แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    “ตอนที่ 46 ถ้ายังยืนได้…ก็ยังสู้ได้”

    เสียงระฆังศึกของลานประลองเมืองเทียนหลิง…


    ดังขึ้นช้ากว่าทุกครั้ง


    ตึงงงง—


    ตึงงงง—


    ตึงงงง—


    เสียงนั้นต่ำ หนัก และยาว


    ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังสั่นสะเทือน


    ทั้งสนามเงียบลงทันที


    คนดูนับแสน


    ขุนนาง


    ตระกูลใหญ่


    ศิษย์สำนักต่างเมือง


    แม้แต่พ่อค้าเดิมพันที่ปกติส่งเสียงดังที่สุด—


    ยังหยุดพูด


    เพราะทุกคนรู้ว่า…


    ศึกต่อไป


    จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


    นี่คือ—


    รอบรองชนะเลิศ


    และคนที่กำลังจะขึ้นสนาม—


    คือสองสัตว์ประหลาด


    ที่ทำให้ทั้งเมืองเริ่มหวาดกลัว


    ลมแรงพัดผ่านลานประลอง


    ธงของห้าสำนักสะบัดเสียงดังพรึ่บพรั่บ


    เมฆดำเริ่มเคลื่อนผ่านดวงอาทิตย์


    แสงทั่วสนามหม่นลงเล็กน้อย


    บนอัฒจันทร์ฝั่งตะวันตก—


    ฮั่วเจินกำลังกอดอกยืนมองเงียบ ๆ


    ดวงตาคมราวเปลวเพลิงของเขา…


    ไม่ละจากเวทีแม้แต่วินาทีเดียว


    ส่วนเฟิงลั่วที่นั่งอยู่ด้านบนสุด


    ยังคงยิ้มบาง ๆ


    แต่รอยยิ้มนั้น…


    เย็นกว่าเดิมมาก


    “ในที่สุดก็มาถึง”


    เขาพึมพำเบา ๆ


    “ศึกที่น่าดูจริง ๆ”


    กลางสนาม—


    เหยียนตงเดินขึ้นเวทีช้า ๆ


    ทุกก้าวของเขา…


    หนักราวหินผา


    ตึง…


    ตึง…


    ตึง…


    พื้นเวทีสั่นเบา ๆ ตามแรงเท้า


    คนดูแถวหน้าเริ่มหน้าซีด


    ร่างกายของเขาใหญ่โตยิ่งกว่าเดิม


    หลังผ่านหลายศึก


    ชุดคลุมสีดำขาดไปหลายส่วน


    เผยให้เห็นรอยแผลจำนวนมาก


    แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด—


    ไม่ใช่บาดแผล


    แต่คือ…


    สายตา


    ดวงตาของเหยียนตงในตอนนี้


    เหมือนสัตว์อสูรที่ผ่านการเข่นฆ่ามาทั้งชีวิต


    ไม่มีความลังเล


    ไม่มีความกลัว


    มีเพียง—


    ความดิบเถื่อนของผู้ที่พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง


    อีกฝั่งหนึ่งของสนาม—


    เสี่ยวชวนเดินขึ้นมาเงียบ ๆ


    ชุดสีดำของเขาเปื้อนเลือดอยู่ไม่น้อย


    แขนซ้ายยังมีผ้าพันแผลจากศึกก่อน


    สีหน้าเหนื่อยล้าเล็กน้อย


    แต่ดวงตา…


    ยังนิ่งเหมือนเดิม


    กระบี่คราสฟ้าสะท้อนแสงแดดเย็นเยียบ


    เสียงกระบี่ดังเบา ๆ


    ครืนนน—


    เสียงนั้นเบามาก


    แต่กลับทำให้หลายคนขนลุกโดยไม่รู้ตัว


    เพราะมันเหมือนเสียงมังกรกำลังหายใจ


    เหยียนตงมองกระบี่ในมือเขา


    ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ


    “ดี”


    “ในที่สุดเจ้าก็เลิกซ่อนเขี้ยว”


    เสี่ยวชวนตอบเรียบ ๆ


    “ข้าไม่เคยซ่อน”


    “แค่ไม่มีใครบังคับให้ข้าต้องใช้มัน”


    เหยียนตงยิ้มกว้างขึ้น


    “พูดได้ดี!”


