บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 เงาดอกบัวมรณะ

                เพราะลมปราณกระบี่รุนแรงมากอากาศจึงเกิดความแปรปรวนภาพของหมิงอวี่กับเยี่ยซีก็บิดไปมาในสายตาของทุกคน!

                พริบตาเดียวหมิงอวี่ก็สะบัดข้อมือ จากนั้นก็ตะคอกเสียงก่อนจะทะลวงการป้องกันของเยี่ยซีแล้วแทงกระบี่ออกไปทำให้นางต้องถอยหลังไป

               “อะไรกัน?”

               เยี่ยซีคิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะสามารถระเบิดพลังที่แข็งแกร่งกว่านางออกมาได้ ความโกรธที่มีแต่เดิมเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง

               เดิมนางคิดว่าแค่ใช้กำลังดิบก็พอ แต่ตอนนี้ดูไปแล้ว หมิงอวี่ไม่เพียงมีกำลังมหาศาลเขายังฝึกศาสตร์วิชากระบี่ได้ไม่ด้อยไปกว่านาง หรือดีกว่าด้วยซ้ำ

               แล้วจะไม่ให้เยี่ยซีตะลึงได้อย่างไรกัน?

               เมื่อสามเดือนที่แล้วผู้ชายที่อ่อนปวกเปียกต่อหน้านางวันนี้กลับมีความสามารถไม่ต่างจากนางเลยแม้แต่นิดเดียว!

                หมิงอวี่ เจ้าซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่?

               ท่าทีของเยี่ยซีนิ่งไป ในมือก็เพิ่มกำลังเอาไว้ไม่หยุด ตอนที่ถูกบีบจนถอยไปถึงขอบลานประลองนางก็ระเบิดพลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่นางเคยทำออกมาเพื่อต้านทานพลังของหมิงอวี่เลยไม่ตกจากลานประลอง

               แต่หมิงอวี่กลับยิ้มแสยะ เขาเก็บแรงของกระบี่เฟิงโหวกลับไปเพราะกระบี่ของเยี่ยซีกำลังพุ่งแทงมาที่ตัวของหมิงอวี่ เขากระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศทำให้เยี่ยซีแทงถูกแค่ลม

               เยี่ยซีหันหลังกลับมา พบว่าปลายเท้าของหมิงอวี่แตะอยู่ที่กลางอากาศเขาพุ่งตัวขึ้นไปราวกับลูกกระสุน

               ย่างก้าวที่อัศจรรย์บนกลางอากาศ มันคือเท้าแตะเมฆาที่แข็งแกร่ง!

                เดิมทีกระบวนท่านี้มันเป็นกระบวนท่าที่เหมาะกับการใช้หนีที่สุดแต่เมื่อนำมาใช้ระหว่างการต่อสู้ก็สามารถเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศและพลิกกลับมาโจมตีศัตรูได้

               พอเยี่ยซีพลิกตัวกลับมาก็เห็นหมิงอวี่แทงกระบี่ลงมาจากอากาศด้านบนต่อให้นางจะมีร่างวิญญาณแห่งสายลมก็ไม่อาจหลบมันได้ในทันที

               เพราะการโจมตีในครั้งนี้ มันกะทันหันและรวดเร็วมาก!

                แต่ว่าเยี่ยซีเองก็ไม่ได้คิดจะหนี นางยิ้มมุมปากด้วยความเย็นชา

               นางเก็บกระบี่อู๋อิ่งกลับไปจากนั้นก็นำแหวนสีน้ำเงินวงหนึ่งออกมาสวมไว้ที่นิ้วชี้ขวา จากนั้นก็ประสานมือและท่องคาถาอย่างรวดเร็ว

               เหมือนกับว่านางสามารถสื่อสารกับสวรรค์ได้ บนพื้นรอบตัวของนางเกิดลายเส้นอักขระสีดำขึ้นมาจากนั้นมันก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง!

                “ลายเส้นอักขระ!”

                ทุกคนต่างตกตะลึง แม้แต่กรรมการทั้งเก้าคนก็ตะลึงไปด้วยเช่นกัน เพราะที่เยี่ยซีใช้นั้นมันคือค่ายกลที่แข็งแกร่งอย่างมาก ค่ายกลระเบิดเพลิง!

                ค่ายกลที่แข็งแกร่งมากนี้เยี่ยซีประมูลมาได้จากสมาคมใต้หล้าเมื่อสองเดือนก่อนนางใช้เงินไปถึงสามล้านเหรียญหยกดำซื้อมา อานุภาพของมันร้ายกาจมาก

               ลายเส้นอักขระนั้นเป็นอะไรที่ร่ายคาถาเปิดใช้งานยากมากเพราะต้องใช้ลมปราณมหาศาลการประลองยุทธ์ของทางราชสำนักมีการอนุญาตให้ใช้ลายเส้นอักขระได้แต่ว่าถึงจะมีกฎนี้ก็แทบไม่เคยมีใครใช้เลยเพราะพวกเขาทำไม่เป็น

               แต่เยี่ยซีทำได้!

                พอได้เห็นลายเส้นอักขระสีแดงที่สวยสดงดงามปรากฏเด่นชัดขึ้นหมิงอวี่เองก็เก็บกระบี่เฟิงโหวในมือเหมือนกัน จากนั้นก็ลงมาที่พื้นแล้วประสานมือท่องคาถา สิ่งที่เขาทำทุกอย่างไม่ต่างอะไรกับเยี่ยซีเลย

               บนพื้นก็มีลายเส้นอักขระสีแดงสวยงามปรากฏขึ้นเหมือนกันค่ายกลระเบิดเพลิงที่เหมือนกันทุกอย่างปรากฏขึ้นมาต่อหน้าทุกคนเช่นเดียวกัน!

               ในลานประลองเกิดเสียงพูดคุยกันสนั่นไปหมดเดิมลายเส้นอักขระอันเดียวก็มากพอที่จะทำให้ทุกคนตกตะลึงมากแล้วแต่ตอนนี้มีลายเส้นอักขระถึงสองอัน มันอัศจรรย์และน่าประหลาดใจมาก อีกทั้งลายเส้นอักขระสองอันนี้มันยังเหมือนกันอีกต่างหาก

               “ค่ายกลระเบิดเพลิง เปิด!”สายตาของเยี่ยซีนั้นมีความตกตะลึงอย่างมาก แต่นางไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นนางประทับมือขวาลงไปที่พื้นอย่างบ้าคลั่ง

               “ค่ายกลระเบิดเพลิง เปิด”

               ในเวลาเดียวกัน มือขวาของหมิงอวี่เองก็ประทับไปที่พื้นทันทีฝ่ามือของทั้งสองคนแทบจะแนบไปที่พื้นพร้อมกันเลย

               จากนั้นก็เห็นคลื่นพลังงานที่น่ากลัวมากระเบิดออกมาจากลานประลองเปลวเพลิงและฝุ่นควันที่รุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ คลื่นความร้อนแผ่กระจายไปทั่วอุณหภูมิความร้อนที่รุนแรงและน่ากลัวทำให้คนรู้สึกเหมือนผิวถูกเผาไหม้!

               เมื่อฝุ่นค่อยๆ สลาย ทุกคนถึงเห็นทั้งสองคนชัดขึ้น

               รอบลานประลองทำจากหินเหล็กที่แข็งแรงถูกทำลายจนเป็นผงเหลือแค่พื้นที่ลานประลองเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางเท่านั้นที่ยังไม่ได้รับความเสียหาย

               หมิงอวี่กับเยี่ยซียืนอยู่บนลานประลองคนละฝั่งของพื้นที่เล็กๆ นั่น

               “นี่มันอะไรกัน!”

                เดิมทุกคนคิดว่าหมิงอวี่ก็แค่ทำท่าทางเลียนแบบเท่านั้นอานุภาพของค่ายกลระเบิดเพลิงคงสู้ไม่ได้แน่แต่ใครจะคิดว่าทั้งสองคนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลยอานุภาพของค่ายกลระเบิดเพลิงปะทะกันจนสลายหายไปทั้งคู่ หรือก็หมายความว่าค่ายกลระเบิดเพลิงที่หมิงอวี่ใช้นั้นมีความแข็งแกร่งอย่างมาก

               นี่คือความจริงที่ทุกคนได้เห็นกับตาตัวเอง!

                “ทำไม ทำไมเจ้าถึงได้ใช้ค่ายกลระเบิดเพลิงเป็นด้วย!”

                ความเย็นชาและความเย่อหยิ่งนั้นหายไปแล้วความตะลึงในสายตาของเยี่ยซีนั้นปกปิดเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้วนางกัดฟันพูดขึ้นมาว่า “เจ้าเองก็ไปซื้อค่ายกลระเบิดเพลิงนี้มาจากท่านผู้นั้นหรือ?”

               “ถ้าข้าบอกว่าข้าก็คือท่านผู้นั้น เจ้าเชื่อไหม?” หมิงอวี่ยิ้มมุมปาก

               “น่าขำ” เยี่ยซีคิดว่าหมิงอวี่แค่ประชดประชันนางเท่านั้นนางพูดอย่างมั่นใจว่า “หากเจ้ารู้จักท่านผู้สูงส่งก็บอกที่อยู่ของท่านมาให้ข้าถึงเวลานั้นข้าจะไปกราบไหว้ท่านเป็นอาจารย์ก็สามารถสร้างค่ายกลระเบิดเพลิงนี้เองได้แล้วส่วนเจ้าไม่มีแม้พรสวรรค์ที่จะได้เป็นนักร่างอักขระหรอกสุดท้ายก็ต้องซื้อมาใช้งานต่ออยู่ดี”

               “ฮึ ... ”

               เดิมมันควรเป็นบรรยากาศที่น่าจะตึงเครียดมากแต่หมิงอวี่กลับหลุดขำออกมา หากเยี่ยซีรู้ว่าอาจารย์ที่นางพูดถึงก็คือเขาไม่รู้ว่านางจะคิดอย่างไร

               หมิงอวี่หัวเราะไปด้วยและส่ายหน้าไปด้วย “ขอโทษด้วยนะค่ายกลระเบิดเพลิงนี่ข้าไม่ได้เสียเงินซื้อเลยแม้แต่เหรียญเดียว”

               เขาไม่เพียงไม่ได้เสียเงินเลยแม้แต่เหรียญเดียว เงินสามล้านเหรียญของเจ้าก็เข้ากระเป๋าข้าด้วย!

                ที่จริงตอนแรกที่หมิงอวี่ได้ยินนางพูดว่าท่านผู้สูงส่ง เขาก็ได้บอกความจริงไปแล้วแต่เยี่ยซีไม่เชื่อเองถ้าอย่างนั้นเขาก็จนใจเกรงว่าคงต้องให้เยี่ยซีเห็นเขาร่างลายเส้นอักขระพวกนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองเท่านั้นนางถึงจะเชื่อถึงเวลานั้นสีหน้าท่าทางของนางก็คงน่าสนุกกว่านี้เยอะ

               แต่ว่าพอได้ยินนางพูดแบบนี้แล้ว ในใจของหมิงอวี่ก็รู้สึกสะใจมาก!

                “พูดกับเจ้า มันเสียเวลาข้าจริงๆ”

               เยี่ยซีไม่เชื่อสิ่งที่หมิงอวี่พูดจริงๆ สีหน้าท่าทางของนางเย็นชาลงพลังจิตสังหารของนางฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง นางถือกระบี่ชี้ขึ้นมาแล้วพลังสังหารที่รุนแรงก็ล้อมตัวหมิงอวี่เอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถหนีไปไหนได้เลย!

                วันนี้หมิงอวี่ทำให้จิตใจของนางว้าวุ่นมากและรู้สึกไม่พอใจอย่างมากตอนนี้นางจะใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของนางจบการต่อสู้ในวันนี้ลง!

                กระบี่อู๋อิ่งในมือของนางลอยขึ้นกลางอากาศปลายกระบี่ชี้ไปที่หน้าของหมิงอวี่ จากนั้นก็ค่อยๆ หมุนฝ่ามืออันขาวเนียนนุ่มของเยี่ยซีซัดควบคุมไปที่ตัวกระบี่

               ดอกบัวสีดำค่อยๆ ลอยขึ้นมาบนตัวกระบี่ ราวกับกิ่งไม้ที่กำลังผลิดอกบานสะพรั่ง!

                “นี่มัน ...”

               มีคนเริ่มตกตะลึง จากนั้นก็มีคนพูดขึ้นมาว่า “หรือว่า นี่จะเป็นกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของเยี่ยซีทักษะการต่อสู้หลิงระดับสูงที่นางเพิ่งจะเรียนรู้ได้หลังจากมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่ง?”

               “ใช่แล้ว! กระบวนท่านั้นแน่เงาดอกบัวมรณะ!”

                เงาดอกบัวมรณะ เป็นทักษะการต่อสู้หลิงระดับสูงส่วนดอกบัวที่เบ่งบานอยู่บนกระบี่นั้นเกิดจากลมปราณสังหาร ระหว่างที่มันพุ่งออกไปจะรายล้อมไปทั่วทุกทิศทางเพื่อรบกวนสมาธิของคู่ต่อสู้

               ส่วนตัวกระบี่ก็จะพุ่งทะลวงสังหารอย่างแข็งแกร่งและไร้รูปไร้ลักษณ์ระหว่างที่ศัตรูกำลังต้านทานดอกบัวสีดำที่เป็นลมปราณสังหารก็จะถูกกระบี่อู๋อิ่งพุ่งแทงเข้าสู่หน้าอกในทันที!

                ก่อนตายศัตรูจะเห็นดอกบัวสีดำลอยอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็จะค่อยๆ ตายลง!

                จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของเงาดอกบัวมรณะก็คือลมปราณกระบี่ที่แหลมคมกับความเร็วที่น่าทึ่งเมื่อเข้าคู่กับความว่องไวของกระบี่อู๋อิ่งและร่างกายที่มีจิตวิญญาณสายลมของเยี่ยซีพูดได้เลยว่า อานุภาพของเงาดอกบัวมรณะนั้นถูกทำให้เพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว!

                หมิงอวี่สัมผัสได้ถึงลมปราณสังหารที่สามารถปลิดชีวิตของเขาจากปลายกระบี่ที่ชี้มามันเหมือนเล็งเป้ามาที่เขาอย่างแน่วแน่

               ทำให้หมิงอวี่นั้นรีบถอยเว้นระห่างออกจากเยี่ยซีในทันที

               “เสียแรงเปล่า”

               เยี่ยซีพูดอย่างเย็นชา “วันนี้เจ้าทำให้ข้าตะลึงมาก แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดีกระบวนท่านี้จะตัดสินแพ้ชนะ หมิงอวี่ ตายซะเถอะ”

               พูดจบ เยี่ยซีก็ดันฝ่ามือขวาออกไปจากนั้นกระบี่อู๋อิ่งก็หายวับไปจากที่เดิม!

                หมิงอวี่ตัวแข็งทื่อไปหมด หลังจากที่เยี่ยซีพูดจบเขาก็ถอยหลังไปอีกครั้ง

               เพราะเขามองเห็นดอกบัวสีดำที่แหลมคมพุ่งมาที่หน้าอกของเขาแค่ระยะเวลาสั้นๆ ก็พุ่งทะลวงมาตรงหน้าเขาที่อยู่ห่างออกไปสองเมตรแล้วแค่ไม่กี่อึดใจก็จะสามารถทะลุหน้าอกของเขาไปได้

               แล้วดอกบัวที่อยู่บนกระบี่อู๋อิ่งก็ระเบิดออกพุ่งล้อมรอบตัวของหมิงอวี่ไปทุกทิศทุกมุม ปิดทางหนีทีไล่ของเขาจนหมด!

                ทำให้หมิงอวี่ต้องนำน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเข้าไปในจุดเซินถิงและเปิดสัมผัสแห่งวิญญาณให้ขยายใหญ่มากที่สุด

               จากนั้นหมิงอวี่ก็รวบรวมลมปราณไปบนกระบี่เฟิงโหวทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนบนตัวกระบี่อย่างรุนแรง เขาจับกระบี่ด้วยมือทั้งสองข้างและฟันกระบี่ไปในอากาศเพื่อระเบิดพลังออกมา

               “น้ำตาแห่งความเศร้า”

               เสียงร้องอันโหยหวนระเบิดดังออกมาทั่วลานประลองสะเทือนแก้วหูของทุกคนที่ได้ยินจนเจ็บปวดหูไปหมด บางคนถึงกับหูดับไปชั่วคราว จากนั้นกระบี่เฟิงโหวและกระบี่อู๋อิ่งก็พุ่งชนกัน

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน