละนิดเท่านั้นไม่เช่นนั้นคงสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยการเมามายจนตาย"
หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูปสัตว์อสูรบินได้ก็ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนหลังตรวจสอบแผ่นป้ายคาดเอวกับนับจำนวนแกนสัตว์อสูรผู้ตรวจสอบก็พาพวกเขาออกจากที่นี่
สองชั่วยามต่อมาเย่หยางกับคนอื่นๆก็มาปรากฏขึ้นที่หน้าประตูภูเขา
ทว่าก่อนที่เย่หยางจะทันได้กล่าวทักทายหลี่เฉิงเฟิงเสียงอันโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้น
“เย่หยาง ข้าจะฆ่าเจ้า!”