ฝักที่3
่เย็นที่อากาศเริ่มเย็นสบายปลอดโปร่งแต่นั่นคงไม่ใช่บรรยากาศที่บ้านไม้หลังเล็กของครอบครัวดินแน่นอน
เสียงเอะอะโวยวายพร้อมกับกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกมาจากส่วนที่เป็ครัวของบ้านหากมีใครมาพบเห็นภาพนี้คงต้องใและคิดไปว่ากำลังเกิดเพลิงไหม้ที่บ้านหลังนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
“ดิน...เ้าแน่ใจนะว่ากำลังทำอาหารเย็นอยู่ไม่ใช่ว่าเ้ากำลังวางแผนฆ่าคนในบ้านอยู่ใช่มั้ยห๊ะ!ฮ...ฮัดเช้ยยย...ย~~~”นายมั่นพูดจบก็จามอย่างเอาเป็เอาตายอันเป็ผลจากการทำอาหารสูตรเด็ดที่เ้าลูกชายตัวดีอวดนักอวดหนาว่าอร่อยเหาะ!แล้วเป็อย่างไรล่ะหันไปมองภรรยาและบุตรชายคนเล็กที่ไอจามกันจนหน้าแดงหน้าดำกันอยู่ข้างเมื่อเห็นสภาพสมาชิกในบ้านแล้วบิดาของดินอดจะบ่นเสียงดังให้เ้าตัวดีที่อยู่ในครัวได้ยินเสียไม่ได้
“สูตรอาหารรสเด็ดของเ้ามันช่างร้ายกาจนักข้าหวังว่าเ้าคงจะไม่เข้าครัวทำอาหารเช่นนี้บ่อยหรอกนะเฮ้อ~ฮ...ฮัดดดเช้ย~~”
“อาหารใกล้เสร็จหรือยังล่ะดินจะให้แม่เข้าไปช่วยอีกแรงมั้ยแล้วระวังสูดควันเข้าไปมากๆเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะลูก..”นางพิมะโถามจากหน้าบ้านด้วยความเป็ห่วงพลางสอดส่ายสายตาพยายามมองเข้าไปภายในห้องครัวเพื่อดูว่าบุตรชายคนโตนั้นยังอยู่ดีหรือไม่
“ท่านพี่...ท่านห้ามลืมทำขนมบัวลอยเผือกของข้าด้วยนะขอรับไม่งั้นวันนี้ข้าจะไม่ยอมให้ท่านนอนกอดด้วย..”
ดินชะเง้อหน้าออกไปมองดูเ้าน้องชายที่กำลังะโเหยงๆอยู่ข้างๆ ท่านแม่ที่กำลังโบกพัดไล่ควันให้เ้าตัวดีอยู่เขานั้นอยากจะรู้จริงๆว่าระหว่างของกินกับพี่ชายอย่างตนนั้นเ้านัทซึจะเลือกอะไรกันแต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะถามออกไปเพราะกลัวจะรับความจริงไม่ไหวT_T
หลังจากพืชผักต่างๆที่เพาะปลูกไว้เริ่มที่จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วและรวมถึงเขานั้นสามารถประดิษฐ์สร้างแหสำหรับจับปลาขึ้นมาได้สำเร็จแล้วด้วยก็ส่งผลให้อาหารการกินในแต่ละมื้อนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกับข้าวบนโต๊ะอาหารของครอบครัวตนเดี๋ยวนี้นั้นมีหลากหลายมากขึ้น
แต่เหลือเพียงแค่ข้าวเท่านั้นที่ดินยังไม่สามารถปลูกมันได้จึงต้องเอาพวกพืชผักและปลาที่มีอยู่นั้นนำไปแลกเปลี่ยนที่ร้านขายข้าวสารเพื่อเอามาหุงกินกันไปก่อนอีกอย่างการปลูกข้าวนั้นนอกจากจะต้องเตรียมพื้นที่ปลูกแล้วยังต้องรอฤดูกาลที่เหมาะสมอีกด้วยซึ่งคงจะปลูกในปีนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้วเพราะอีกไม่นานนักที่นี่ก็จะเปลี่ยนเป็ฤดูหนาวแล้ว
ในที่สุดอาหารสูตรเด็ดที่เรียกว่าผัดกะเพราก็เสร็จลุล่วงไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงด้วยกลัวว่าการเข้าครัวของบุตรชายคนโตในครั้งนี้นั้นอาจจะนำความหายนะทำให้ทุกคนกลายเป็คนไร้บ้านโดยปัจจุบันทันด่วนเสียก็ได้หรือไม่ก็เจอบุตรชายนอนอืดอยู่ภายในห้องครัวเพราะแพ้ภัยตนเองจนสำลักควันพิษดับอนาจเสียก็ได้นับว่ายังเป็โชคดีของพวกเขาที่เหตุการณ์ทั้งสองอย่างนั้นไม่เกิดขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงดินะโเรียกให้ทุกคนเข้ามากินข้าวคนทั้งสามที่รออยู่ด้านนอกบ้านก็ถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“โอ้โฮ~วันนี้อาหารเยอะจังแถมหน้าตาอาหารก็แปลกท่านพี่เก่งจังเลยขอรับ..”นัทซึที่เห็นจานอาหารวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะมากกว่าทุกทีก็ตื่นเต้นตาวาวด้วยปกติแล้วกับข้าวแต่ละมื้ออย่างมากก็มีไม่เคยเกินสองอย่างเท่านั้นแถมบางวันยังต้องกินอาหารเดิมซ้ำๆอีกด้วย
ดินนั้นพอถูกน้องชายชมก็ยิ้มหน้าบานเฉ่งหากแต่จะหน้าบานยิ่งกว่านี้ถ้าหากไม่มีเสียงของบิดาเข้ามาขัดเสียก่อน
“หน้าตาอาหารประหลาดยิ่งนักเ้าแน่ใจนะว่ากินเข้าไปแล้วจะไม่ท้องเสียนะเ้าดิน..”นายมั่นอดที่จะระแวงไม่ได้ด้วยความที่ไม่เคยเห็นอาหารชนิดนี้มาก่อน
“ท่านพ่อลองชิมก่อนเถอะขอรับแล้วท่านจะติดใจจนลืมไม่ลงเลยล่ะเดี๋ยวข้าขอแนะนำอาหารก่อนเริ่มจากจานแรกคือผัดกระเพรากุ้งแม่น้ำอันนี้เป็จานเด็ดของมื้อนี้เลยนะขอรับจานที่สองปลาราดพริกถ้วยนี้คือต้มยำเห็ดฟางจานสุดท้ายผัดผักบุ้งไฟแดงแล้วส่วนของหวานเป็บัวลอยเผือกไข่หวานขอรับข้ารับรองว่าอร่อยทุกจานถึงแม้ว่าส่วนผสมอาจจะไม่ครบแต่ข้าขอรับประกันความอร่อยเลยล่ะ..”
ดินเมื่อเห็นว่าบิดายังไม่มีท่าทีจะเชื่อในคำพูดที่บอกไปจึงได้ยื่นข้อเสนอใหม่ให้ไป"เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ขอรับหากท่านชิมแล้วมันไม่อร่อยข้าจะยอมอนุญาติให้ท่านพ่อเอาไหสุรามาเก็บที่ใต้เตียงของข้าได้ไม่จำกัดดีมั้ยขอรับ..”
สิ้นคำว่าไหสุราที่เ้าบุตรชายตัวดีเอ่ยออกมานายมั่นก็สะดุ้งโหยงออกอาการร้อนๆหนาวๆ อย่างคนที่มีความผิดปิดบังไว้แล้วก็แอบชายตาไปมองภรรยาเล็กน้อยก็ได้เห็นว่านางนั้นกำลังส่งสายตาเขี้ยวปั๊ดมาให้จึงรีบก้มหลบสายตาแทบไม่ทันภรรยาตนนั้นไม่ชอบให้ดื่มเหล้าด้วยเป็ห่วงเื่สุขภาพและกลัวว่าจะเป็แบบอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกๆด้วย
นายมั่นได้แต่กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยเหตุที่ว่าเ้าบุตรคนโตนั้นย่อมรู้เกี่ยวกับเื่นี้เป็อย่างดีแต่กลับนำเอาเื่นี้มาแฉเสียได้ความที่มีชนักปักหลังอยู่นายมั่นจึงได้แต่ส่งยิ้มหวานไปให้ภรรยาสุดที่รักเผื่อบางทีนางอาจจะใจเย็นลงบ้างแล้วโทษทัณฑ์ของตนนั้นจะได้เบาลงสักนิดก็ยังดีหากแต่เ้าลูกชายตัวต้นเหตุกลับยิ่งหัวเราะขบขำไม่ได้สำนึกถึงความผิดเลยสักนิด
‘ไอ้ลูกเวรหากเ้าไม่มีน้องเพิ่มในปีนี้ข้าจะยุแยงให้เ้านัทซึแยกเตียงนอนกับเ้าเลยคอยดูสิ!’
หลังจากช่วยมารดาเก็บล้างถ้วยชามเสร็จเรียบร้อยดินก็ปลีกตัวออกมาเดินย่อยอาหารที่ริมชายป่าชั้นนอกซึ่งเป็พื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าได้มาจริงๆแล้วพื้นที่ส่วนนี้นั้นทางอำเภอได้แบ่งเอาไว้ให้คนที่ไม่มีป้ายศิลาเวทย์เข้ามาเก็บหาของป่าเพื่อประทังชีพแต่ด้วยความที่เป็พื้นที่สาธารณะจึงไม่ค่อยมีสิ่งใดให้เก็บไปใช้ประโยชน์ได้เลย
เมื่อชมนกชมไม้จนพอใจและใกล้ถึงเวลาค่ำแล้วดินจึงหันหลังกลับเข้าบ้านเพื่อไปเอาอุปกรณ์อาบน้ำก่อนที่จะไปอาบที่แม่น้ำที่อยู่ใกล้บ้านแต่ในขณะที่เขากำลังเริ่มออกเดินนั้นเองก็พลันรู้สึกได้ว่ามีสายตาของใครสักคนที่เพ่งมองมาจากที่ด้านหลังของตนอย่างชัดเจนแต่เมื่อหันหลังกลับไปมองก็ไม่พบเจอใครแต่ความรู้สึกที่ถูกจับจ้องมองก็ยังไม่ได้หายไปไหนมิหนำซ้ำยังััถึงความรู้สึกนั้นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อดินกวาดตามองไปรอบๆก็พลันไปสะดุดตากับต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่มากที่ไม่เคยเห็นว่ามีอยู่ในบริเวณนี้มาก่อนด้วยความเป็คนขี้เสือ..กเอ๊ย!ขี้สงสัยของตัวเองดินเลยไม่รอช้าที่เดินเข้าไปดูใกล้ๆแล้วเดินวนดูรอบๆจึงพบว่าต้นไม้ต้นนี้เป็ต้นไม้ที่ยืนต้นตายและมีโพรงไม้ขนาดที่คนตัวเล็กๆนั้นสามารถจะแทรกตัวเข้าได้
แล้วจะรออะไรล่ะ!คนตัวเล็กนั้นจะเป็ใครไปได้อีกล่ะมันก็ต้องเป็เขาน่ะสิ!
คิดได้เช่นนั้นดินก็พยายามมุดตัวเข้าไปภายในโพรงซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าแต่รู้สึกเหมือนกับว่าโพรงไม้นี้มันจะขยายออกเพื่อให้ตัวเขาเข้าไปด้านในได้สะดวก
‘สงสัยเราจะคิดมากไปแหงๆโพรงไม้ที่ไหนมันจะยืดหดได้กันล่ะ..’ดินส่ายหัวไปมาให้กับความคิดเพ้อเจ้อของตัวเอง
เมื่อเข้ามาด้านในได้แล้วดินก็เริ่มสำรวจสิ่งรอบตัวทันทีโชคดีที่ด้านในนี้ไม่ได้มืดเท่าไหร่เนื่องจากโพรงไม้อยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกพอดีแสงแดดตอนพลบค่ำจึงสาดแสงเข้ามาด้านในได้เต็มๆจึงไม่ได้ทำให้ดินรู้สึกกลัวอะไรแต่แล้วจู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบ้างอย่างกำลังเลื้อยขึ้นมาพันรัดขาของตนเอาไว้ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนรู้สึกตัวอีกทีตัวเขาก็โดนโอบรัดไปเกือบทั้งตัวแล้ว
“!!เฮ้ย!!!ช่วยด้ว…!!!”แต่ยังไม่ทันที่จะได้ร้องขอความช่วยเหลือจนจบประโยคก็มีเถาวัลย์พันรัดรอบศีรษะจนมิดเสียก่อนหากมองจากด้านนอกแล้วนั้นตัวเขาในตอนนี้คงกลายเป็เหมือนดักแด้ไปแล้ว
ในยามนี้ดินไม่อาจมองเห็นอะไรได้อีกความมืดมิดนั้นทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจนน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่สามารถสั่งหยุดได้คงต้องโทษความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองที่ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้
เถาวัลย์ที่พันอยู่รอบตัวของดินนั้นเริ่มพยายามชอนไชแทรกเข้าไปในร่างกายตนอย่างไม่สนใจว่าเ้าของร่างนั้นจะเจ็บทรมานแค่ไหนเสมือนสัตว์ร้ายที่อดอยากเมื่อเจอเหยื่อก็รีบตะกละตะกรามกัดกินอย่างไม่ปราณีความเ็ปที่เหมือนมีคมมีดเป็พันเป็หมื่นเสียบแทงนั้นทำให้ร่างกายเขาสั่นเกร็งสะท้านไปทั้งตัวอย่างควบคุมไม่ได้
ดินได้แต่ภาวนาขอให้ความเ็ปนี้จบสิ้นไปโดยเร็วการที่จะต้องตายไปอีกครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เสียใจแม้แต่น้อยแต่การที่จะต้องพลัดพรากจากครอบครัวที่เพิ่งได้มีนั้นทำให้ตนทั้งกลัวทั้งเสียใจไปพร้อมๆกันเขาเพิ่งจะเคยััความสุขจากครอบครัวได้เพียงไม่นานเท่านั้นเองทำไมโชคชะตาช่างใจร้ายกับตนนักขอให้เขาได้มีโอกาสยาวนานอีกสักหน่อยไม่ได้หรือไรอย่างน้อยๆก็ให้เขาได้กล่าวคำลาและบอกทุกคนว่าตนนั้นรักมากขนาดไหนถึงแม้ว่ามันจะเป็ระยะเวลาเพียงไม่นานที่พวกเราได้ใช้ชีวิตร่วมกัน
หากปาฏิหาริย์มีจริงตนก็ขอโอกาสกลับไปกอดท่านพ่อท่านแม่และเ้าน้องชายที่เป็คนที่เขารักอีกสักครั้งแต่โอกาสคงจะไม่มีแล้วล่ะเพราะตอนนี้แม้แต่การหายใจยังแทบทำไม่ได้เลยดินปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่คิดที่จะห้ามมันเอาไว้อีกแล้วเผื่อบางทีน้ำตานี้อาจจะช่วยบรรเทาความเสียใจที่เกิดจากพลัดพรากที่กำลังจะเกิดขึ้นให้มันเบาจางลงไปได้แม้เพียงน้อยนิดก็ยังดี
ยามนี้ร่างกายของดินนั้นได้กลายเป็ภาชนะที่ใช้บรรจุรากไม้พวกนี้ไปแล้วและตอนนี้มันก็อัดแน่นเสียจนเหมือนว่ากำลังจะะเิออกได้ในทุกวินาทีแต่น่าแปลกที่ตนยังไม่ตายเสียทีแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความเ็ปจะหายไปหรอกนะเปล่าเลย!
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้แต่สำหรับดินนั้นมันเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์แต่แล้วรู้สึกเ็ปที่เคยมีนั้นก็พลันหายไปจนหมดสิ้นกลับกลายเปลี่ยนเป็ความเบาสบายเหมือนร่างกายล่องลอยอยู่ในอากาศจนคิดไปว่าตนนั้นได้ตายไปแล้วหรืออย่างไร
ทันใดนั้นหูของเขาก็แว่วได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังมาจากรอบๆตัวเหมือนเป็เสียงหัวเราะของเด็กจำนวนมากที่กำลังมีความสุขกันอยู่แต่เด็กที่ไหนมันจะมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้ล่ะ?
