จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 93 จิ้งหมิงเฟิง "ไม่ต่อยตีไม่รู้จักกัน"

             “ปัง!”

            ยามที่หมัดของฝ่ายตรงข้ามปะทะกับก้อนอิฐไป๋หยุนเฟยก็ส่ายโงนเงนล่าถอยไปครึ่งก้าวขณะที่อีกฝ่ายกลับล่าถอยออกไปไกลยิ่งกว่าด้วยสีหน้าตะลึงลานแทนที่ไป๋หยุนเฟยจะพุ่งเข้าหากลับนิ่งเฉยเพราะทราบดีกว่าอีกฝ่ายหมายจะอาศัยฝูงชนในการหลบหนีไปดังนั้นชายหนุ่มจึงรักษาตำแหน่งปากทางออกจากตรอกเอาไว้หากว่าฝ่ายตรงข้ามคิดจะหลบหนีไปอีกทางก็ต้องผ่านระยะทางที่ไกลกว่าหากเป็นเช่นนั้นไป๋หยุนเฟยมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนเองจะสามารถไล่กวดได้ทันหากคิดจะปีนกำแพงหลบหนี ด้วยความสูงของกำแพงทั้งสองฟากไป๋หยุนเฟยก็ยังสามารถจะหยุดอีกฝ่ายได้ทัน

            “กะ ก้อนอิฐ??”ชายผู้นั้นสะบัดมือพลางมองดูวัตถุในมือไป๋หยุนเฟย มันอดไม่ได้ต้องสูดลมหายใจเบาๆจากนั้นมองดูก้อนอิฐในมือไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดพิกลก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นโกรธเคืองในทันใด“เด็กน้อยเจ้าคิดจะล้อเล่นอันใด? พวกเราต่างเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณเจ้าไม่คิดจะไว้หน้ากันบ้างหรือ? เจ้าคิดจะจับข้าส่งเข้าคุกจริงจริงๆหรือ? เจ้าคิดว่าที่ว่าการเมืองหวังจะรับคดีผู้ฝึกปรือวิญญาณหรือ?หากสร้างความยุ่งยากแก่ท่านเจ้าเมืองคิดหรือว่าจะเป็นผลดีต่อเจ้า ในเมื่อเจ้านำแหวนช่องมิติกลับคืนไปแล้วก็ไม่อาจพูดได้ว่าเจ้าเป็นผู้เสียหายอีกหรือเจ้าคิดจะบอกให้ข้าชดใช้ด้วยชีวิต!”

            “หากข้าต้องการชีวิตเจ้าเจ้าคงหลั่งโลหิตไปแล้ว” ไป๋หยุนเฟยเขม้นมองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยาม “ข้าไม่คิดว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณที่บรรลุถึงด่านภูตวิญญาณจะลดตัวลงไปเป็นขโมยนับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ข้าจะปล่อยเจ้าไปก็ได้แต่เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”

            “ว่ามา!” เมื่อทราบดีว่าตนเองจนตรอกชายผู้นั้นจึงกัดฟันเอ่ยปาก

            ใบหน้าไป๋หยุนเฟยเผยยิ้มเลือนราง“ข้าสนใจต่อวิธีการแปลงโฉมของเจ้าการที่สามารถซ่อนเร้นพลังวิญญาณจนถึงระดับเดียวกับคนธรรมดานับว่ายอดเยี่ยมแต่เจ้ายังสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าได้อย่างสมบูรณ์ นั่นเป็นเคล็ดวิญญาณใช่หรือไม่?ถ่ายทอดเคล็ดวิญญาณทั้งสองออกมาแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป”

            “ว่ากระไร?” ดวงตาอีกฝ่ายเบิกกว้างยามเขม้นมองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้ากังขาแต่จากนั้นดวงตามันก็แปรเปลี่ยนเป็นคลุ้มคลั่งใบหน้ากลับกลายเป็นปั้นยากพร้องกับร่างที่สั่นระริกด้วยแววตาเคียดแค้นที่ส่งไปยังไป๋ยุนเฟยมันคำรามว่า“เจ้าก็ต้องการความลับของตระกูลข้าเช่นกัน! เจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับผู้อื่น... คนเช่นพวกเจ้า พวกเจ้าล้างสังหารทั้งตระกูลข้าเพื่อสิ่งนั้น! เหลือเพียงข้าก็ยังไม่ละเว้น!อย่าหวังว่าเจ้าจะได้สิ่งใดจากข้า... ตายเสียเถิด!”

