เส้นทางแห่งจอมราชัน

    เมืองหลวงเพลิงราตรี

    งานหมั้นกินเวลาไม่นานก่อนที่จะเสร็จลง

    สำหรับของขวัญงานหมั้นหยวนหมิงเย่ยกให้ทางตระกูลไป๋ไปทั้งหมด เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้แม้แต่น้อย 

    หลังจากที่กลับมาจากจวนตระกูลไป๋แล้ว หยวนหมิงเย่ก็พาไป๋เหรินซีมาทำความเคารพหยวนเฉิงอีกรอบ

    “ ซีเอ๋อร์หลังจากนี้ไปเจ้าต้องดูแลเย่เอ๋อร์ให้ดี ” หยวนเฉิงหัวเราะอย่างมีความสุข

    “ ท่านปู่ไม่ต้องเป็นห่วง ซีเอ๋อร์จะดูแลท่านพี่ให้ดี ” ไป๋เหรินซียิ้มรับ

    แม้ว่านี้จะเป็นเพียงงานหมั้น แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสองคนนี้จะต้อบเป็นทองแผ่นเดียวกันไม่ช้าก็เร็ว หลังจากนี้คนของหอเฟิงเซียงจะไม่เรียกไป๋เหรินซีว่าคุณหนูไป๋แล้ว แต่จะเปลื่ยนเป็นฮูหยินไป๋หรือฮูหยินน้อยแทน

    “ เหรินซีเจ้าไปถามท่านพ่อตาดูว่าเขาเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางเมื่อไหร่ ” หยวนหมิงเย่หันไปตามไป๋เหรินซี

    “ เข้าใจแล้วท่านพี่ข้าจะรีบกลับมา ” ไป๋เหรินซีโค้งคำนับและเดินออกจากห้องไป 

    “ จะว่าไปแล้วความแข็งแกร่งของเจ้าอยู่ในระดับไหนแล้ว ” หยวนเฉิงถามขึ้น เพราะสามวันก่อนเขาตื่นเต้นเกินไปจึงลืมถามเรื่องนี้ไปเลย

    “ ท่านปู่ตอนนี้ความแข็งแกร่งของข้าอยู่ในระดับสวรรค์ศักดิสิทธิ์ขั้นสูง ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    หยวนเฉิงพยักหน้ารับเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มที่ยินดี เขาและหยวนหมิงเย่ได้ตกลงกันแล้วว่าพวกเขาจะบอกความแข็งแกร่งของตัวเองต่ำกว่าสามขั้นย่อยเพื่อเป็นการหลอกพวกที่ดักฟังอยู่นั่นเอง 

    หรือก็คือเวลานี้ความแข็งแกร่งของหยวนหมิงเย่คือระดับราชันสวรรค์ขั้นปลายนั่นเอง

    “ ยอดเยี่ยม ด้วยความแข็งแกร่งนี้ของเจ้า หอเฟิงเซียงสามารถยึดอาณาจักรบางแห่งภายในทวีปศิลาบรรพกาลได้ ” หยวนเฉิงพยักหน้ารับ

    แม้ว่าหยวนหมิงเย่จะมีความแข็งแกร่งที่สามารถอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปศิลาบรรพกาลได้ แต่ทว่านี้คือความแข็งแกร่งของเขาเพียงคนเดียว แล้วถ้าหากมีคนมาจับหยวนเฉิงหรือคนอื่นๆไปเป็นตัวประกัน เขาก็ต้องยอมวางมือและทำตามคำสั่งของพวกศัตรูอย่างแน่นอน

    “ เรื่องนั้นไว้เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าหากข้าได้หินค่ายกลระดับสวรรค์มา ทุกๆคนก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว่ากาลก่อนแน่ ” หยวนหมิงเย่กล่าวออกมาอย่างจริงจัง

    ถ้าหากหินค่ายกลระดับสิบ สามารถสร้างค่ายกลกลั่นสวรรค์ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นถึงสามสิบเท่าได้ แต่หินค่ายกลระดับสวรรรค์ขั้นต่ำก็สามารถสร้างค่ายกลกลั่นสวรรค์ได้มากถึงห้าสิบเท่า เพียงเท่านี้ก็นับว่าแตกต่างกันเกือบสองเท่าแล้ว

    “ เช่นนั้นก็ต้องรอทางตระกูลไป๋ตกลงกกันก่อน ข้าเชื่อว่าอีกสองถึงสามวันก็น่าจะได้คำตอบ ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ จริงสิแล้วตอนนี้ฮั่วเม่ยเจียงนางไปไหนแล้ว ? ” หยวนเฉิงสงสัย เพราะตั้งแต่จบวันงานหมั้นก็ไม่มีใครเห็นนางอีกเลย

    “ ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันท่านปู่ แล้วท่านไม่มีวิธีที่จะติดต่อนางงั้นหรอ? ” หยวนหมิงเย่สงสัย

    “ โอ้…ข้าลืมเสียสนิทเลย ” หยวนเฉิงตบขาเสียงดังก่อนที่จะหยิบแผ่นกระดาษสีทองออกมาหนึ่งแผ่น 

    หยวนเฉิงใส่ลมปราณเข้าไปด้านในก่อนที่จะโบกมือเบาๆ

    กระดาษสีทองก็แปรเปลื่ยนเป็นวิหคสีทองขนาดเล็กและบินออกนอกหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว

    “ วิหคส่งสารงั้นหรือ ” หยวนหมิงเย่จำได้ทันที

    “ ใช่แล้วล่ะ เป็นวิหคส่งสารจริงๆ ” หยวนเฉิงพยักหน้ารับ

    วิหคส่งสารเป็นยันต์ค่ายกลที่ใช้ในการติดต่อกัน แต่มันจะมีระยะห่างไม่เกินตามที่พลังค่ายกลจะสำแดงได้ อย่างวิหคส่งสารของหยวนเฉิงจะส่งหาคนที่หยดโลหิตใส่วิหคส่งข่าวเอาไว้ก่อนแล้ว ซึ่งระยะทางจะต้องไม่ไกลกว่าห้าหมื่นลี้ แต่ถ้าหากไกลเกินห้าหมื่นลี้แล้ว วิหคส่งสารจะกลับมาหาผู้ส่งสารเอง

    แต่ถ้าหากผู้รับสารอ่านข้อมูลในวิหคส่งสารแล้ว พวกเขาจะใส่พลังวิญญาณลงไปเพื่อตอบโต้และส่งวิหคส่งสารคืนผู้ส่งสาร เพียงแต่วิธีการนี้ใช้ได้แค่สิบครั้งเท่านั้น และก็ต้องทำเหมือนเดิมใหม่อีกครั้งเพื่อที่จะส่งวิหคส่งสารหาผู้รับสารคนเดิม 

    เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงมักจะซื้อวิหคส่งสารมาเป็นจำนวนมากและหยดเลือดไว้ทุกแผ่นเพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องมาหยดเลือดกันใหม่ในทุกๆครั้งที่วิหคส่งสารใช้การไม่ได้แล้ว

    ไม่นานวิหคส่งสารก็บินกลับมา

    หยวนเฉิงอ่านข้อมูลในวิหคส่งสารก่อนที่จะส่ายหน้าเบาๆ

    “ นางกำลังกินอาหารอยู่ที่เรือสำราญสุ่ยเย่อยู่ ” หยวนเฉิงกล่าวออกมาพร้อมกับถอนหายใจ

    หยวนหมิงเย่กรอกตา เขาลืมไปเลยว่าฮั่วเม่ยเจียงเองก็มีนิสัยเหมือนกับลู่อิงเจี๋ยที่ชอบกินของอร่อยๆอยู่ตลอดเวลา

    สองวันต่อมา

    ไป๋หยู่กงก็มาหาหยวนหมิงเย่พร้อมกับบอกว่าคนตระกูลไป๋ทั้งหมดพร้อมที่จะเดินทางไปกับหยวนหมิงเย่

    เมื่อได้คำตอบแล้ว หยวนหมิงเย่ก็พร้อมที่จะออกเดินทางทันที

    การเดินทางจากอาณาจักรแสงจันทร์ไปยังอาณาจักรเพลิงราตรี ถ้าหากนั่งรถม้าก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆครึ่งปี แต่ถ้าหากอาศัยการบินก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน แต่หยวนเฉิงมาพร้อมกับเรือบิน ซึ่งเป็นเรือบินที่ขับเคลื่อนโดยลมปราณของผู้ฝึกตน 

    ความเร็วของเรือบินก็จะขึ้นอยู่กับค่ายกลที่เป็นดั่งหัวใจหลักของเรือบิน ซึ่งเรือบินลำนี้หยวนหมิงเย่เองก็ได้วางค่ายกลใหม่แล้วทำให้มันมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมหลายเท่า

    สำหรับเรือบินนี้แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่แต่มันก็มีความเร็วที่สูงมาก ซึ่งความเร็วของมันเดินทางจากอาณาจักรแสงจันทร์ไปยังอาณาจักรเพลิงราตรีในเวลายี่สิบวันเท่านั้น

    คนของตระกูลไป๋มีอยู่สามร้อยกว่าคนเท่านั้น จำนวนนี้คือรวมบ่าวรับใช้เข้าไปแล้วด้วย

    สำหรับจวนต่างๆในเมืองหลวงแสงจันทร์หรือเมืองหลวงกุ่น หยวนหมิงเย่ได้ทำลายค่ายกลกลั่นสวรรค์ทิ้ง เพื่อไม่ให้ใครเข้าไปใช้งานได้อีก

    แต่สำหรับที่จวนผิงอัน ยังคงเป็นศูนย์ฝึกของกอเฟิงเซียงเช่นเดิม แม้ว่าฐานบัญชาการหลักจะถูกย้ายไปยังอาณาจักรเพลิงราตรีก็ตาม ส่วนลูกแก้วผนึกวิญญาณก็ถูกเคลื่อนย้ายไปด้วย

    หลังจากที่ตระเตรียมเรื่องต่างๆเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเดินทาง

    ตอนนี้ที่นอกหมู่บ้านผิงอัน

    คนจำนวนมากกำลังขึ้นเรือบินอย่างต่อเนื่อง คนตระกูลไป๋ใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นเรือบินจนครบ

    หยวนหมิวเยามองดูเรือบินขนาดใหญ่หลายร้อยจั้งด้วยความสนใจ เพราะการที่จะมีเรือบินเป็นของตัวเองได้อย่างน้อยๆจะต้องเป็นกองกำลังชั้นยอดของอาณาจักรนั้นๆ

    สำหรับอาณาจักรแสงจันทร์นั้นก็มีเรือบินอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ขนาดเล็ก เทียบไม่ได้กับเรือบินของหอเฟิงเซียง

    ที่ทางขึ้นเรือบิน ผู้มีอำนาจทั้งหลายพากันมายืนส่งคุณชายหยวนด้วยความเคารพ

    หยวนหมิงเย่ส่ายหน้า เขาไม่ได้ต้องการอะไรแบบนี้แต่เขาก็ขี้เกียจเกินกว่าจะไล่คนเหล่านั้นกลับไป

    สำหรับเยว่หลงอี้ เพียงเวลาครึ่งปี ความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นปลายแล้ว นับว่าเป็นความเร็วที่ก้าวกระโดดพอๆกับไป๋หยู่กงเลย ด้วยเหตุนี้มันยิ่งทำให้เยว่เทียนซานรู้สึกว่าตนโชคดีที่ให้เยว่หลงอี้ตอบตกลงไปกับหยวนหมิงเย่

    ส่วนเยว่หนานลู่ นางก็มีความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นต้นแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมสำหรับอาณาจักรแสงจันทร์

    เยว่อวิ๋นเหอ แม้ว่าตอนนี้เขาจะเข้าใกล้ตำแหน่งรัชทายาทมากที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีใจ เพราะถึงอย่างไรโลกนี้ก็มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถกำหนดทุกอย่าง

    ถ้าหากวันดีคืนดี พี่ใหญ่กลับมาที่อาณาจักรพร้อมกับความแข็งแกร่งที่มากล้น เขาก็ต้องได้แต่ฝืนทนทำตามคำสั่งแม้ว่าเขาจะเป็นจักรพรรดิก็ตาม แล้วแบบนี้ไม่ใช่ว่าเป็นหุ่นเชิดจักรพรรดิหรืออย่างไร?

    ไม่นานเรือบินก็บินขึ้นและหายลับในเวลาไม่นาน

    การเดินทางนั้น หยวนหมิงเย่เอาแต่นั่งรับลมอยู่บนดาดฟ้าเรือ ส่วนไป๋เหรินซีและคนอื่นๆก็เอาแต่ฝึกฝน เนื่องจากเวลายี่สิบวันนั้นนับว่าเพียงพอให้พวกเขาก้าวข้ามขั้นย่อยได้หนึ่งขั้นย่อย หรือแม้ว่าจะไม่สามารถข้ามขั้นย่อยได้แต่ก็นับว่าพัฒนาขึ้นจากเดิมก็เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม

    ส่วนฮั่วเม่ยเจียงและตู้กงกง ทั้งสองก็อยู่บนเรือบินลำนี้ ส่วนเรือบินของนางก็บินตามหลังเรือบินหอเฟิงเซียง 

    เนื่องจากหยวนเฉิงต้องการที่จะสอนทักษะการต่อสู้ให้กับฮั่วเม่ยเหนียง สำหรับค่ายกลกลั่นสวรรค์ยังไมได้ให้นางเข้าไปฝึกฝน เพราะหยวนเฉิงต้องฝึกฝนจิตใจอีกหน่อยก่อนที่จะฝึกฝนค่ายกลกลั่นสวรรค์

    การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นจนกระทั้งพวกเขาเข้าสู่อาณาเขตของอาณาจักรเพลิงราตรี

    บนดาดฟ้า หยวนหมิงเย่นั่งดื่มไวน์พร้อมกับมองดูก้อนเมฆสีครามที่อยู่ด้านล่างพร้อมกับใช้ความคิดไปต่างต่างนานา

    “ ถ้าหากข้าจำไม่ผิด ภายในท้องพระคลังของอาณาจักรเพลิงราตรีมีแร่อุกาบาตอยู่ ซึ่งแร่นั้นเหมาะแก่การนำไปสร้างเป็นยุทธภัณฑ์ได้ประมาณหนึ่ง นอกจากนี้มันยังสามารถวิวัฒนาการตัวเองได้อีกด้วย ในตอนที่เสวียนปิงหยุนตีกระบี่ของนางออกมา นางก็ ใช้กระบี่เล่มนั้นยาวไปจนถึงขีดสุดของกระบี่นาง ซึ่งขีดสุดของกระบี่ก็คือระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูง นับว่าเป็นการประหยัดทรัพยากรในการสร้างยุทธภัณฑ์บ่อยๆ ” หยวนหมิงเย่พึมพำเบาๆ

    จากชายแดนอาณาจักรเพลิงราตรีไปยังเมืองหลวงเพลิงราตรีใช้เวลาแค่สามวันเท่านั้น เนื่องจากขนาดของอาณาจักรเพลิงราตรีใหญ่กว่าอาณาจักรแสงจันทร์หนึ่งเท่า

    เมื่อเข้าเขตเมืองหลวงเพลิงราตรี เรือบินของฮั่วเม่ยเหนียงก็บินไปอีกทางหนึ่ง ส่วนเรือบินของหอเฟิงเซียงบินไปยังภูเขาลูกหนึ่งที่สวยงามและมีสิ่งก่อสร้างจำนวนมากอยู่บนเขาลูกนั้น

    “ เย๋เอ๋อร์ ซีเอ๋อร์ นั้นคือเขาเฟิงเซียง ซึ่งเป็นเขาที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นกว่าพื้นที่อื่นๆในอาณาจักรเพลิงราตรี ข้าได้ใช้ความพยายามในการนำเขาลูกนี้ออกมาสร้างเป็นฐานบัญชาการของหอเฟิงเซียง แน่นอนว่าหน้าฉากก็คือที่พักของข้านั่นเอง ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

    ดวงตาของไป๋เหรินซีเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

    นางต้องยอมรับว่าพลังวิญญาณของอาณาจักรเพลิงราตรีนั้นเหนือกว่าอาณาจักรแสงจันทร์นับสิบเท่า เพราะแม้แต่พลังวิญญาณในตำหนักหมื่นวิถีที่ว่ากันว่ามีพลังวิญญาณที่หนาแน่นที่สุดในอาณจักรแสงจันทร์ก็ยังเทียบไม่ได้กับพื้นที่กันดารของอาณาจักรเพลิงราตรี และยิ่งไม่ต้องพูดถึงพื้นที่หลักอย่างเมืองหลวงเพลิงราตรี

    ไม่นานเรือบินก็ค่อยๆลงจอด

    เมื่อเรือบินจอดสนิทแล้วก็มีกลุ่มคนนับหมื่นมายืนเข้าแถวทำความเคารพ 

    หน้าแถวสุดมีกลุ่มคนยืนอยู่หนึ่งร้อยคน ซึ่งทั้งสิบคนนี้ปล่อยออร่าของระดับสวรรค์วิบัติออกมา

    ด้านหลังของตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์มากกว่าหนึ่งพันคนยืนอยู่ ถัดจากนั้นก็ป็นตัวตนระดับต่ำกว่าอาณาจักรสวรรค์ทั้งสิ้น

    เมื่อเห็นฉากนี้คนของตระกูลไป๋ก็ยิ่งตื่นเต้น พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าหอเฟิงเซียงจะมีความแข็งแกร่งขนาดนี้ ในตอนแรกพวกเขาก็เคยคิดแล้วว่าหอเฟิงเซียงนั้นยิ่งใหญ่ แต่ไม่คิดเลยว่าจะยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้มากโข

    เมื่อหยวนเฉิง อู๋จวินหยางและหยวนหมิงเย่ลงมาจากเรือบิน 

    เสียงแสดงความเคารพก็ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

    หลังจากนั้นหยวนหมิงเย่ก็สั่งให้คนไปสร้างที่อยู่ให้กับคนของตระกูลไป๋

    ส่วนหยวนหมิงเย่เขาคิดว่าจะเดินทางไปยังทวีปศิลาบรรพกาลก่อน เนื่องจากเขาต้องกาาหินค่ายกลระดับสวรรค์ให้เร็วที่สุด

    “ แล้วเย่เอ๋อร์จะออกเดินทางเมื่อไหร่? ” หยวนเฉิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

    “ ข้าคิดว่าอีกสักวันสองวันก็ค่อยออกเดินทาง ” หยวนหมิงเย่กล่าว

    “ เช่นนั้นเจ้าก็พาเตียวสุ่ยไปกับเจ้าด้วย เจ้านั้นคุ้นเคยกับอาณาจักรหยกศิลาดี นอกจากนี้พวกเราหอเฟิงเซียงก็แทรกซึมอยู่ในอาณาจักรหยกศิลาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ” หยวนเฉิงกล่าว

    “ เข้าใจแล้วท่านปู่ ” หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับ

    ที่ศาลาเล็กๆ

    หยวนหมิงเย่พูดคุยกับไป๋เหรินซี เขาจะไปที่อาณาจักรหยกศิลาเพื่อซื้อหินค่ายกล 

    “ ท่านพี่ดูแลตัวเองด้วย ข้าจะอยู่ที่นี้เพื่อฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น ข้าไม่อยากทำให้ชื่อเสียงของท่านพี่ต้องด่างพลอย ” ไป๋เหรินซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    “ แน่นอน ข้าไปไม่นานหรอกอย่างมากก็ประมาณครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนเท่านั้น ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้า ใครจะอยากจากคนรักที่งดงามเช่นนี้กันล่ะ

    “ แล้วท่านพี่จะพาใครไปบ้าง? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้น

    “ ข้าคิดว่าจะไปกันแค่ไม่กี่คนและคนที่จะไปก็อย่างน้อยๆต้องเป็นตัวตนระดับสวรรค์วิบัติขั้นต้นเป็นอย่างต่ำ ” หยวนหมิงเย่ตอบ เพราะอาณาจักรหยกศิลาตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดก็แค่ระดับสวรรค์วิบัติขั้นกลางเท่านั้น อีกอย่างนี้ก็เป็นอาณาจักรที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาห้าอาณาจักรในทวีปศิลาบรรพกาล

    สถานะของอาณาจักรหยกศิลาก็เหมือนกับอาณาจักรแสงจันทร์ในทวีปหมอกสวรรค์

    “ ก่อนหน้านั้นข้าจะพาเจ้าเดินชมเมืองหลวงเพลิงราตรีก่อน ” หยวนหมิงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

    ไป๋เหรินซีพยักหน้ารับบางๆด้วยรอยยิ้มที่งดงาม

     

     

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางแห่งจอมราชัน ที่คุณอ่าน