    “ข้าชอบคนแบบเจ้า!”


    ตู้มมม—!


    ลมปราณระเบิดออกจากร่างเหยียนตงทันที


    พื้นสนามแตกร้าว


    แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกไปรอบทิศ


    คนดูจำนวนมากถึงกับหน้าซีด


    นี่คือ—


    พลังของสำนักภูผาทมิฬ


    พลังที่ฝึกฝนร่างกายจนกลายเป็นอาวุธมนุษย์


    เหยียนตงยืนอยู่ตรงนั้น


    เหมือนภูเขาสีดำลูกหนึ่ง


    ไม่มีช่องโหว่


    ไม่มีความหวั่นไหว


    เขาคือกำแพง


    กำแพงที่บดขยี้ทุกคนซึ่งกล้าพุ่งเข้าหา


    ผู้อาวุโสบนอัฒจันทร์เริ่มสีหน้าเปลี่ยน


    “แรงกดดันระดับนี้…”


    “เกือบแตะหลอมวิญญาณแล้ว”


    “สัตว์ประหลาดจริง ๆ”


    “ถ้าเด็กนี่ไม่เจอฮั่วเจิน…”


    “มันอาจคว้าอันดับหนึ่งก็ได้”


    แต่ซ่งเทียนอวิ๋น…


    ยังคงนิ่ง


    สายตาของเขา


    จับอยู่ที่เสี่ยวชวนเท่านั้น


    “เริ่มได้!”


    สิ้นเสียงกรรมการ—


    ตูม!!!


    เหยียนตงหายไปจากจุดเดิมทันที


    ไม่ใช่วิชาร่างเงา


    ไม่ใช่เคล็ดลับลวงตา


    แต่เป็น—


    ความเร็วจากพลังดิบล้วน ๆ


    หมัดขนาดมหึมาพุ่งใส่เสี่ยวชวนตรงหน้า


    อากาศระเบิดเสียงดังลั่น


    คนดูจำนวนมากถึงกับสะดุ้ง


    แต่เสี่ยวชวน…


    ขยับก่อนหมัดจะมาถึงแล้ว


    ฟึ่บ—!


    เงาร่างสีดำเบี่ยงตัวครึ่งก้าว


    หมัดของเหยียนตงเฉียดแก้มเขาไปเพียงเส้นผม


    ตูมมมม—!!!


    เวทีด้านหลังระเบิดเป็นหลุมทันที


    เศษหินกระเด็นทั่วสนาม


    เสียงฮือฮาดังลั่น


    “หลบได้ยังไง!?”


    “เขาอ่านจังหวะทันอีกแล้ว!”


    “บ้าเอ๊ย…หมัดแบบนั้นใครจะหลบทัน!?”


    เสี่ยวชวนไม่ตอบ


    กระบี่คราสฟ้าชักออกครึ่งเล่ม


    ฉัวะ—!


    แสงกระบี่สีฟ้าพุ่งตัดอากาศ


    เหยียนตงยกแขนรับตรง ๆ


    เคร้งงง—!


    เสียงดังเหมือนโลหะปะทะเหล็ก


    แขนของเหยียนตงเกิดรอยเลือดเพียงบาง ๆ เท่านั้น


    คนดูอึ้งทันที


    “รับกระบี่ด้วยร่างกายเปล่า!?”


    “สัตว์ประหลาด…”


    เหยียนตงหัวเราะลั่น


    “แรงพอใช้!”


    “แต่ยังไม่พอจะฆ่าข้า!”


    ตูม—!


    เขาพุ่งเข้าชนอีกครั้ง


    คราวนี้เร็วกว่าเดิม


    หมัด


    ศอก


    เข่า


    ทุกส่วนของร่างกายเขา—


    คืออาวุธสังหาร


    เสี่ยวชวนถอย


    หลบ


    สวนกลับ


    แสงกระบี่กับหมัดยักษ์ปะทะกันต่อเนื่อง


    เคร้ง!


    ตูม!


    ฉัวะ!


    เปรี้ยง—!


    เสียงดังสนั่นทั้งสนาม


    คนดูเริ่มลุกขึ้นยืนทีละคน


    เพราะนี่ไม่ใช่ศึกประลองแล้ว


    แต่มันเหมือน—


    สงครามระหว่างสัตว์ประหลาดสองตัว


    เฟิงลั่วหรี่ตาลง


    “เสี่ยวชวนเสียเปรียบ”


    “ถ้ายืดเยื้อ…ร่างกายเขาจะพังก่อน”


    มู่ชิงพยักหน้าเบา ๆ


    “เหยียนตงแข็งเกินไป”


    “กระบี่ธรรมดาแทงไม่เข้า”


    ฮั่วเจินยังคงเงียบ


    แต่ดวงตาเริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ


    กลางสนาม—


    เลือดเริ่มหยดจากมุมปากเสี่ยวชวน


    แขนขวาของเขาชาไปทั้งเส้น


    ทุกครั้งที่ปะทะตรง ๆ


    เหมือนกำลังฟันใส่ภูเขาเหล็ก


    ‘หนัก…’


    เสี่ยวชวนคิดในใจ


    ‘หนักเกินไป…’


    เสียงเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ


    “หึ…”


    “นี่แหละสัตว์ประหลาดของจริง”


    “เด็กนั่นไม่ได้มีเทคนิคมากมาย”


    “แต่มันแข็งแรงจนไม่ต้องใช้”


    “ถ้าพลาดแม้ครั้งเดียว…”


    “เจ้าตายแน่”


    ตูมมม—!


    หมัดอีกครั้งพุ่งใส่หน้าเสี่ยวชวน


    คราวนี้—


    เขาหลบไม่ทันเต็มที่


    เปรี้ยงงง—!!!


    ร่างเขาปลิวกระแทกพื้นทันที


    เสียงคนดูอุทานดังทั่วสนาม


    เลือดไหลจากหน้าผากลงมาอาบแก้ม


    แขนซ้ายสั่นไม่หยุด


    เหยียนตงเดินเข้ามาช้า ๆ


    “ลุกขึ้น”


    “ข้ายังสนุกไม่พอ”


    เสี่ยวชวนยันตัวขึ้นช้า ๆ


    เสียงกระดูกดังกรอบแกรบ


    แต่ดวงตา…


    ยังไม่เปลี่ยน


    ยังนิ่ง


    ยังเย็น


    เหมือนใบมีดที่ยิ่งผ่านเลือด—


    ยิ่งคม


    เหยียนตงหัวเราะเบา ๆ


    “ดี…”


    “สายตาแบบนี้แหละ”


    “สายตาของคนที่ยังไม่ยอมแพ้แม้ร่างจะพังแล้ว”


    ตูม—!


    เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง


    ครั้งนี้—


    เร็วที่สุดตั้งแต่เริ่มศึก


    เสี่ยวชวนสูดลมหายใจลึก


    ดวงตาไร้หน้าเปิดเต็มกำลัง


    โลกทั้งใบ…


    ช้าลงทันที


    เขามองเห็นทุกอย่าง


    การเกร็งกล้ามเนื้อ


    การขยับหัวไหล่


    แรงลม


    ทิศทางหมัด


    แม้แต่จังหวะหัวใจของเหยียนตง—


    เขาก็เริ่มอ่านออก


    ‘ตรงนี้…’


    ฟึ่บ—!


    เสี่ยวชวนก้าวเฉียงครึ่งก้าว


    หมัดมหึมาเฉียดหน้าไปอีกครั้ง


    และในวินาทีนั้น—


    กระบี่คราสฟ้าชักออกเต็มเล่ม


    ฉัวะ—!!!


    “เงาที่แปด — สะท้อนฟ้า”


    แสงกระบี่ระเบิดเต็มสนาม


    คนดูทั้งสนามลุกขึ้นยืนทันที


    เพราะครั้งนี้—


    ต่างจากตอนก่อน


    มันไม่ใช่เพียงกระบี่เร็ว


    แต่มันเหมือน—


    ท้องฟ้าทั้งผืนกำลังสะท้อนกลับมาเป็นคมดาบ


    ฉัวะ!


    ฉัวะ!


    ฉัวะ!


    กระบี่นับสิบสายฟันใส่เหยียนตงพร้อมกัน


    ไม่ใช่ภาพลวงตา


    แต่คือการอ่านจังหวะจนสมบูรณ์แบบ


    ทุกกระบี่—


    ฟันใส่จุดอ่อนเดียวกันทั้งหมด


    เหยียนตงคำรามลั่น


    “ฮ่าาาาา!!!”


    เขาระเบิดลมปราณทั้งร่าง


    ตูมมมม—!!!


    พื้นสนามแตกกระจาย


    แต่แสงกระบี่—


    ยังทะลุผ่านแรงกดดันเข้ามา


    ฉัวะ—!


    เลือดสาดครั้งแรก


    รอยแผลยาวปรากฏบนไหล่เหยียนตง



    ทั้งสนามเงียบกริบ


    เพราะนี่คือ—


    ครั้งแรกที่มีคนทำให้เหยียนตงบาดเจ็บหนักขนาดนี้


    แต่ในวินาทีเดียวกัน—


    เปรี้ยงงงง—!!!


    หมัดของเหยียนตงก็ซัดเข้าใส่แขนซ้ายเสี่ยวชวนเต็มแรง


    เสียงกระดูกแตกดังชัดเจน


    กร๊อบบบ—!


    แขนซ้ายของเสี่ยวชวนบิดผิดรูปทันที


    คนดูหลายคนหน้าซีด


    หลินเอ๋อถึงกับลุกพรวด


    “เสี่ยวชวน!”


    แต่เสี่ยวชวน…


    ยังยืนอยู่


    เลือดไหลเต็มแขน


    เหงื่อหยดลงพื้น


    ลมหายใจหนักขึ้นทุกวินาที


    แต่เขา—


    ยังไม่ล้ม


    ทั้งสนามเงียบสนิท


    เงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลม


    เหยียนตงมองเขานิ่ง ๆ


    มองแขนที่แตก


    มองเลือดที่ไหล


    แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ


    “เจ้าแม่ง…”


    เขาถ่มเลือดลงพื้น


    “บ้ากว่าข้าอีก”


    เสี่ยวชวนยกกระบี่ขึ้นช้า ๆ


    แม้แขนซ้ายใช้การแทบไม่ได้


    แต่สายตาเขา—


    ยังคมเหมือนเดิม


    “ถ้ายังยืนได้…”


    เขาพูดเสียงแหบต่ำ


    “ก็ยังสู้ได้”


    วินาทีนั้น—


    แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังเงียบ


    เพราะเด็กหนุ่มตรงหน้า…


    ไม่ได้แข็งแกร่งแค่พลัง


    แต่จิตใจเขา—


    น่ากลัวเกินไป


    เหยียนตงยิ้มกว้าง


    จากนั้น…


    เขากลับลดหมัดลงช้า ๆ


    ทั้งสนามอึ้งทันที


    “พอแล้ว”


    เขาพูดเรียบ ๆ


    “ถ้าสู้ต่อ…”


    “คนใดคนหนึ่งจะตายจริง ๆ”


    กรรมการรีบพุ่งลงสนามทันที


    เพราะสภาพทั้งสองคน…


    เกินกว่าจะเรียกว่าประลองแล้ว


    เหยียนตงหันหลังเดินออกไปสองก้าว


    ก่อนหยุด


    แล้วพูดโดยไม่หันกลับมา


    “หลินเสี่ยวชวน”


    “อย่าแพ้ไอ้สัตว์ประหลาดเพลิงนั่นล่ะ”


    “ไม่งั้น…”


    เขาหัวเราะต่ำ ๆ


    “ข้าจะเสียหน้าที่แพ้ให้เจ้า”


    เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วสนามทันที


    แต่หลายคน…


    กลับรู้สึกบางอย่างแน่นในอก


    เพราะนี่คือการยอมรับ


    จากสัตว์ประหลาดแห่งภูผาทมิฬ


    ส่วนเสี่ยวชวน…


    เขายังยืนอยู่กลางสนาม


    เลือดไหลอาบแขน


    ลมหายใจหนัก


    สายตาพร่ามัวเล็กน้อย


    แต่ในวินาทีนั้น—


    เสียงคนดูทั้งสนามเริ่มดังขึ้นช้า ๆ


    จากเบา…


    กลายเป็นสนั่น


    “หลินเสี่ยวชวน!”


    “หลินเสี่ยวชวน!”


    “หลินเสี่ยวชวน!”


    ชื่อของเขา…


    กำลังสะท้อนก้องไปทั่วเมืองเทียนหลิงแล้วจริง ๆ

    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน