“ตุบ ตุบ ตุบ...” เสียงเท้าแตะพื้นดังแผ่วผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทุกคนเหมือนอยากพูดอะไรขึ้น แต่นาทีนี้พวกเขาพากันลดตัวลงแตะพื้นพร้อมกับนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง “คำนับท่านอาวุโส!”
ไม่มีใครมีท่าทางลังเล
ไม่มีใครมีท่าทางเชื่องช้า
ไม่มีใครมีข้อกังขา
นี่คือขุมพลังยิ่งใหญ่ของโลกผู้ฝึกตน ต่อให้เป็นเพียงร่างแยกก็ไม่มีใครกล้าลองดี!
ร่างทั้งสามโฉบผ่านแหวกอากาศดั่งเหยี่ยวเฉี่ยวบิน มาจากคนละทิศพุ่งไปยังที่หมายเดียวกัน...ภูเขาไฟเหล่าเฮยซาน!
สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึก ตัวเขาในตอนนี้หัวใจเต้นระรัวดั่งลั่นกลองไม่ใช่หวาดหวั่นว่าตัวเองจะถูกฆ่าทิ้งชิงสมบัติ หากแต่...
แรงกดดันวิญญาณอันหนักอึ้งราวกับเกลียวคลื่นสมุทรขดม้วนจากทั้งสามทิศทำเอาเขาแทบยืนไม่ไหวหากเขาไม่โคจรพลังจิตห่อหุ้มร่างเอาไว้ หากปลดออกเพียงนิดเดียว ร่างเขาคงแตกสลายภายในพริบตา!
วินาทีต่อมาร่างทั้งสามคนก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศอันว่างเปล่าห่างออกไปเพียงร้อยกว่าเมตรแต่ว่า...
เป็นเพียง ‘ร่าง’ เท่านั้น!
ไม่มีกายเนื้อ ไม่มีเงาร่าง เป็นเพียงร่างมายาภาพเสมือนอันเลือนลางคล้ายเพียงลมพัดก็สลายทำนองนั้น แต่กระแสอณูปราณขาวนวลแต่ละริ้วแต่ละสายแม้ถูกลมพัดส่ายพลิ้วไหว ก็ไม่ยอมสลายขาดช่วงไปแม้แต่น้อย
ทั้งยัง... ไม่เห็นใบหน้าค่าตาของพวกเขาอย่างชัดเจนทั้งที่เหมือนจะมองเห็นแจ่มชัด แต่หากเผลอหันหลังกลับไปแม้นิดเดียว อย่าว่าแต่ใบหน้าเลยแค่ส่วนสูงหรือน้ำเสียงก็นึกไม่ออกแล้ว แสดงว่าคงลงอาคมสกัดกั้นบางอย่างเอาไว้
ประหนึ่งฟ้าดินหยุดหายใจลงชั่วขณะ บรรยากาศนิ่งสงัดแม้กระทั่งลมเฉื่อยยังเลื่อนหาย เหล่าหิ่งห้อยที่ส่องแสงสั่นพ้องยามค่ำคืนนิ่งสงัดไร้เสียงประหนึ่งสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
ตบะของพวกเขาอย่างน้อยต้องอยู่ไม่ต่ำกว่าขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์อย่างแน่นอนซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเพียงขั้นจู้จีระดับปลายเท่านั้นทว่าเมื่อยืนอยู่ตรงนี้กลับดูเหมือนองค์เทพสวรรค์ก็ไม่ปาน
ดวงตาทั้งสามคู่มองตรงไปที่สวีหยางอี้ ผ่านไปสักพักน้ำเสียงกึ่งชายกึ่งหญิงเสียงหนึ่งก็เปล่งออกมาอย่างดังกังวานคล้ายเสียงสะท้อนของระฆังทองเหลือง“สหายตี้ฉาย สหายฝู่หยุน ฉันนึกว่าร่างแยกฉันมาถึงเร็วสุดแล้วนึกไม่ถึงว่าร่างแยกของสหายทั้งสองก็รวดเร็วไม่เบา”
สวีหยางอี้สูดลมเย็นเข้าปอด เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ฝ่ามือเปียกชุ่ม
ร่างแยกของฝู่หยุนเจินเหรินมาด้วยตัวเอง!
เจินเหรินคนนี้... เป็นคนออกคำสั่งสังหารตัวเขาอย่างไม่มีวันเลิกลา!
ความคิดบ้าบิ่นเริ่มผุดขึ้นในใจสวีหยางอี้อีกครั้ง!
ดูจากสถานการณ์แล้ว ฝู่หยุนเจินเหรินคงยังไม่ได้บอกใครว่าสวีหยางอี้ครอบครองอาวุธราชันย์อยู่กับตัว!
แน่นอน... อาวุธเวทมนตร์โบราณระดับสูงแบบนี้ จะไปบอกคนอื่นได้อย่างไร!
หากไม่เกิดเรื่องใหญ่ คงไม่ได้เห็นแม้แต่ร่างแยกของจินตันเจินเหรินครั้งนี้ มีร่างแยกของจินตันเจินเหรินและกึ่งจินตันเจินเหรินปรากฏมาพร้อมกันถึงสามคนแสดงให้เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้สำคัญมากแค่ไหนโดยเฉพาะการมาเยือนของหนึ่งในนั้น..นามว่า ‘ตี้ฉาย’
สิบรายชื่อเจินเหรินผู้ยิ่งใหญ่เป็นที่จดจำหนาหู หากสวีหยางอี้จำไม่ผิดท่านผู้นี้คือรองคณบดีแห่งศาลผู้ฝึกตน! เป็นหนึ่งในจินตันเจินเหรินในสังกัดของรัฐบาลหวาซย่า!
ภายในใจครุ่นคิดประมาณหนึ่งนาทีสวีหยางอี้พยายามโคจรพลังปราณทั้งร่างกายต้านทานแรงกดดันวิญญาณรอบด้านอย่างสุดแรงก่อนเปล่งเสียงพูดดังฟังชัด “นักเรียนจากเทียนเต้าปีการศึกษาที่ 2016ผู้ชนะสวีหยางอี้ ได้สังหารหมิงเสินผู้ฝึกตนปีศาจลงที่บึงบงกชจตุทิศเองครับ!”
ประโยคนี้ เหมือนกับคำพูดก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เพียงแต่...
มีความว่า ‘ผู้ชนะ’ เพิ่มเข้ามา!
“ผู้ชนะ?!” ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีที่นั่งก้มหน้าก่อนหน้านี้เงยหน้าขึ้นมาทันที
“ปี ค.ศ. 2016... เหตุการณ์จูหงเสวี่ย! ที่สนามประลองหนึ่งในใต้หล้า!?”ดวงตาขั้นจู้จีคนหนึ่งเป็นประกายขึ้นทันทีภายในใจเหมือนเข้าใจบางอย่างขึ้นมา
“มิน่า... มิน่าฉู่เจาหนานไม่เคยออกมายอมรับว่าตัวเองเป็นผู้ชนะเลยสักครั้งถ้างั้น... ในระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นกัน?” “ปี 2016 ...ไม่นึกว่าจะรอดออกมาจากน้ำมือของจูหงเสวี่ยได้!!”“รอดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในรอบห้าสิบปีมาได้ แล้ววันนี้ยังสังหารทายาทแห่งตระกูลหมิงที่บึงบงกชจตุทิศนี่อีก...เจ้าเด็กนี่... มันจะเก่งไหนถึงไหน!”
ไม่มีใครคัดค้านประโยคแนะนำตัวของสวีหยางอี้
ถ้าไม่ใช่ผู้ชนะ แล้วจะเอาอะไรมาฆ่าทายาทตระกูลหมิง?
ถ้าไม่ใช่ผู้ชนะ แล้วจะเอาความกล้าบ้าบิ่นจากไหนมาแนะนำตัวแบบนี้ต่อหน้าเจินเหริน?
ทายาทตระกูลหมิง ถูกสวีหยางอี้ฆ่าตายกับมือ!
ตายลง ณ บึงบงกชจตุทิศ เวลาตีสามสี่สิบนาทีโดยการสะบั้นศีรษะต่อหน้าผู้คน!
“ลูกวัวเพิ่งเกิดมักไม่กลัวเสือ...” มีความพูดมากมายอยากเอ่ยแต่ทำได้เพียงระบายออกผ่านเสียงถอนหายใจชายหนุ่มหัวโล้นแววตาเหม่อลอยจดจำรูปร่างหน้าตาของสวีหยางอี้ไว้ในใจ “ทำแบบนี้...ถือเป็นการประกาศสงครามกับตระกูลหมิงเชียวนะ...ยิ่งเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์อันผิวเผินของทุกฝ่ายกำลังเปราะบางเช่นนี้ไม่อยากจะคิดเลย... สังหารทายาทตระกูลหมิงแบบนี้... บ้าบิ่นสิ้นดี!”
“กลับไป... เขาจะต้องถูกตระกูลหมิงตามเด็ดหัวแน่ๆหนึ่งในทายาทของตระกูลตัวเองถูกฆ่าไปทั้งคน แถมถูกขาดหัวต่อหน้าผู้คนอีกช่างไม่ไว้หน้าให้เกียรติตระกูลหมิงบ้างเลย...”
ความคิดมากมายเอ่อล้นขึ้นในใจผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทั้งหลาย แต่ไม่มีใครรู้ว่าสวีหยางอี้กำลังประกาศสงครามกับฝู่หยุนเจินเหรินอย่างเงียบๆ!
เป็นการประกาศสงครามของมดปลวดตัวเล็กขั้นเลี่ยนชี่ต่อจินตันเจินเหรินผู้สูงส่ง!
ไม่สำเหนียกพลังตัวเองทั้งนั้น อาศัยแค่ความกล้าบ้าบิ่น จิตใจและสติปัญญาเท่านั้น!
แกคิดว่า... เจินเหรินอย่างแกสูงส่งนักจนเอาเปรียบใครก็ได้งั้นแหรอ?
ในช่วงเวลาเฉพาะ ในสถานที่เจาะจง ต่อให้ฉันเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ฉันก็เป็นคนชี้ชะตาแกได้!
สายตาของฝู่หยุนเจินเหรินกวาดมองสวีหยางอี้เล็กน้อย พลางเอ่ยเสียงเรียบ“ปี 2016 งั้นเหรอ? ก่อนหน้านี้สามปีนี่เองผู้ชนะคือนักเรียนแซ่ฉู่ หลายชายของรองผู้ว่าการฉู่เทียนอี”
จากนั้น สายตาเขาก็เหลือบไปมองที่ผลึกพลังปีศาจภายในใจพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
เขายังไม่กล้าลงมือผลีผลาม... เพราะยังไม่อยากเสี่ยงกับคนแบบนี้!
‘ยอมเฉือนเนื้อพลีกาย ตะกุยตะกายลากราชันย์ตกอานม้า[1]’...คำพูดนี้มีไว้เพื่ออธิบายคนอย่างเขานี่แหละ
มีใครหน้าไหนไม่อยากได้ผลึกพลังปีศาจบ้าง? แม้แต่ระดับเจินเหรินเองก็ยังอยากได้เพราะอาจทำให้พวกเขาเลื่อนขั้นตบะเป็นขั้นอิงหยวนก็เป็นได้!
แต่ว่าตอนนี้ ผลึกพลังปีศาจก้อนนี้กลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ในมือคนบ้าไปแล้ว
“ไม่ใช่” เสียงของตี้ฉายเจินเหรินดังขึ้นมาในเวลาเดียวกัน“หลังจากเหตุโศกนาฏกรรมของจูหงเสวี่ยคราวนั้น ฉันเป็นคนสรุปผลการแข่งขันชิงอันดับเองกับมือผู้ชนะคือสหายคนนี้แน่นอน” ฉายเจินเหรินพูดสวนอย่างไม่ไว้หน้าฝู่หยุนเจินเหริน!
บังอาจ!
ร่างมายาของฝู่หยุนเจินเหริน แม้ดูสงบเยือกเย็นประหนึ่งเมฆบางลมเฉื่อยแต่ภายในใจกลับร้อนรุ่มดังไฟสุมหมื่นพุ่ม!
แต่น่าแปลก คนที่ทำให้เขาโมโหกลับไม่ใช่สวีหยางอี้
แต่เป็นตี้ฉายเจินเหริน!
ไม่มีใครรู้เรื่องคำสั่งสังหารของเขา มีเพียงไม่กี่คน อย่างเช่นเชียนเริ่นผู้อำนวยการอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยในมณฑลหมิงสุ่ย
เขาลอยตัวอยู่บนที่สูงส่งมานาน สำหรับเขาแล้ว การฆ่าสวีหยางอี้ทิ้งเป็นเรื่องเพียงแค่ดีดนิ้วเท่านั้น แต่ที่น่ารำคาญก็คือจินตันเจินเหรินด้วยกันเองหากเรื่องอาวุธราชันย์หลุดถึงหูพวกนี้เมื่อไหร่แทบไม่อยากคิดสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้!
เขาต้องการอาวุธราชันย์และลบเรื่องตอนนั้นออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างเงียบๆ
เขาเฉยชาเบื่อหน่ายกับการบำเพ็ญเพียรฝึกตนหลายร้อยปีเหลือเกินแต่พอได้ยินชื่อสวีหยางอี้ ประหนึ่งหัวใจเขากลับมาเต้นอีกครั้ง
เขานึกไม่ถึงว่าจะได้เจอสวีหยางอี้ตัวเป็นๆ ในที่แห่งนี้ อีกทั้งอยู่ในสภาพนี้อีก!
แรกเริ่ม เขาลืมหน้าตาอีกฝ่ายไปตั้งนานแล้วหลังจากวีดิโอที่ถ่ายได้จากกล้องวงจรปิดที่สนามประลองหนึ่งในใต้หล้า
และยิ่งไม่คาดคิดที่สวีหยางอี้จะกล้าแนะนำตัวออกมาอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้!
สวีหยางอี้ที่อยู่ในท่าโค้งตัวประสานมือไม่กล้าปลดระวังแม้เพียงเศษเสี้ยวและยังคงพยายามโคจรพลังจิตต้านทานแรงกดดันวิญญาณจากร่างแยกของจินตันเจินเหรินอยู่อย่างสุดกำลัง
เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ควบตัวรวมกันไหลตามกรอบหน้าภายในใจเขายังคงเชื่อมั่นในคำว่า ‘ยุคสมัยแห่งอารมยธรรมการฝึกตน’ ยังคงเชื่อมั่นว่าต้องมีมาตรการควบคุมการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนระดับสูงอยู่!
โลกของผู้ฝึกตนหนีไม่พ้นการต่อสู้ แม้แต่โลกของมนุษย์ธรรมดาเองก็เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการการตรวจสอบควบคุมและคานค้ำสมดุลอำนาจดังนั้นทุกคนล้วนมีเหตุผลที่ไม่กล้าลงมือผลีผลามหรือทำอะไรตามอำเภอใจ
อีกอย่าง สรรพสิ่งบนโลกมีประโยชน์และคุณค่าในตัวมันเองและต่างอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยทุกคนล้วนเคยได้ยินคติสอนจากนิทานเรื่องพระสามรูปไม่มีน้ำกิน[2]
สวีหยางอี้คิดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่ว่า...
จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง
“ทำไม่ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน?” ฝู่หยุนเจินเหรินหรี่ตาลงพูดขึ้นเหมือนไม่ถือสาอะไร ขณะเดียวกันก็แอบสังเกตท่าทีของสวีหยางอี้ที่‘ดูเหมือน’ ถ่อมตน
“น่าแปลก... เรื่องนี้สหายเป็นคนส่งรายงานลับเรื่องนี้ให้ฉันด้วยตัวเอง...ทำไมถึง...” ตี้ฉายเจินเหรินกวาดมองร่างแยกของฝู่หยุนเจินเหริน“หรือว่าสหายรายงานเท็จ?”
ประโยคย้อนถามของตี้ฉายเจินเหรินประหนึ่งเข็มแหลมทิ่มแทงฝู่หยุนเจินเหรินเม้มปากลงทันที ปิดปากเงียบไม่เอื้อนเอ่ย
ตอนนี้ เขามองเจตนาของสวีหยางอี้ไม่ออกแม้แต่น้อย!
อีกฝ่ายรู้เรื่องคำสั่งสังหารที่ตัวเขาเป็นคนออกแล้วรึยัง?
ถ้ายังไม่รู้...
ก็คงไม่มีอะไร อีกฝ่ายคงพูดขึ้นอย่างไม่คิดอะไร เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนได้รู้แล้วว่าเขาอย่างไม่ตายดังนั้นเหตุโศกนาฏกรรมของจูหงเสวี่ยคงถูกหยิบยกเอามาถกเถียงใหม่ในอีกไม่นาน!
ถ้ารู้แล้ว...
คำพูดแนะนำตัวของสวีหยางอี้เมื่อครู่คงเป็นเหมือนการเล่นหัวข้ามรุ่น
คือการท้าทาย
คือการท้าทายอำนาจของเจินเหริน!
ถ้าตี้ฉายเจินเหรินไม่อยู่ตรงนี้ เขาคงอยากเข้าไปบีบคอสวีหยางอี้ให้รู้แล้วรู้รอดไม่งั้นใจคอคงไม่สงบ!
แต่ร่างแยกของตี้ฉายเจินเหรินมาถึงที่นี่รวดเร็วยิ่ง!
หากใครยังไม่รู้ ก็จงรู้ไว้ว่า... สายตาของศาลผู้ฝึกตนแห่งหวาซย่าจับตามองพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนขั้นจินตันเป็นพิเศษ!
เขาไม่กล้าจินตนาการ หากตัวเองพุ่งเข้าบีบคอสวีหยางอี้จนตายคามือเกรงว่าโทษฐานทางกฎหมายที่รอเขาอยู่หลังจากนี้คงหนักพอที่ทำให้เขาหวาดกลัวจนตัวสั่นอย่างแน่นอน!
อีกหนึ่งเหตุผลที่เขาไม่อยากลงมือก็เป็นเพราะสวีหยางอี้มีผลึกพลังปีศาจอยู่ในมือ หากอีกฝ่ายใช้ผลึกพลังปีศาจเป็นระเบิดขึ้นมา คนที่ซวยก็คือตัวเขาเองหากไม่ตาย ก็ได้รับบาดเจ็บปางตาย!
เงียบลงไปสักพักหนึ่ง ในที่สุดฝู่หยุนเจินเหรินก็เอ่ยเสียงเรียบ“เหมือนพอจำได้บ้าง”
ดูเหมือนตี้ฉายเจินเหรินไม่ใส่ใจอะไรนักตอนนี้สายตาของเขาเหลือบมองไปที่ศีรษะในมือของสวีหยางอี้ “ดูเหมือนหัวนั่นจะเป็นของทายาทลำดับที่สิบแปดของตระกูลหมิงชื่อว่าหมิงเสินจริงๆ ด้วยสินะ”
“นับว่าเป็นเรื่องใหญ่” ร่างแยกของฝู่หยุนเจินเหรินระบายยิ้ม
“อืม เรื่องในวันนี้ สหายต้องเข้าให้ความกับศาลผู้ฝึกตน”
“รับทราบขอรับ” สวีหยางอี้ประสานมือเอ่ย สายตาไม่มองใครเขาเก็บผลึกพลังปีศาจเข้าไปในแหวนมิติเก็บของที่เคยเป็นของหมิงเสินก่อนหน้านี้จากนั้นก็ประสานมือพูดขึ้นต่อ “ผมมีเรื่องอยากกราบเรียนกับท่านอาวุโสครับ”
“ย่อมได้” ร่างแยกไร้นามอีกคนที่เอาแต่นิ่งเงียบ ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น
“ครับ เมื่อสามปีที่แล้ว ตอนที่ผมชนะการประลองชิงอันดับผมได้ตกลงรับเงื่อนไขขององค์อวี้หลินเว่ยเอาไว้แต่เนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่าง ทำให้ขาดการติดต่อไปสามปี...”
“วันนั้นมีรายงานเรื่องนี้แล้ว และฉันก็เป็นคนลงบันทึกเรื่องนี้เอาไว้เองอ้างอิงจาก ‘ระเบียบจรรยาบรรณระหว่างผู้ฝึกตนกับองค์กร’ สัญญาข้อตกลงมีอายุห้าปีหลังจากนั้นห้าปีถือว่าสละลิทธิ์”ตี้ฉายเจินเหรินพูดแทรกราวกับรู้ว่าสวีหยางอี้ต้องการอะไร “อีกอย่าง สหายสามารถร่วมงานกับอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยในมณฑลหมิงสุ่ยได้...ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บึงบงกชจตุทิศแห่งนี้ถูกเผยสู่สายตาสาธารณะชนคนธรรมดาเนื่องจากสหายเป็นตัวต้นเหตุและพยานในเหตุการณ์ หลังจากนี้จำเป็นต้องให้การอย่างเคร่งครัดและร่วมงานกับรัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลหมิงสุ่ยเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณะ”
“รับทราบครับ!” สวีหยางอี้ตอบรับเสียงดังฟังชัดพลางเหลือบมองฝู่หยุนเจินเหรินด้วยหางตาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
รุกฆาต!
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ยอมเฉือนเนื้อพลีกายตะกุยตะกายลากราชันย์ตกอานม้า เป็นบทพูดจากสี่มหาวรรณกรรมจีนเรื่อง ‘หงโหลวเมิ้ง’หมายถึง ยอมสละชีวิตตัวเองทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
[2] พระสามรูปไม่มีน้ำกินเป็นนิทานจีนที่สอนถึงความสำคัญของความสามัคคี