“นายท่านนายท่านเ้าขา~”
เสียงร้องเรียก‘นายท่าน’ของเด็กๆดังระงมไปหมด แต่เขาไม่รู้ว่า‘นายท่านนี่หมายถึงใครกัน?’จึงอดที่จะคิดตั้งคำถามขึ้นมาในใจเสียไม่ได้
และแล้วคำถามนั้นก็ได้รับคำตอบกลับมา“นายท่านก็คือตัวท่านไงเ้าคะนายท่านอดทนสักหน่อยนะเ้าคะอีกไม่นาน ‘เถาวัลย์ิญญาแห่งชีวิต’นี้ก็จะหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับนายท่านโดยสมบูรณ์แล้วล่ะเ้าค่ะ”
สรุปคือ‘นายท่าน’นี่หมายถึงตัวเขาหรือนี่แล้วไอ้เถาวัลย์ที่มันสร้างความทรมานอย่างแสนสาหัสนี่คือ‘เถาวัลย์ิญญาแห่งชีวิต’ซึ่งตอนนี้มันกำลังชอนไชเข้ามาอยู่ในตัวเขาจนเกือบจะหมดแล้ว!!
‘เฮ้ย!อย่างนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับพยาธิที่ชอนไชเข้ามาอาศัยอยู่ในลำไส้น่ะสิยี๊~~หยะแหยง!!’เมื่อคิดไปเช่นนั้นดินก็ได้ยินเสียงเหมือนคนถอนหายใจอย่างเอือมระอาดังออกมา
“เฮ้อ~มันจะไปเหมือนกับพยาธิในตัวท่านได้อย่างไรเล่าเ้าคะเถาวัลย์ิญญาแห่งชีวิตนั้นเมื่อหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับตัวท่านแล้วหากแม้นนายท่านปรารถนา้าโลกใบนี้แล้วนั้นท่านก็ย่อมสามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนพลิกฝ่าเลยล่ะเ้าค่ะฉะนั้น...ท่านได้โปรดอย่าได้นำไปเปรียบกับพยาธิในท้องของท่านเข้าใจมั้ยเ้าคะ!!”น้ำเสียงเหวี่ยงวีนจัดมาเต็มๆผิดกับน้ำเสียงเรียกหาในคราแรกราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
เมื่อโดนหงุดหงิดใส่ดินก็อดที่บ่นในใจเสียไม่ได้‘อะไรฟ๊ะ!คนเขาล้อเล่นแค่นิดเดียวเองทำเป็รมณ์เสียไปได้แล้วไอ้พยาธิมันไม่ดีตรงไหนกันทุกคนลองคิดดูให้ดีสิว่าพยาธิมันไม่เคยทิ้งเราไปไหนเลยนะไม่ว่าเรา จะทุกข์ จะสุขจะเบ่ง จะตด มันก็ยังอยู่กับเราไม่หนีหายไปไหนพยาธินี่มันคือเพื่อนแท้เพื่อนตายเลยนะเฟ้ย!คิดสิ...คิด..’
เวลาในตอนนี้น่าจะผ่านเลยเที่ยงคืนไปแล้วและดินนั้นก็เริ่มขยับตัวได้บ้างแล้วน่าแปลกที่เขานั้นอยู่ในท่ายืนั้แ่โดนเถาวัลย์พันธนาการเอาไว้จนถึงตอนนี้นั้นก็นับว่าเป็่เวลาที่ยาวนานแต่เขาเองกลับไม่มีความรู้สึกว่าเมื่อยล้าเลยแม้แต่นิดเดียวเมื่อดินนั้นสามารถลืมตาขึ้นมาได้ก็ได้พบกับหิ่งห้อยฝูงใหญ่ที่กำลังบินวนไปเวียนมาจนชวนให้น่าเวียนหัว
“หืม~หิ่งห้อยมาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้ล่ะเนี่ย?”เขาเอ่ยตั้งคำถามไปตามที่คิดแต่แล้วก็มีเสียงร้องค้านออกมาซึ่งเ้าของเสียงนั้นคือเสียงเดียวกับที่คุยกับเขาใน่ก่อนหน้านี้นั่นเอง
“พวกข้าคือเหล่าภูตที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้เ้าค่ะมิใช่หิ่งห้อยอย่างที่นายท่านเข้าใจ”
“ภูตเหรอ!!!”
“ใช่แล้วเ้าค่ะภูตที่มีปีกเป็สีทองนั้นคือภูตมิติและกาลเวลาปีกเป็สีขาวคือภูตวาโยปีกสีฟ้าคือภูตวารีปีกสีเขียวคือภูตพฤกษาและปีกสีน้ำตาลคือภูตปฐีส่วนปีสีแดงเช่นข้าน้อยคือภูตอัคคีเ้าค่ะปกติแล้วภูตนั้นจะมีปีกสองปีกเท่านั้นหากมีปีกสี่ปีกนั่นหมายถึงเป็าาหรือราชินีภูตเ้าค่ะนายท่านและส่วนจำนวนภูตนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยล่ะเ้าค่ะ”
ดินรับฟังอย่างมึนงงแต่ก็พยายามจดจำให้ได้กับข้อมูลมากมายที่ภูตน้อยอุตส่าห์อธิบายให้ฟังทั้งๆ ที่ตนก็ไม่อยากรู้และไม่ได้ถามสักหน่อยอ่ะนะ=_=
“งั้นแสดงว่าเ้าก็คือราชินีภูตอัคคีสินะ..”เขาสังเกตเห็นว่าภูตตนนี้ที่ตัวเขากำลังคุยอยู่ด้วยนั้นมีปีกสีแดงสี่ปีกซึ่งเป็สัญลักษณ์ของราชินีภูตอัคคีหน้าตานางนั้นดูงดงามสมกับที่เป็ราชินีภูตดวงตาน้ำตาลแดงผมสีแดงสดที่ยาวสลวยจนถึงข้อเท้าสวมชุดที่ทำจากดอกไม้สีส้ม
“ถูกต้องแล้วเ้าค่ะนายท่านและต่อไปนี้ภูตทุกตนทุกเผ่าพันธุ์จะมีท่านเป็นายเหนือหัวแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเ้าค่ะ..”ราชินีภูตอัคคีพูดจบก็ก้มศีรษะเพื่อทำความเคารพตัวเขาเหตุการณ์นี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ดินก็ลองคิดดูสิว่าอยู่ดีๆก็ได้เป็เหมือนาาของเหล่าภูตซะงั้นแต่มันก็เท่ห์ไม่ยอกเลยนะอิอิอิ
“ข้าไม่ได้มีปีกหรือเป็ภูตแล้วเหตุใดพวกเ้าจึงมายกย่องข้าให้เป็นายเหนือหัวของพวกเ้ากันล่ะ?..” มันต้องมีที่มาที่ไปสิหากไม่ถามให้รู้คงคาใจจนนอนไม่หลับแน่
“ผู้ใดก็ตามที่หลอมรวมร่างกายเป็หนึ่งเดียวกันกับเถาวัลย์ิญญาแห่งชีวิตแล้วนั้นผู้นั้นจะเป็นายเหนือหัวของเหล่าภูตทั้งปวงเ้าค่ะนายท่าน..”
เข้าใจแล้วล่ะ!เป็เพราะเขานั้นมีเถาวัลย์ิญญาแห่งชีวิตอยู่ในร่างกายนั่นเองพวกภูตทั้งหลายเลยพากันยกย่องให้เป็นายเหนือหัวหากไม่มีมันแล้วล่ะก็ไอ้ดินคนนี้มันก็เป็ได้แค่แมวตัวหนึ่งเท่านั้นเองฮึ!
‘แต่ช่างเถอะ...ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้เขาก็เป็ถึงนายเหนือหัวของเหล่าพวกภูตเชียวนะ..’พอคิดได้อย่างนั้น ดินก็เลยลองเชิดหน้าเชิดคออย่างที่พวกคนใหญ่คนโตมักชอบทำกันดูบ้าง
"อ่ะ...แฮ่มมนี่ใครรู้จักกันม้ายยย...ยยข้านายดินแดนเป็เ้าเหนือหัวของเหล่าภูตนะเฟ้ย~"