            ดวงตามันแทบจะมีเปลวไฟพวยพุ่ง คำพูดก็แทบจับใจความไม่ได้มันขบฟันคำรามเสียงต่ำก่อนจะพุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยราวคลุ้มคลั่ง

            แสงสีครามรอบตัวชายผู้นั้นเริ่มไหลเวียนเร็วขึ้นขณะเดียวกับที่ขยับร่างมันก็พลิกมือขวาเรียกมีดสั้นมาอยู่ในมือระหว่างที่พุ่งเข้าหามีดในมือก็แทงออก!

            ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันมันไม่ทราบว่าไฉนจู่ ๆ คู่ต่อสู้ก็กลายเป็นคลุ้มคลั่งปานนี้ กระนั้นเมื่อเห็นดวงตาสีแดงฉานของอีกฝ่ายไป๋หยุนเฟยก็ใจสั่นสะท้านไปชั่วขณะ แววตาเช่นนี้ไป๋หยุนเฟยคุ้นเคยอย่างยิ่งเมื่อนึกย้อนถึงหลี่เฉิงเฟิงยามเคียดแค้นเหล่าโจรภูเขาก็มีสีหน้าท่าทีเช่นเดียวกันนี่เป็นความเคียดแค้นที่ซึมลึกผ่านกระดูกไปถึงจิตวิญญาณ!

            ขณะที่จิตใจว้าวุ่น มีดสั้นของคู่ต่อสู้ก็มาถึงตัวสองตาสาดประกายวูบ ไป๋หยุนเฟยชักเท้าถอยหลบมีดสั้นมันไม่ตอบโต้กลับมิหนำซ้ำยังสาวเท้าหลบไปด้านซ้ายแต่ที่คาดไม่ถึงคือคู่ต่อสู้ไม่นำพาต่อการรักษาสมดุลร่างหรือแม้แต่การป้องกันมันโยนมีดสั้นไปยังมือซ้ายก่อนจะแทงใส่หน้าท้องไป๋หยุนเฟยอย่างอำมหิต

            ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วสูง แต่สองเท้ากลับไม่หยุดเคลื่อนที่ขณะร่างเอนไปด้านข้างราวตุ๊กตาล้มลุกก้อนอิฐในมือขวาก็วาดออกสกัดมือซ้ายคู่ต่อสู้จากนั้นหมุนกายฟาดก้อนอิฐใส่หัวไหล่ของอีกฝ่าย

            “ปัง!”ที่ตามมาหลังจากเสียงแผ่วเบาคือร่างคนผู้หนึ่งพลันถูกส่งลอยกลับไปอย่างกะทันหัน ---นี่แสดงว่าผลกระทบ”เหวี่ยงขว้าง”ถูกกระตุ้นแสดงผลขึ้น

            อีกฝ่ายลอยละลิ่วออกไปหลายวาก่อนจะล้มกลิ้งลงกับพื้นด้วยสีหน้างงงันไป๋หยุนเฟยแทนที่จะไล่ตามไปกลับชิงจังหวะตะโกนออกไป “เฮ้! ฟังข้าก่อนเจ้าเข้าใจผิดแล้วกระมัง? ข้าพูดเพียงประโยคเดียว เจ้ากลับแสดงท่าทีรุนแรงปานนี้?”

            ระหว่างที่ยังงงงันอีกฝ่ายก็เงยศีรษะก็ขึ้นมองไป๋หยุนเฟยมันเลิกคิ้วขึ้นราวกับความคิดแจ่มใสขึ้น แววตาก็กลับเป็นเช่นปกติดังเดิมสุดท้ายก็ถอนหายใจแผ่วเบากล่าวกับตนเองอย่างเงียบงันว่า “ช่างหวุดหวิดนัก ข้าถึงกับเสียการควบคุมด้วยคำพูดประโยคเดียว?โชคดีที่มันไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของข้า ไม่เช่นนั้น... ไม่ข้าจำต้องหัดระงับความเคียดแค้นของข้า จิ้งหมิงเฟิงเอย ก่อนที่เจ้าจะแข็งแกร่งพอเจ้าไม่อาจหุนหันพลันแล่นเช่นนี้อีก...”

            หลังจากกลับเป็นปกติจิ้งหมิงเฟิงก็โบกมือเก็บมีดสั้นกลับคืน ขณะมองดูไป๋หยุนเฟยก็เกาศีรษะด้วยความละอายมันกล่าวราวสนทนากับสหายสนิทว่า “เอาล่ะ... เป็นความผิดของข้าเองข้าเสียการควบคุมตนเองน้องชายสภาพจิตใจข้ายังไม่กลับเป็นปกติคงต้องไปหาหมอเสียหน่อย ดังนั้นก็อย่างที่บอกข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว ขออำลา”

            กล่าวจบก็หันหลังเดินไปทางปากตรอกอีกด้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบริมฝีปากกระตุกด้วยความสับสนไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ดี ก่อนจะตะโกนว่า “เฮ้!เจ้าคิดจะเดินจากไปง่ายดายเช่นนี้หรือ? เจ้ายังติดค้างที่พยายามจะขโมยแหวนช่องมิติข้าอยู่นะ!”

            จิ้งหมิงเฟิงชะงักเท้ากลางทางมันลอบถอนหายใจกับตนเองพลางหันมาอย่างอับจนปัญญา “ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องการอะไร?”

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าข้าต้องการอะไร?ข้าไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น เข้าใจหรือไม่?” ไป๋หยุนเฟยกล่าว น้ำเสียงชายหนุ่มผ่อนคลายลงไม่ทราบเพราะเหตุใด จู่ๆมันก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอีกตรงกันข้ามกลับรู้สึกอยากคบหาอีกฝ่ายด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำถึงกับมีความคิดว่า‘คนผู้นี้ไม่ใช่คนเลวร้าย’อาจบางที... เป็นเพราะสายตาเคียดแค้นก่อนหน้านี้ของมันหรือไม่ก็ความเศร้าโศกที่ถูกซุกซ่อนไว้ในดวงตาคู่นั้น...

            ไป๋หยุนเฟยมองดูจิ้งหมิงเฟิงที่กำลังท้อแท้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพลันฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัยความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วกระดูกสันหลังทำให้จิ้งหมิงเฟิงถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยท่าทีหวาดระแวง“จะ เจ้าจะทำอะไร?”

            “ฮ่า ฮ่า...” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะเบาๆพลางเดาะก้อนอิฐชั่งน้ำหนักในมือ“หากไม่ใช่เพราะข้ามีวิธีการพิเศษที่จะหาตัวเจ้ายามนี้ข้าคงต้องเสียแหวนช่องมิติให้แก่เจ้าแล้ว นั่นเกือบทำให้ข้าเสียหายอย่างใหญ่หลวงหากปล่อยเจ้าไปเช่นนี้ข้าคงไม่อาจสบายใจได้ พวกเรามาสู้กันอีกสองยกเถอะ! ”

            กล่าวจบไป๋หยุนเฟยก็ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันมีปฏิกิริยาร่างชายหนุ่มก็วูบหายเหลือเพียงภาพติดตา พริบตาเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าจิ้งหมิงเฟิงพร้อมกับฟาดก้อนอิฐลงใส่ทรวงอกอีกฝ่าย

            จิ้งหมิงเฟิงสะดุ้งตกใจก่อนจะรีบถลันหลบไปด้านข้างทว่าไป๋หยุนเฟยคาดการเอาไว้แล้วจึงพลิกมือฟาดก้อนอิฐตามใส่ทรวงอกจิ้งหมิงเฟิงอีกฝ่ายเพียงเซถอยหลังเล็กน้อย โดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆทั้งยังไม่มีอันใดผิดปกติ

            “เฮ้! เจ้าคิดจะทำอะไร!ผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ไหนใช้ก้อนอิฐต่อสู้!”จิ้งหมิงเฟิงก้าวถอยอย่างเร่งร้อนยามตะโกนใส่ไป๋หยุนเฟยผู้ซึ่งดูเหมือนจะไม่แยแสมันแม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ว่องไวยิ่งด้วยคุณสมบัติธาตุลมทว่าไป๋หยุนเฟยกลับมีระดับการฝึกปรือเหนือกว่า มิหนำซ้ำยังมีท่าเท้าเหยียบคลื่นอีกฝ่ายจึงไม่มีทางหนีรอดนอกจากว่าจะแทรกกำแพงออกไป

            “ข้าบอกว่าเจ้า...” จิ้งหมิงเฟิงยกมือขึ้นต้านรับท่าจู่โจมครั้งที่สามแล้วจู่ๆก็ถูกส่งลอยละลิ่วออกไปอีกครั้ง คำพูดจึงชะงักกลางคันทว่ามันก็ลอยออกไปได้ไม่ไกลนักเนื่องเพราะกำแพงด้านหลัง...

            จิ้งหมิงเฟิงยืนขึ้นปัดฝุ่นตามร่างดูจากภายนอกไม่มีบาดแผลอันใด ทว่ามันจับจ้องอยู่ที่ก้อนอิฐในมือไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีสับสน--- เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

            ไป๋หยุนเฟยหัวเราะในลำคอก่อนจะพุ่งเข้าใส่อีกครา

            เนื่องเพราะทั้งคู่ต่อสู้กันในตรอกอันห่างไกลสำหรับผู้อื่นจึงได้ยินเพียงเสียงปังหลายต่อหลายครั้งคลอกับเสียงแค่นด้วยความขุ่นเคืองอย่างเลือนราง

            ……

            ทั้งร่างจิ้งหมิงเฟิงแปดเปื้อนไปด้วยฝุ่นบนพื้นใต้เท้าที่ย่ำแย่คือผมปลอมสีขาวซึ่งเดิมอยู่บนศีรษะก็หลุดร่วงไปแต่แรกเผยให้เห็นเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกปิดบังไว้เมื่อเทียบกับรอยเหี่ยวย่นที่คงอยู่บนหน้าผากกลับทำให้ดูประหลาดพิกลอยู่บ้าง

            หลังจากใช้ท่าลาเกียจคร้านพลิกกายหลบเลี่ยงกระบวนท่าจิ้งหมิงเฟิงชิงจังหวะตะโกน “เฮ้! พอได้แล้ว!  ไม่รู้หรือว่าข้าถูกเจ้าซัดกระเด็นมาเจ็ดครั้งแล้วถ้ายังมีอีกครั้งข้าจะมีโทสะจริงๆแล้วนะ”

            ไป๋หยุนเฟยชะงักพลางมองดูก้อนอิฐในมืออย่างสับสน“โอ? เจ็ดครั้งแล้วหรือ เช่นนั้นก็...”

            จิ้งหมิงเฟิงถอนหายใจโล่งอกขณะจะกล่าวอันใด ไป๋หยุนเฟยก็พูดแทรก “ถ้าเช่นนั้นก็อีกรอบ มาลุ้นโชคของเจ้ากัน!”

            “ข้า...”จิ้งหมิงเฟิงไม่มีแม้แต่โอกาสจะคำรามด้วยความคับข้องใจก่อนที่ก้อนอิฐจะฟาดถูกหัวไหล่ไม่มีอันใดเกิดขึ้น แล้วก้อนอิฐฟาดก็ถูกฟาดใส่หัวไหล่อีกครั้ง ---ใบหน้ามันหมองลงในบัดดลเมื่อสำนึกได้ว่าสายเกินกว่าจะหลบได้ทัน...และแล้วจิ้งหมิงเฟิงก็ถูกส่งลอยละลิ่วออกไปดังคาด

            หลังจากล้มลุกคลุกคลานและตะกายขึ้นจากพื้นได้จิ้งหมิงเฟิงก็เห็นว่าไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะจู่โจมอีก มันไม่คิดจะรั้งอยู่ต่อแม้เพียงชั่วครู่จึงหันกายวิ่งจากไป--- ใครจะทราบว่าคู่ต่อสู้จะลากมันไปเล่นด้วยคำ“มาลุ้นโชคของเจ้ากัน”อีกคราหรือไม่

            “เฮ้! ถือว่าเราไม่ติดค้างต่อกันอีกแล้วข้าจะไม่ฟาดเจ้าอีก ข้าชื่อไป๋หยุนเฟย เจ้าชื่ออะไร?”

            เมื่อได้ยินเสียงไป๋หยุนเฟยตะโกนอย่างยิ้มแย้มจิ้งหมิงเฟิงหยุดลงชั่วขณะแต่แทนที่จะหันกลับมามันกลับรีบทุ่มเทความพยายามเป็นสองเท่าเร่งฝีเท้าออกจากตรอกไปทันทีที่พ้นมุมถนนจิ้งหมิงเฟิงก็ส่งเสียงคำรามอันขุ่นเคืองและโกรธแค้นออกมา

            “เราไม่ติดค้างต่อกันมารดาเจ้าเถอะ! เจ้าเด็กน้อย ข้าจิ้งหมิงเฟิงจะจดจำเอาไว้! ที่เจ้าเหยียดหยามข้าในวันนี้ รอการแก้แค้นจากข้าเถอะ!”

            ไป๋หยุนเฟยตะลึงไปชั่วขณะริมฝีปากกระตุกขณะตอบวาจา “ข้าเพียงแค่ทุบเจ้าด้วยอิฐไม่กี่ครา คล้ายกับว่าเจ้าก็ไม่ได้บาดเจ็บหรือเสียหายอันใดเพียงเรื่องเล็กน้อย...”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน