แต่แล้วเวลาสำคัญก็มาถึง มู่ไห่เฉินวันนี้ถูกเรียกพบจากมือปราบเถี่ยแต่เช้า
หลังจากทั้งสองได้พบหน้ากัน มือปราบเถี่ยก็ไม่อ้อมค้อม เร็ววันนี้มีภารกิจสำคัญต้องพึ่งพาความสามารถของมู่ไห่เฉิน
ภารกิจที่ว่าก็คือการร่วมขบวนส่งเจ้าสาวขององค์หญิงแปด กับเจ้าชายเฮ่อเหลียนต๋าไห่
ภารกิจครั้งนี้แม้ไม่ได้ยากเย็นนัก อาจเป็นเพียงพิธีที่ต้องทำก็เท่านั้น นี่ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นงานคุ้มกันขบวน เพียงอาศัยแค่คนของราชสำนัก ทหารและคนคุ้มกันขบวนก็ไม่มีผู้ใดต้านทานได้แล้ว
แม้ฟังแล้วความเสี่ยงดูน้อยแต่ความผิดพลาดอาจจะสร้างปัญหาใหญ่ ดังนั้นจะประมาณก็ทำไม่ได้
ภารกิจครั้งนี้จะมีมือปราบเถี่ย มือปราบหลินอวี้เฉิน มือปราบมู่ไห่เฉิน ทั้งสามต้องคอยติดตามท่านรองเจ้าเมืองซุนหย่งเจียไปยังเมืองโยวโจวเพื่อร่วมขบวนเดินทาง
กำหนดการคือออกเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า จากนั้นต้องเดินทางจากเมืองอู่หลินไปยังเมืองโยวโจว ตรงนี้อาจใช้เวลาประมาณสิบวัน หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันคงต้องเดินทางจากเมืองโยวโจวมายังเมืองอู่หลินอีกครั้ง
แน่นอนว่ามีมือปราบมากฝีมือหลายคน แต่จะขนคนมากฝีมือไปหมดก็ทำไม่ได้ ดังนั้นมู่ไห่เฉินจึงเป็นตัวเลือกที่ดี
จริง ๆ แล้วก็มีเหตุผลอีกหลายข้อที่ควรเป็นมู่ไห่เฉินแต่มือปราบเถี่ยก็ไม่ได้กล่าวเพิ่มเติมออกไป
มู่ไห่เฉินไม่ว่าทางไหนก็ไม่อาจปฏิเสธภารกิจนี้ได้ นี่ถือเป็นคำสั่งมากกว่าคำขอ อีกทั้งนี่เป็นโอกาสที่มู่ไห่เฉินต้องการมาตลอดช่วงหลายวันมานี้
การได้เดินทางร่วมกับมือปราบเถี่ยหลายวัน ก็เท่ากับการดาวน์โหลดวรยุทธ์ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ติดขัด
“ว่าแต่มือปราบหลินอวี้เฉินผู้นี้คือผู้ใด”
มู่ไห่เฉินถามถึงผู้ร่วมเดินทางอีกคนที่เขาไม่คุ้นชื่อ ตลอดหลายวันนี้ไม่เคยพบเจอมือปราบชื่อนี้มาก่อน
มือปราบเถี่ยที่ได้ยินก็รีบอธิบายเบื้องต้นให้มู่ไห่เฉินฟัง
มือปราบหลินอวี้เฉินผู้นี้รับผิดชอบงานคดีเป็นหลัก ฝีมืออาจจะไม่ได้เก่งกาจนัก แต่เรื่องการวิเคราะห์และความช่างสังเกตนั้นยอดเยี่ยมกว่าผู้ใดในกองปราบ
แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้คงมิอาจจะพึงพากำลังเพียงอย่างเดียวได้ ต้องพกคนมีความสามารถอย่างอื่นไปด้วย
มู่ไห่เฉินพอฟังก็ไม่ติดใจอะไร และหลังจากพูดคุยอยู่นานก็ได้ขอตัวลาไปทำงานของตนเอง
งานวันนี้มู่ไห่เฉินมีหน้าที่เพียงเฝ้ายาม เขารู้ดีว่านี่ก็ไม่ต่างจากงานออฟฟิศที่ต้องทำเดิม ๆ ในทุก ๆ วัน หากการดาวน์โหลดระดับปราณสำเร็จ ถ้าครบหกเดือนเขาตั้งใจลาออกจากมือปราบเป็นแน่
ก่อนวันเดินทางมู่ไห่เฉินก็มีวันหยุดหนึ่งวัน วันนี้เขาตั้งใจจะไปร้านอาหารของตระกูลจาง อย่างน้อยวันนี้ก็ควรนำจี้หยกของแม่นางจางไปคืนเสีย เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล ห่วงว่าของสิ่งนี้ สำหรับนางอาจจะสำคัญมาก
มู่ไห่เฉินเดินเข้าไปยังร้านอาหารที่เคยเกิดเรื่องเมื่อครั้งก่อน เขาเดินไปที่นั่นหวังเพียงแค่คืนจี้หยก ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ทานฟรีอย่างที่เคยตกลงไว้
เมื่อเขาไปถึงก็เป็นที่น่าเสียดายนัก ยามนี้แม่นางจางกลับไม่อยู่ เขาทำได้เพียงแต่ฝากจี้หยกนั้นไว้แล้วก็เดินออกจากร้านอาหารไป
ในความวุ่นวายของเมืองกลับให้ความรู้สึกว่าที่นี่สงบนัก ผู้คนต่างมีหน้าที่และการงานของตนเอง ดูแล้วมีชีวิตชีวายิ่ง
มู่ไห่เฉินไม่มีจุดหมาย เขาเพียงอยากเดินไปเรื่อย ๆ หวังว่าข้างหน้าจะได้พบสิ่งที่น่าสนใจ
วันนี้เขาเดินไปยังประตูทางตะวันออก เขามุ่งตรงไปยังสวนดอกไม้ครั้งก่อน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใด อาจจะด้วยว่าครั้งก่อนเขายังเดินไม่ทั่วถึง ครั้งนี้เลยอยากจะชมทิวทัศน์ที่นั่นอีกครั้ง
ครั้งนี้เมื่อเขาไปถึง ที่นี่แม้ไม่ได้จัดแต่งให้งดงามเหมือนครั้งก่อน แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ยิ่งยามนี้ที่นี่ผู้คนก็ไม่ได้มีมากมายนัก
เขาเดินไปรอบ ๆ จนกระทั่งหยุดพักตรงศาลาครั้งก่อน เขานึกย้อนไปถึงวันนั้นก็ยังนึกยิ้มในใจ สตรีที่ดูอ่อนแอวันนั้นกลับทุบตีบุรุษจนสิ้นสภาพได้ น่าสนใจจริง ๆ
“คุณชายมู่”
เสียงสตรีฟังแล้วคล้ายคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
มู่ไห่เฉินได้ยินก็หันไปมองด้วยความประหลาดใจ คนผู้นี้ก็คือคนที่กำลังนึกถึงอยู่นั้นเอง เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้
ทั้งสองโค้งคำนับกันตามมารยาทก่อนจะเริ่มบทสนทนา
จางเฉิงอี้นางเดินเข้ามาหา นางยื่นจี้ประจำตัวให้มู่ไห่เฉินอีกครั้ง
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ครั้งหน้าให้นำจี้นี่มาหาข้า ข้าจะเลี้ยงข้าวเจ้าเอง ข้าไม่ใช่คนผิดคำพูด เช่นนั้นรับจี้หยกนี้กลับไปเสีย”
มู่ไห่เฉินครั้งจะพูดอธิบาย แต่นางก็ดึงมือมู่ไห่เฉินขึ้นมาก่อนจะยัดจี้หยกนั่นใส่มือมู่ไห่เฉินกลับไป
“แต่ข้าอาจจะไม่อยู่สักพัก ต้องออกไปทำงานข้างนอก ข้าเกรงว่าคงจะคืนให้เจ้าเร็ว ๆ นี้ไม่ได้”
จางเฉิงอี้ได้ยินก็หัวเราะ
“ที่แท้มือปราบมู่ติดภารกิจนี่เอง เอาเถอะข้ารอได้”
นางพูดพลางล้อมู่ไห่เฉิน ที่แม้นางก็รู้ว่าตอนนี้มู่ไห่เฉินเป็นมือปราบไปแล้ว
มู่ไห่เฉินเองก็ชื่นชอบในความขี้เล่นของนาง จึงได้รับปากเก็บจี้หยกนี้ไว้ก่อน
ทั้งสองสนทนากันอย่างสนุกสนาน นี่นับว่ามู่ไห่เฉินเหมือนจะได้สหายเพิ่มมาแล้วอีกคน นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี อยู่ที่นี่หลายเดือน หากไม่มีสบายบ้างจะดูอ้างว้างไปเสียหน่อย
ทั้งสองพูดคุยกันจนลืมสังเกตเมฆฝน จนกระทั่งเสียงฟ้าคำรามกึกก้องเหนือยอดไม้ สายลมพัดแรงจนกลีบดอกไม้ปลิวว่อน เมฆสีเทาเข้มเคลื่อนตัวมาปกคลุมท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
สายฝนสาดลงอย่างหนักหน่วงในชั่วพริบตา กลิ่นดินชื้นลอยคลุ้งปะปนกลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลมฝนพัดละอองน้ำเข้ามาถึงชายศาลา ทำให้ทั้งสองต้องขยับเข้ามาใกล้กันโดยไม่รู้ตัว
คนใช้ของนางที่อยู่ห่างออกไปยามนี้ก็รีบวิ่งเข้ามา นางรีบนำเสื้อคลุมมาให้จางเฉิงอี้ เห็นทีว่ายามนี้คงจะยังไปไหนไม่ได้ ก็จำเป็นต้องหลบฝนตรงนี้ไปสักพัก
“ดูเหมือนสวรรค์ยังไม่อยากให้เราจากกันโดยเร็ว”
คำพูดนั้นคล้ายล้อเล่น แต่แววตากลับมีประกายบางอย่างที่ต่างไป
ละอองน้ำปลิวมาต้องปลายผมของจางเฉิงอี้ เส้นผมบางส่วนหลุดจากปิ่นปักผมเล็กน้อย นางยกมือขึ้นจัดอย่างลวก ๆ ก่อนจะพบว่ามรสายตาของใครบางคนกำลังจ้องอยู่
“ข้าดูไม่เรียบร้อยหรือ”
นางถามเสียงเบา
“ไม่ใช่เช่นนั้น”
มู่ไห่เฉินตอบเรียบ ๆ
“นั่นดูเป็นธรรมชาติกว่าที่เจ้าแสร้งสุภาพเสียอีก”
จางเฉิงอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมา
“เช่นนั้นหรือ”
จางเฉิงอี้กับคนใช้นั้นดูท่าทางสนิทสนมเกินกว่านายและบ่าว มู่ไห่เฉินเห็นดังนั้นก็อดเสียมารยาทถามไม่ได้
ที่แท้แล้วคนใช้ผู้นี้มีนามว่าเถาฮวา นางนั้นถูกมารดาจางเฉิงอี้รับเลี้ยงมาพร้อมกับจางเฉิงอี้ ทั้งคู่นั้นเติบโตมาพร้อมกัน แม้จะมีเรื่องนายบ่าวมาข้องเกี่ยว แต่ในใจลึก ๆ ทั้งคู่เป็นเหมือนสหายกันเสียมากกว่า
มู่ไห่เฉินสังเกตว่าจางเฉิงอี้นางนั้นชอบมักเผลอทำบุคลิกลูกคุณหนูพลาดหลายครั้ง จนบางครั้งเหมือนนางฝืนแสดง ดูท่าแล้วแต่เดิมนางไม่ได้สุภาพเช่นนี้
“เจ้าไม่ต้องฝืนสุภาพกับข้ามากมายเช่นนั้นก็ได้ ตัวข้าเองก็เป็นแค่คนธรรมดา หาใช่คุณชายยิ่งใหญ่บ้านไหน”
แม่นางจางที่ได้ยินก็ได้แต่ยิ้มเขินอาย นางสารภาพตามตรงว่านางเองก็ไม่ชอบบุคลิคเช่นนี้ ตั้งแต่ท่านแม่ของนางจากไป พ่อของนางก็เข้มงวดกับนางมาก ท่านก็คงกลัวไม่มีคุณชายบ้านไหนมาสนใจ
มู่ไห่เฉินเมื่อรู้นางเสียมารดาไปแล้วก็ได้แต่กล่าวขอโทษที่ทำให้นางนั้นต้องกล่าวถึงอีกครั้ง
จางเฉิงอี้เมื่อได้ยินก็ยิ้มออกมาอย่างเริงร่า นางกล่าวว่านางก้าวผ่านสิ่งนั้นมาได้แล้ว ก่อนท่านแม่จะจากไปทั้งสองก็ตกลงแล้วว่านางจะเข้มแข็ง และใช้ชีวิตต่อไปให้มีความสุข
“แล้วเรื่องวรยุทธ์เจ้า ผู้ใดสอนอย่างนั้นหรือ”
มู่ไห่เฉินถามด้วยความอยากรู้ สตรีเช่นนางดูแล้วไม่น่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่กลับมีลมปราณถึงขั้นระดับฝึกปราณ
จางเฉิงอี้กล่าวว่ามารดานางเป็นคนฝึกให้ แม่ของนางแต่เดิมก็เป็นคนในยุทธภพ ภายหลังแต่งงานมีนางออกมา จึงอาศัยมาอยู่กับท่านพ่อ
นางกล่าวว่าตั้งแต่จำความได้ นางก็เห็นท่านแม่ร่ายรำเพลงหมัดเสมอ นางชื่นชอบและฝึกฝนเสมอมา พูดไปแล้วนางก็ขันตัวเอง แม้ฝึกมานาน แต่ฝีมือจริงยังมิอาจนับว่ายอดเยี่ยมเกินใคร
มู่ไห่เฉินฟังก็พอเข้าใจ นางมีระดับลมปราณที่คนฝึกยุทธ์หลายคนยังอิจฉา เพียงแต่นางก็ทำได้เพียงฝึกไปวัน ๆ คงเป็นเรื่องยากที่จะงัดฝีมือสูงสุดออกมาใช้ได้
ทั้งสองสนทนาอยู่นาน จนกระทั่งฝนเริ่มซา ทั้งสองจึงได้อำลากัน มู่ไห่เฉินจ้องมองแผ่นหลังน้อย ๆ ค่อย ๆ เดินจากไป แม้นางจะเดินห่างไปไกลแล้ว แต่นางก็ยังหันมามองด้วยรอยยิ้มที่สดใส
มู่ไห่เฉินรู้ดีว่าสิ่งที่นางเป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางอยากเป็น แต่นางกลับยึดมั่นในคำสั่งเสียของมารดา
ท่าทีเริงร่าของนางนั้นบางครั้งดูเหมือนเกินพอดี ท่าทีอ่อนโยนของนางบางครั้งก็ฝืนตัวเองจนรู้สึกว่าต้องพยายาม
อย่างไรก็ดีนางก็เป็นคนที่น่าสนใจ ดูแล้วก็คงเป็นคนที่มีจิตใจดี แฝงความอ่อนโยน ชอบมองโลกในแง่ดี รักความสนุกสนาน แม้บางครั้งจะมีบางอย่างที่ยากจะคาดเดาในตัวนางก็ตาม