เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสาม เพียงผ่านคืนนี้

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสาม

     

    เสียงกีบม้าเร่งร้อนฝ่าทะเลทรายกลับเข้าค่ายใหญ่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำหาเส้นขอบฟ้าอากาศเย็นแห้งแล้งในตอนบ่ายถูกแทนที่ด้วยลมหนาวของยามสนธยาแต่ไม่อาจดับคลื่นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอกของบุรุษบนหลังม้าผู้หนึ่งได้เลย

    โม่เหวินหานยังกอดร่างที่ไร้เรี่ยวแรงในอ้อมแขนไว้แน่นความรู้สึกหนักอึ้งบนหน้าอกเพราะหญิงสาวที่แนบอยู่แนบกาย และเสียงของหัวใจเขาเองที่เต้นกระแทกเหมือนจะทะลุซี่โครงออกมาสีหน้าของเขาเรียบตึงดวงตาคมมืดมิดเคร่งเครียดนั้นกลับสะท้อนวังวนคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเกลียวทรายที่หมุนวนในสมรภูมิ

    ร่างของหลิวชิงเซียงที่เขาโอบแนบอกยังเปื้อนเลือดรอยลูกธนูที่ปักกลางอกนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกลมหายใจของนางได้หายไปพร้อมกับดอกศรนั้นแล้วโม่เหวินหานไม่แม้แต่จะมองทิวทัศน์รอบข้าง ไม่มองทหาร ไม่ฟังเสียงใดเขาเพียงเร่งม้าเข้าค่ายตรงสู่กระโจมหลักของตนเองทันที

    “ตามหมอมา! เร็วเข้า!” เขาตะโกนสั่งเสียงเข้มเมื่อม้าชะลอฝีเท้าถึงหน้ากระโจม

    ไม่ทันได้ปล่อยมือจากร่างในอ้อมแขนชายหนุ่มก็พุ่งกายลงจากหลังม้าแล้วเปิดประตูผ้ากระโจมของตนเองอย่างแรงก่อนจะพาร่างของหลิวชิงเซียงวางลงบนฟูกขนสัตว์กลางกระโจมใหญ่กลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์ที่เคยให้ความผ่อนคลายเวลานี้กลับไร้ค่าไปถนัดตาเมื่อกลิ่นคาวเลือดของนางเข้าครอบคลุมทุกอณูแทน

    หมอประจำค่ายถูกตามตัวมาอย่างรวดเร็วพร้อมกล่องยาฉุกเฉินในมือ เมื่อเห็นว่าคนบาดเจ็บคือคุณชายหลิวใบหน้าก็ซีดเผือดแต่ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดนอกจากคุกเข่าลงแล้วเริ่มตรวจ

    “ธนูปักลึกมาก..” หมอกองทัพพึมพำพร้อมเร่งมือถอดเกราะเบาออกจากอกของหลิวชิงเซียงเผยให้เห็นบาดแผลลึกที่อกซ้าย เลือดไหลซึมแม้อกจะถูกพันไว้ด้วยผ้าหนาทับซ้อนหลายชั้นแล้วก็ตาม

    โม่เหวินหานยืนข้างเตียงไม่ขยับไปไหนมือที่กำดาบแน่นสั่นเล็กน้อย ‘หากข้าเร็วกว่านี้สักก้าว..’ เขาเม้มปากแน่นจนแทบเป็นเส้นตรง

    นอกกระโจมเสียงฝีเท้าหนักแน่นของแม่ทัพเก่อเหยียนเดินตรงมาแต่ยังไม่ทันยกมือเปิดผ้าม่านเข้าไป หลัวไท่ขายที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ยื่นมือมาขวางไว้

    “อย่าเพิ่งเข้าไป” หลัวไท่ขายเอ่ยเสียงหนักแน่น

    “ทำไมเล่า? ฝ่าบาทกลับมาแล้วนี่ข้าเพียงจะเข้าไปถามให้แน่ใจว่าทัพซีเป่ย..”

    “เมื่อครู่..ฝ่าบาทอุ้มคุณชายหลิวกลับมาเองกับมือ”

    คำตอบนั้นทำให้เก่อเหยียนชะงักไปครู่ใหญ่“ว่าอย่างไรนะ? ฝ่าบาท?”

    “ข้าเห็นกับตา” หลัวไท่ขายพยักหน้าช้าๆ “พาเข้ากระโจมไปเองด้วย สีพระพักตร์..ไม่เคยเห็นตึงเช่นนั้นมาก่อน”

    “เกิดอะไรขึ้นแน่?”

    หลัวไท่ขายเพียงส่ายหน้า“ข้าเห็นเพียงว่าคุณชายหลิวถูกธนูปักอกฝ่าบาทอุ้มร่างนั้นควบม้ากลับมาเอง ตอนนี้ในกระโจมมีแต่หมอกองทัพอยู่คนหนึ่ง..อีกสองคนกำลังถูกตามมาเสริมข้าไม่คิดว่าท่านจะเข้าไปแล้วได้ข้อมูลมากกว่านี้”

    เก่อเหยียนขมวดคิ้วเข้มคำตอบที่ได้ยิ่งทำให้คำถามในใจมากขึ้น “พระองค์..อุ้มกลับมาด้วยตัวเองคนเดียว?” เขาพึมพำเสียงแผ่วราวไม่เชื่อหู

    “ใช่” หลัวไท่ขายตอบเบาๆก่อนจะเงียบไปครู่ใหญ่แล้วจึงเอ่ยต่อ “เห็นที..คุณชายหลิวผู้นั้นคงไม่ใช่ชนทะเลทรายธรรมดาแล้วละ”

    ขณะเดียวกันในกระโจมกลิ่นสมุนไพรแรงกล้าเริ่มลอยกระจายสองหมอกองทัพนั่งขนาบข้างร่างที่ยังไม่รู้สึกตัว หนึ่งกำลังห้ามเลือดอีกคนบดตำสมุนไพรสดผสมผงโอสถที่มีฤทธิ์ลดพิษจากหัวลูกศรของเผ่าซีเป่ย

    โม่เหวินหานยังคงยืนกอดอกดวงตาจับจ้องที่ใบหน้าอิดโรยใต้ผืนผ้าเนื้อบางนั้น หยาดเหงื่อเกาะเต็มหน้าผากนางริมฝีปากซีดเผือดไร้สีเลือด ‘รอข้าอีกหน่อยไม่ได้หรือข้ากำลังจะทำสำเร็จแล้ว ข้าจะบอกทุกเรื่อง..เจ้าอย่าคิดจะเงียบกับข้าด้วยการไม่ตื่นขึ้นมาเชียว’

    ผ่านไปครู่ใหญ่ทัพเสริมบางส่วนเริ่มทยอยกลับเข้าค่ายผู้บาดเจ็บถูกส่งไปตามกระโจมรักษารอง กองบัญชาการกลางกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งเก่อเหยียนเดินวนหน้ากระโจมใหญ่ด้วยความร้อนใจ สักพักก็หายไปสอบถามรายงานจากแนวหน้าแล้วกลับมา

    “ซีเป่ยถอยทัพกลับไปแล้วไม่กล้ารุกล้ำต่อ คงเพราะเห็นกองทัพเรามาถึงทันเวลา” เขาเอ่ยพลางถอนหายใจ

    “ดี!..แต่กว่าจะได้ข้อมูลชัดเจนก็คงต้องรอถังลี่ซานหรือเล่าซือผิงที่เหลือกลับมาก่อน” หลัวไท่ขายกล่าวเรียบๆ ดวงตาเหลือบมองผ้าม่านกระโจมใหญ่ที่ยังปิดสนิทไม่รู้ข้างในเป็นเช่นไรแล้ว

    ไม่นานนักอาเต๋อพร้อมบุรุษชนทะเลทรายอีกสองคนก็กลับมาถึงค่ายหลังจากที่ช่วยทัพเสริมเข้าไปในเขตแปรปรวนบนใบหน้าอาบเหงื่อเปื้อนทรายแต่ยังมีแววเคร่งเครียด พอทราบข่าวก็รีบตรงเข้ามา

    “ชิงเซียงล่ะ? อยู่ไหน?” อาเต๋อเอ่ยถามด้วยสีหน้าร้อนรนดวงตาคมใต้คิ้วหนาสั่นไหว

    เก่อเหยียนยกมือชี้ไปที่กระโจมใหญ่“อยู่ในนั้น..แต่อย่าเพิ่งเข้าไป”

    “บาดเจ็บหนักหรือ?” บุรุษร่างสูงวัยกลางคนถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

    “หนัก ถึงกับต้องเรียกหมอมาดูแลถึงสองคน” เก่อเหยียนตอบแล้วส่ายหน้า “แต่ตอนนี้ในนั้นมีฝ่าบาทอยู่ด้วยเจ้าคิดว่าการเข้าไปจะช่วยอะไรได้หรือ? อย่าเกะกะเลยอยู่รอด้านนอกเถอะ”

    อาเต๋อชะงักไปเล็กน้อยลำคอกระเพื่อมอย่างพยายามกลืนความห่วงใยที่เอ่อเต็มอกลงไป “ข้าก็แค่อยากรู้ว่าชิงเซียงยังหายใจอยู่หรือไม่เท่านั้นเอง..”

    “เขายังหายใจอยู่” หลัวไท่ขายกล่าวเบาๆ ดวงตาแน่วแน่ “แต่เวลานี้เจ้าช่วยเงียบรอข้างนอกดีกว่า มิใช่ว่าเราทุกคนล้วนอยากให้เขารอดหรือไร?”

    เมื่อคำพูดสุดท้ายจบทั้งสามเงียบเสียงทันทีและเฝ้ามองผ้าม่านสีเทาของกระโจมใหญ่นั้นเงียบๆไม่ต่างจากเงาหลังพายุที่ยังไม่แน่ใจว่าแสงตะวันของเช้าวันพรุ่งจะสาดส่องออกมาอีกครั้งหรือไม่

    แสงแรกของรุ่งอรุณค่อยๆแทรกตัวผ่านขอบฟ้าทะเลทรายสาดลอดผนังผ้าของกระโจมใหญ่ก่อเกิดเป็นประกายเรื่อบางเหนือยอดเสาของกระโจมที่มีลายปักมังกรอันเป็นเครื่องหมายของผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพจินหยาง

    ในกระโจมที่ทั้งคืนเงียบสงัดไร้เสียงพูดจาก็ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นโอสถและโลหิตแผ่วจางร่างหญิงสาวที่นอนนิ่งแนบกับฟูกนุ่มผ้าห่มขนสัตว์อุ่นสีน้ำตาลทองคลุมร่างที่พลังชีวิตอ่อนแรงปลายผมยาวชื้นเหงื่อยังชื้นเหนียวแนบแก้มทั้งสองข้าง ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนพิงเสากลางกระโจมดวงตาแดงก่ำจ้องมองหญิงสาวบนเตียงมาตลอดคืน

    โม่เหวินหานยืนนิ่งมาตั้งแต่ยามจื่อจนบัดนี้ฟ้าเริ่มสางลมหายใจของเขายังคงลึกและเรียบแต่ดวงตาใต้คิ้วหนานั้นไม่อาจซ่อนความอาวรณ์และเหนื่อยล้าได้เลย

    ฟืนในเตาผิงด้านข้างเริ่มมอดหลงเหลือเพียงเปลวแดงเรืองแสงกับเงาร่างของหมอกองทัพสองคนที่นั่งขนาบข้างเตียงผู้ป่วยจวบจนเมื่อหยดสุดท้ายของโอสถในถ้วยถูกป้อนลงปากหญิงสาวและผ้าชุบน้ำซับเหงื่อหยดท้ายสุดที่หน้าผากหลิวชิงเซียงถูกหมอวางลงอย่างเบามือสองบุรุษก็ถอนหายใจแทบพร้อมกัน

    หนึ่งในนั้นค้อมกายลง“ฝ่าบาท..พวกกระหม่อมขอรายงานตอนนี้ห้ามเลือดและปิดปากแผลเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเงียบงันในกระโจมทำให้คำพูดนั้นดังกังวาน

    โม่เหวินหานหันขวับมามองดวงตาสีเข้มเป็นประกายแวววับทันควัน “ปลอดภัยแล้วหรือ?” น้ำเสียงต่ำและนิ่งจนน่าขนลุกแต่แฝงไว้ด้วยความหวังที่แทบยึดเหนี่ยววิญญาณไว้

    หมอทั้งสองชะงักไปครู่หนึ่งดวงตาสบกันก่อนค้อมกายอีกครั้งแต่กลับไร้คำตอบชัดเจน ใบหน้าพลันซีดเผือด “กราบทูลว่า..” หนึ่งในนั้นอ้ำอึ้ง “แม่นางหลิว..เสียเลือดมากเกินไปเดิมทีหัวลูกธนูถูกเคลือบยาที่ทำให้เลือดไหลไม่หยุด หากช้ากว่านี้เพียงครู่เกรงว่าพระองค์จะไม่สามารถรั้งได้ตั้งแต่เมื่อวานได้ ตอนนี้ยื้อได้อีก..หน่อยพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานสบตาอีกฝ่ายความหวังในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสำนึกเจ็บแปลบวูบหนึ่ง “ข้าเข้าใจแล้ว..ไปพักเถิดแล้วให้หมออีกคนเข้ามาเฝ้าแทน” ทั้งสองประสานมือคำนับ แล้วรีบผละออกจากกระโจมอย่างไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวมองอีกครั้ง

    ด้านนอกเมื่อได้เห็นหมอทั้งสองออกมาท่าทีลำบากเหล่าผู้เฝ้ารอก็กรูกันเข้ามาล้อมไว้ทันที

    “รอดหรือไม่?” เก่อเหยียนถาม

    “อาการเป็นอย่างไร?” หลัวไท่ขายเอ่ยด้วยเสียงเคร่งเครียด

    สามชนทะเลทรายโดยเฉพาะอาเต๋อขยับเข้าไปใกล้กว่าใครราวกับหากคำตอบไม่ออกจากปากหมอในเวลานี้เขาจะระเบิดเสียงคำรามออกมาเสียเอง

    “เอ่อ..บาดแผลอยู่ตรงอกซ้าย ธนูปักลึก..หัวธนูเคลือบยาที่ทำให้เลือดไม่หยุดเสียเลือดมากเวลานี้ได้เพียงประคองอาการไว้เท่านั้น” หมอพูดไปก็ตัวสั่นไปเมื่อสัมผัสได้ว่าชายคนหนึ่งในกลุ่มยกมือกำดาบแน่นจนเส้นเลือดปูด

    อาเต๋อก้าวพรวดมาหน้ากระโจม“ข้าจะเข้าไปดูอาการของชิงเซียงเอง!”

    เก่อเหยียนกางแขนขวาง“ที่นั่นคือกระโจมของฝ่าบาทเจ้าคิดจะเข้าไปเองได้ง่ายๆ รึ?”

    “ก็ชิงเซียงคือผู้..”

    “หยุด!” เสียงทุ้มลึกแทรกขึ้นราวฟ้าผ่ากลางใจ

    ผ้าม่านกระโจมเบี่ยงออกโม่เหวินหานยืนตรงกลาง เงาของเขายาวเหยียดใต้แสงยามเช้า เสื้อคลุมยาวมีฝุ่นเล็กน้อยแต่กลับเปื้อนรอยเลือดทั่วบริเวณบนอกเขากวาดตามองรอบด้านอย่างไม่กล่าววาจา

    “ฝ่าบาท..อาการของคุณชายหลิวเป็นอย่างไร..” หลัวไท่ขายถามเบาๆ

    แต่ก่อนจะมีคำตอบโม่เหวินหานหันไปสั่งทหารข้างกาย “ไปนำเสื้อผ้าของหลิวชิงเซียงจากกระโจมมาเราจะเปลี่ยนอาภรณ์ให้นางด้วยตนเอง”

    เหล่าทหารที่เฝ้าอยู่หน้ากระโจมขยับเท้าพร้อมกันเพียงประสานมือรับคำแล้วรีบจากไป แต่หากคำพูดนั้นกลับทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันตาบางคนเบิกตากว้าง บางคนลอบมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ บางคนเริ่มสงสัย

    “เมื่อครู่ฝ่าบาท..ตรัสว่า ‘นาง’ ?” นายกองคนหนึ่งพึมพำเสียงแผ่ว

    อาเต๋อที่ได้ยินกลับก้าวมาขวางฮ่องเต้หรี่ตามองตรงด้วยสีหน้าดุดัน “เจ้า..ไม่อาจเปลี่ยนอาภรณ์ให้นาง!”

    โม่เหวินหานไม่กล่าวสิ่งใดครู่ใหญ่กระทั่งเขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ดวงตาดำสนิทแน่วแน่สบตากับอาเต๋อแล้วเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “แล้วที่นี่มีผู้ใดเหมาะสมกว่าข้าที่เป็น..สามีของนาง?”

    เสียงลมทะเลทรายพัดซัดผืนทรายให้ฟุ้งขึ้นกระโจมผ้าเสียดสีแผ่วเบา แต่ภายใต้ความเงียบงันนั้น คำพูดหนึ่งเดียวกลับทำให้หลายคนกลั้นหายใจ

    อาเต๋อเม้มปากแน่นถอยไปก้าวหนึ่งมือที่กำดาบหลวมลง หางตาแดงจัด เขาไม่กล่าวสิ่งใดอีกเพียงสะบัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวเดินถอยออกมา ไม่นานทหารก็กลับมาพร้อมห่อผ้าโม่เหวินหานรับไว้แล้วเข้าไปในกระโจมทันที

    ด้านนอกเก่อเหยียนหันไปถามหลัวไท่ขาย“..ตกลงเจ้าหลิวน้อย..เป็นสตรี?”

    “ข้าเองไม่แปลกใจเท่าไรหรอก” หลัวไท่ขายตอบเบาๆ สีหน้าครุ่นคิด “แต่ที่แปลกคือคำที่พระองค์ตรัสออกมานั่นต่างหาก” คำที่ว่าเป็นสามีนาง

    เขาหันมองอาเต๋อที่เดินห่างออกไปแล้วพึมพำ“หรือว่า..เขาจะรู้มาก่อนอยู่แล้ว?”

    ไม่นานหมอคนใหม่ที่ถูกตามมาตรวจอาการก็มาถึงเขาได้รับอนุญาตให้เข้าไปตรวจอีกครั้งข้างในกระโจมทุกอย่างเก็บกวาดสะอาดเรียบร้อยแล้ว กลิ่นคาวเลือดจางหายมีเพียงกลิ่นเครื่องยาสมุนไพรบางเบาแทนที่

    หลิวชิงเซียงนอนอยู่ในชุดสะอาดผ้าคลุมปกคลุมถึงอก ดวงหน้าไร้สี ปากซีดแห้ง เส้นผมดำขลับสยายอยู่บนหมอนสีคราม

    หมอเข้ามาเฝ้าดูอาการตรวจชีพจรแล้วรายงานว่า“หัวลูกธนูตัดเส้นเลือดใหญ่บวกกับยาพิษอ่อนที่เคลือบปลายธนู แม่นางหลิวเสียเลือดมากจนชีพจรเบาแทบจับไม่ติดหากรอดคืนนี้ได้ จึงพอมีหวัง”

    โม่เหวินหานยืนนิ่งราวรูปสลักข้างเตียงสีหน้าไร้คำกล่าว หัวใจเขากระหน่ำรัว ‘เจ้าต้องรอด..เจ้าไม่มีสิทธิ์ทิ้งข้าไว้เพียงลำพังอีก..’

    ค่ำคืนมาถึงอีกคราล่วงเข้าสู่ช่วงปลายยามไฮ่ ด้านนอกกระโจมเสามังกรลมพัดหนาวเหน็บเย็นยะเยือกแต่ภายในกลับระอุเงียบสงัดยิ่งกว่าคืนเดือนดับ โม่เหวินหานที่นั่งอยู่ข้างเตียงทั้งคืนแม้จะเปลี่ยนอาภรณ์สะอาด อาบน้ำล้างคราบเลือดและเม็ดทรายออกจากเรือนกายแล้วทว่าความอ่อนล้าในนัยน์ตายังคงหนาแน่นเงาเข้มใต้เปลือกตาฉายให้เห็นถึงร่างกายที่ไร้การพักผ่อน

    ภายในกระโจมเปลวไฟจากโคมตะเกียงลอยอ้อยอิ่งซุกตัวอยู่ใต้เพดานผ้า เสียงลมหายใจอ่อนเบาแทบสัมผัสไม่ได้ผ้าม่านต่างประตูถูกเลิกออก เบื้องหน้ามีเงาหลายคนผลัดกันก้าวเข้ามา

    หลัวไท่ขายเดินนำหน้าตามด้วยเก่อเหยียน นายกองซ้ายขวา และสามชนทะเลทรายที่เดินมาด้วยสีหน้าเป็นห่วงอาเต๋อที่ยืนกอดอกหน้าขรึมไม่พูดจา

    หลัวไท่ขายเห็นร่างของโม่เหวินหานที่ยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงสบสายตาเพียงครู่ก็รู้ดีว่าฮ่องเต้ไม่ได้แม้แต่จะขยับตัวมาสักพักรอยยับย่นเผยให้เห็นว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้นานเพียงใด

    “ฝ่าบาท..พักผ่อนสักหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ” หลัวไท่ขายเอ่ยเบาพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เสียงกระทบกับอารมณ์ของอีกฝ่าย “แม่นางหลิวมีหมออยู่แล้วกระหม่อมให้คนมาเฝ้าแทนได้”

    โม่เหวินหานไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธมีเพียงเสียงต่ำเบาหวิวลอยมาจากริมฝีปากแห้ง “รอให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน”

    หลัวไท่ขายสบตาเก่อเหยียนได้แต่ถอนใจแผ่วเบา กระโจมเงียบอยู่อึดใจ ราวกับทุกสรรพสิ่งในโลกหยุดเคลื่อนไหวกระทั่งเสียงแหบพร่าดังขึ้นจากร่างที่นอนอยู่

    “อึก..!” ร่างที่นอนนิ่งมาตลอดทั้งวันพลันกระตุกก่อนจะไอแรงจนเลือดสดพุ่งออกมาจากริมฝีปากบางแดงฉานเปื้อนอกเสื้อโม่เหวินหานถึงกับถลันเข้าหาร่างนั้นอย่างรวดเร็ว ประคองขึ้นแนบอกด้วยความตกใจ สองแขนกระชับแน่นราวจะโอบชีวิตอันร่วงโรยไม่ให้หล่นหายไปกับความว่างเปล่า

    “อาชิง!” เสียงเรียกนั่นดังแว่วคล้ายลมหอบแรง

    หมอที่เฝ้าอยู่ด้านข้างรีบเข้ามาตรวจชีพจรหลังจับชีพจรอยู่นานก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าสับสนแฝงแววกังวลริมฝีปากขยับเบาแต่ไร้คำกล่าว

    โม่เหวินหานสบตาแล้วเอ่ยเรียบเย็น“รักษา”

    “กระหม่อม..” หมอค้อมกายลง “กระหม่อมไม่อาจทำสิ่งใดได้แล้วพ่ะย่ะค่ะแผลภายนอกปิดแล้ว แต่แผลภายใน..โอสถรักษาก็กระอักออกมา” น้ำเสียงเหมือนเหล็กแหลมกรีดกลางหัวใจ

    บุรุษผู้ทรงอำนาจกัดฟันแน่นคว้าผ้าสะอาดเช็ดโลหิตจากมุมปากหญิงสาวจนสะอาด แล้ววางนางลงบนเตียงอย่างอ่อนโยนเขาหันไปสบตาหมอและเหล่าคนที่เฝ้าอยู่อีกมุมหนึ่ง “..ออกไปให้หมด”

    ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของนายเหนือหัวนายกองซ้ายขวาและเก่อเหยียนต่างลอบสบตากัน รีบออกไปพร้อมกันกับหลัวไท่ขายอาเต๋อที่ทำท่าจะเอ่ยอะไรบางอย่างก็ถูกเก่อเหยียนคว้าต้นแขนลากออกมาจากกระโจมด้วยแรงที่ไม่เบาเมื่อม่านประตูปิดลง ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง

    โม่เหวินหานนั่งลงข้างเตียงลูบแก้มขาวซีดของหลิวชิงเซียงนิ่งๆ สัมผัสปลายนิ้วแผ่วเบาแต่พบกับความเย็นเฉียบเช่นว่าร่างตรงหน้าสูญเสียความอบอุ่นไปหมดแล้วลมหายใจนางเบาเสียจนเขาต้องเงี่ยหูฟัง

    “..รออีกนิดไม่ได้หรือ” เสียงพึมพำราวคนละเมอเอ่ยเบาก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นขึงขังคล้ายตัดสินใจอะไรบ้างอย่างไรแล้วเขาก็เม้มริมฝีปากกัดลงไปจนเลือดซึม โน้มตัวลงประกบจุมพิตที่ปากของหญิงสาว จุมพิตที่มีเป้าหมายที่ทำเช่นนี้..เขาต้องการให้นางฟื้นเขาบดริมฝีปากให้แนบแน่นเหมือนจะถ่ายทอดลมหายใจของตนส่งไปให้คนที่กำลังจางหายจากโลกนี้

    ผ่านไปครู่ใหญ่เขาผละออกช้าๆพึมพำขณะถอนริมฝีปาก “รับพลังคืนไป..” ก่อนจ้องมองใบหน้าที่เปื้อนรอยเลือดและรอยจูบของตนนัยน์ตาเขาเริ่มแดงฉาน “มะ..ไม่ได้หรือ..รับคืนไป” เสียงเขาสั่นเครือ “ข้าขอเพียง..ครั้งเดียว..สะ..สวรรค์”

    สิ่งที่โม่เหวินหานไม่รู้หากแต่ด้านนอกกระโจมอยู่ๆ ก็เกิดฟ้าครึ้มอย่างไม่ทราบสาเหตุเมฆดำก่อตัวหนาทึบคล้ายจะเกิดพายุฝนทั้งที่เป็นเขตทะเลทราย แต่กระนั้นลมที่พัดกลับนิ่งสงบก่อนพายุใหญ่จากนั้นเพียงพริบตา สายฟ้าฟาดลงมาเปรี้ยงใหญ่สะท้อนชั้นเมฆเป็นริ้วๆแสงสว่างวาบจนทุกคนที่ยืนอยู่เบื้องนอกต้องหรี่ตาหลบแสง

    เสียงเปรี้ยงสนั่นดังลงตรงยอดกระโจมเสามังกรเม็ดทรายสะเทือนกระจาย ทุกคนชะงัก พอแสงจางไปก็ลืมตาขึ้นแล้วหันขวับไปมองพร้อมกัน

    “เกิดอะไรขึ้น!” เก่อเหยียนตะโกนลั่น

    หลัวไท่ขายขมวดคิ้วมองไปที่เหนือกระโจม“ฝ่าบาท..”

    เก่อเหยียนไม่รอช้าพุ่งไปยังประตูกระโจมเอ่ยเสียงลั่นหวังให้คนด้านในได้ยิน “ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!” ไม่มีเสียงตอบจากด้านในเขาจึงเอื้อมมือไปจะเปิดผ้าม่านกระโจมอย่างไม่รอคำอนุญาตอีกต่อไปแต่ทว่าก็เกิดแสงสว่างอ่อนๆ ลอดออกมาตรงรอยแยกของม่าน

    แสงนั้นค่อยๆเพิ่มขึ้นราวเปลวทองเรืองรอง ทำให้มือของเก่อเหยียนชะงักกลางอากาศเขาผละมือออกจากม่านช้าๆ แสงในกระโจมเรืองโรจน์ขึ้นทีละน้อยเปลี่ยนกระโจมเสามังกรทั้งหลังให้คล้ายโคมไฟสว่างใหญ่ดวงยักษ์

    ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจา ทุกคนเพียงจ้องมองแสงนั้นราวกับต้องมนตร์เงียบและนิ่งเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจตนเอง

     


     -----------------------------------------------


    น้องอาชิง...อะฮื้อออออออออ เชิงๆไม่กล้าพูดอะไรเลย วิ่งหนีก่อนดีกว่า 

    //แต่เชิงๆแอบกระซิบก่อนวิ่งหนีหลบฉาก ขอคอมเม้นท์กับหัวใจเป็นกำลังให้หน่อยนะคะ กะพริบตาปริบๆ//

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน