เล่มที่2 บทที่46 การประลองตารางอันดับเขียว
ผู้คุมกฎมองจั่วเฉินก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“เจ้าไม่ใช่แม้แต่ศิษย์ทั่วไปของสำนัก มีสิทธิอะไรมาประลองตารางอันดับเขียว”
“แล้วเจ้ามีสิทธิอะไรมาขวางข้า ข้าเป็นผู้ติดตามของหลงซินเย่ ถือว่ามีสถานะทัดเทียมกับศิษย์ทั่วไป”จั่วเฉินตอบเสียงต่ำ
พอเห็นท่าทางของจั่วเฉิน ผู้คุมกฎก็เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที เขาจ้องเขม็งไปที่จั่วเฉิน
“ข้าบอกว่าเจ้าเข้าร่วมไม่ได้ก็คือเข้าร่วมไม่ได้หรือว่าเจ้าที่เป็นแค่ผู้ติดตามคิดจะขัดคำสั่งข้าอย่างนั้นหรือ!?”
จั่วเฉินที่ได้ฟังนอกจากจะไม่ถอยแล้วยังหัวเราะออกมา
“ข้าจะเข้าร่วมการประลองนี้ให้ได้เจ้ากับข้าไม่รู้จักกันมาก่อน แต่กลับใช้เหตุผลนี้มาขวางทางข้า หรือว่า… เจ้าจะรับคำสั่งมาจากใคร” พูดจบ จั่วเฉินก็จ้องอีกฝ่ายราวกับจะมองทะลุให้เห็นถึงบางอย่าง
เมื่อถูกจ้อง ผู้คุมกฎก็รีบหลบสายตาพร้อมกับเผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมาครู่หนึ่งทว่าจั่วเฉินเป็นแค่ผู้ติดตาม จึงไม่ได้ทำให้เขาหวั่นเกรงแม้แต่น้อย จากนั้นก็คล้ายว่าเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ผู้คุมกฎจึงมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นอีกครั้งพลางตวาดออกมา
“ไสหัวไป!หากยังไม่ไปก็อย่าโทษที่ข้าลงมือแล้วกัน!”
ในขณะนั้น จั่วเฉินเห็นไป๋เฮ่อปรากฏตัวในจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลซึ่งอีกฝ่ายกำลังจ้องมาทางเขาอยู่ด้วยความสะใจ จั่วเฉินเข้าใจในทันทีว่านี่คงเป็นฝีมือไป๋เฮ่อแน่ ไม่เช่นนั้นผู้คุมกฎมีหรือจะขัดขวางเขาไม่ให้เข้าร่วมการประลอง
“ที่แท้ก็คำสั่งจากไป๋เฮ่อ เจ้าเป็นสุนัขรับใช้ของผู้อื่นนี่เองมิน่าถึงโอหังเช่นนี้ เจ้าคิดว่าตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้เป็นของเจ้าหรืออย่างไรถึงคิดจะพูดอะไรก็ได้” จั่วเฉินเอ่ยพลางแค่นหัวเราะอย่างไม่ไว้หน้า
“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไรกัน!” พอได้ยินคำว่าไป๋เฮ่อ ผู้คุมกฎก็เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที เขายกแขนขวาขึ้น แล้วพลังขุมหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่จั่วเฉิน
“ไสหัวไป!”
ทว่าทันใดนั้น น้ำเสียงเย็นเยียบของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น เสียงนี้ไม่ใช่ของจั่วเฉินแต่ดังมาจากด้านหลังของผู้คุมกฎ
เมื่อได้ยินเสียงนี้แล้ว ผู้คุมกฎก็หน้าซีดทันที เขารีบหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความหวาดกลัวแม้แต่หายใจก็ยังไม่กล้า บนใบหน้าไม่ได้มีความโอหังเช่นเดิมอีก
“หากที่จั่วเฉินพูดเป็นความจริง เจ้าก็ไม่ต้องเป็นผู้คุมกฎที่นี่แล้วไสหัวไปทำงานจิปาถะของสำนักแล้วกัน” ผู้มาใหม่ก้มมองผู้คุมกฎพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขู่
“ทราบแล้ว ผู้คุมกฎขวา” ผู้คุมกฎแตกตื่นแล้วรีบถอยออกไปทันที
สีหน้าของจั่วเฉินดีขึ้นเล็กน้อย
“คารวะผู้คุมกฎขวา” เขาเอ่ยพลางยกมือพร้อมค้อมตัวแสดงความเคารพ
“อืม เจ้าไปรับแผ่นฝ้ายเถอะ”
พูดจบ เขาก็เดินไปทางอื่น คนผู้นี้คือผู้คุมกฎขวา เซี่ยโหวอู๋นั่นเอง
จั่วเฉินก้าวขึ้นมารับแผ่นป้าย ก่อนจะเหลือบมองไปทางไป๋เฮ่อ เมื่อครู่อีกฝ่ายยังมีท่าทีสะใจอยู่แท้ๆบัดนี้กลายเป็นความหวาดกลัวไปเสียแล้ว
ไป๋เฮ่อถลึงตามองจั่วเฉินอย่างดุร้ายทีหนึ่ง ก่อนก็รีบหายตัวเข้าไปในกลุ่มคนเพราะกลัวจะถูกเซี่ยโหวอู๋เห็นเข้า
“ไม่ได้เรื่อง” จั่วเฉินสบถออกมา
...
บัดนี้ การประลองตารางอันดับเขียวได้เริ่มขึ้นแล้ว!
แท่นประลองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นที่ลานโล่งเบื้องหน้า บนแท่นนั้นมีค่ายกลอักขระยันต์มากมายเสริมหนุนอยู่จนสามารถรับรู้ได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งและลึกล้ำที่แผ่ออกมา บุคคลชั้นสูงของสำนักต่างก็ออกมายืนบนแท่นประลองและก้มมองเหล่าศิษย์ของพวกเขา
พอถูกสายตาของคนเหล่านี้จับจ้อง ศิษย์ทุกคนก็พากันยืดอกและเริ่มแสดงความสามารถออกมาเพราะหากความสามารถของพวกไปเขาเข้าตาผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่ง ก็มีโอกาสที่จะถูกรับเป็นศิษย์เช่นนั้นก็เท่ากับได้ขึ้นสวรรค์แล้ว ไม่เพียงจะได้รับการชี้แนะจากผู้สูงส่งในภายภาคหน้ายังมีโอกาสได้เลื่อนเป็นศิษย์สายตรงอีกด้วย และนั่นก็จะทำให้ได้รับสวัสดิการอีกมากมายของสำนัก
ไม่นานหลังจากนั้น ตารางอันดับขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน
สิ่งนี้ดูคล้ายกับม้วนภาพวาดที่ถูกกางออกกลางอากาศ บนหัวตารางมีคำว่าตารางอันดับเขียวขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก และในตารางก็มีตัวอักษรหนึ่งร้อยชื่อที่กำลังเปล่งแสง ทว่าเพียงครู่เดียว รายชื่อเหล่านั้นก็เลือนหายไปจนกลายเป็นตารางว่างเปล่า
“การประลองตารางอันดับเขียวมีกฎดังนี้!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าทุกคนก่อนจะประกาศเสียงดัง
“ทุกครั้งจะมีหนึ่งคนขึ้นมาบนแท่นประลอง จากนั้นคนที่ประสงค์จะท้าประลองก็ให้ตามขึ้นมาผู้ชนะสามารถยืนอยู่บนแท่นประลองต่อได้ ส่วนผู้แพ้ก็ต้องลงจากแท่นประลองไปคนที่สามารถเอาชนะได้มากที่สุดจะได้เป็นอันดับต้นๆ โดยที่พวกเจ้าแต่ละคนมีโอกาสพ่ายแพ้ได้เพียงสองครั้งเท่านั้น”
“กฎการประลองหรือ?” จั่วเฉินมองผู้อาวุโสคนนั้นด้วยสีหน้าประหลาดใจเมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีศิษย์อีกไม่น้อยที่หน้าเปลี่ยนสี
กฎครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่านๆ มา โดยปกติแล้วจะใช้การจับสลากในการเลือกคู่ต่อสู้และประลองกันไปเรื่อยๆ จนถึงคู่สุดท้าย
ทว่ากฎการประลองครั้งนี้ดูจะไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก เพราะต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนอย่างมากก็ต้านได้เพียงสิบคนเท่านั้น หรือต่อให้อยู่ได้นานกว่านั้นสักสามสิบคน แต่แค่จำนวนของศิษย์ทั่วไปของสำนักก็มีอยู่นับพันคนแล้วเช่นนั้นไม่ใช่ว่าต้องยืนหยัดรับมือให้ได้หนึ่งพันคนรวดหรืออย่างไร
“ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงจะโดดเด่นออกมา”
ผู้อาวุโสกวาดตามองศิษย์อีกครั้งหนึ่งก่อนจะหมุนตัวลงจากแท่นประลองไป
ศิษย์ที่อยู่ที่นั่นทั้งหมดรวมถึงตัวจั่วเฉินเองด้วยต่างก็พากันพิจารณาถึงกฎข้อนี้เพื่อดูว่าพอจะมีช่องโหว่ตรงไหนหรือเปล่า ทว่าหลังจากคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว พวกเขาก็ได้แต่ส่ายหน้าเพราะกฎที่ฟังดูง่ายข้อนี้ไม่มีช่องโหว่อะไรเลยสักนิด
ผู้มีความสามารถมักเป็นใหญ่ ยิ่งมีพลังแข็งแกร่งเท่าไร ก็ยิ่งยืนหยัดได้นานเท่านั้นทว่ายิ่งเอาชนะได้มากเท่าไร ก็ยิ่งหมดแรงเพราะผ่านการต่อสู้มานาน และสุดท้ายก็จะถูกผู้อื่นเอาชนะไป
ทว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะในการประลองทุกครั้ง บนแผ่นป้ายของผู้ประลองจะมีจำนวนตราเพิ่มขึ้นตามจำนวนคนที่คนผู้นั้นเอาชนะมาได้ดังนั้นต่อให้ต้องพ่ายแพ้ในครั้งสุดท้ายก็ไม่เป็นไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลของการประลองก็ไม่ได้วัดที่ใครยืนอยู่เป็นคนสุดท้ายแต่วัดจากจำนวนครั้งที่เอาชนะได้ต่างหาก
คิดถึงตรงนี้จั่วเฉินก็เบาใจ อันที่จริง ไม่ว่ากฎจะเป็นอย่างไรเขาก็รับได้หมดเพราะเขาได้ลอบตรวจสอบพลังของศิษย์คนอื่นๆ ไว้แล้ว ทุกคนมีระดับใกล้เคียงกัน แถมส่วนมากยังมีระดับพลังต่ำกว่าเขาเสียอีกดังนั้นหากวัดกันที่ความสามารถ ก็เรียกได้ว่าไม่มีใครเทียบเขาได้เลย
เมื่อมีความสามารถ จั่วเฉินก็ไม่เป็นห่วงอะไรทั้งนั้น ทว่าในตอนที่เขากำลังรู้สึกผ่อนคลายคนผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปบนแท่นประลอง เขาผู้นี้มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดซึ่งนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
“มีใครจะดวลกับข้าหลี่หู่หรือไม่” หลี่หูพูดขึ้นพลางมองทุกคนอย่างมั่นใจ
ครู่หนึ่งศิษย์อีกคนก็ถือแผ่นป้ายเดินตามขึ้นไป เขาเองก็มีพลังที่ระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดเช่นเดียวกัน
ไม่นานคนทั้งสองก็ปะทะกันอย่างดุเดือดโดยมีสายตาของคนอื่นๆ จับจ้องการต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุด หลี่หู่ก็เป็นผู้ชนะไป
ต่อจากนั้นก็มีอีกคนขึ้นมาท้าประลอง เขาจ้องไปที่หลี่หู่ เมื่อรู้ได้ว่ากลิ่นอายพลังของหลี่หูกำลังจางลงจากการต่อสู้เมื่อครู่เขาก็แย้มยิ้มออกมา
จั่วเฉินที่ดูอยู่ก็คิดว่าหลี่หู่ผู้นี้มีความสามารถไม่ธรรมดาทั้งๆ ที่เจอคู่ต่อสู้ที่มีพลังระดับเดียวกันกลับยังเป็นต่อได้ เขาเดาว่าหลี่หูผู้นี้จะต้องหมั่นฝึกฝนจนรากฐานมั่นคงมากทีเดียว
ทว่าหลังจากเอาชนะมาได้ห้าครั้งติด ในที่สุดหลี่หู่ก็พ่ายแพ้ให้กับสวีหยางเขาเผยสีหน้าเจ็บใจออกมา ทว่าสองมือกลับกำหมัดแน่น หลังจากที่ลงไปพักฟื้น เขาก็ยังมีโอกาสประลองได้อีกครั้ง
สวีหยางเองก็ยืนหยัดเอาชนะไปได้ถึงห้าคน ก่อนจะพ่ายแพ้แล้วต้องลงจากแท่นประลองไปด้วยความคับแค้นใจ ที่จริงแล้ว คนที่เอาชนะสวีหยางไปได้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไรนัก แต่เพราะระหว่างการต่อสู้สวีหยางไม่มีเวลาหยุดพักเลยสักนิดหากเขาอยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อมคงไม่มีทางพ่ายแพ้แน่
จากนั้นศิษย์คนอื่นๆ ก็ผลัดกันขึ้นมาประลองต่อเรื่อยๆ คนที่สามารถยืนหยัดได้นานที่สุดสามารถเอาชนะไปได้ถึงสิบเอ็ดครั้งรวดก่อนจะพ่ายแพ้ไป
ทว่าในสายตาของจั่วเฉิน คนเหล่านี้ไม่นับเป็นอะไรทั้งนั้น เขาเฝ้าดูการต่อสู้ที่ผ่านมาทั้งหมดซึ่งด้วยพลังของคนพวกนี้แล้ว หากจั่วเฉินลงมือเองคงสามารถเอาชนะไปได้สักสามสิบครั้งอย่างสบายๆ
ศิษย์บางส่วนเองก็คิดเหมือนจั่วเฉิน พวกเขาเหล่านี้ล้วนมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าศิษย์ทั่วไปซึ่งมีโอกาสติดอันดับต้นๆ ของตารางอันดับเขียวได้
จั่วเฉินที่อยู่นอกแท่นประลองเฝ้าปรับพลังภายในตัวไม่หยุด ขณะเดียวกันสายตาก็สอดส่องมองดูการประลองไปด้วยหลังจากการต่อสู้ผ่านไปอีกหลายยก ในที่สุด ศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดผู้หนึ่งก็ก้าวขึ้นมา
ในตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้ พลังระดับหลอมรวมขั้นแปดไม่ถือว่าแข็งแกร่งอะไรหากเป็นศิษย์สายใน คงจะสามารถเอาชนะคนเหล่านี้ได้อย่างสบาย ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางศิษย์ทั่วไปแล้วพลังระดับนี้ก็ถือว่าเหนือกว่าคนอื่นๆ อยู่พอสมควร
ศิษย์ผู้นั้นสามารถเอาชนะไปได้ถึงสี่สิบครั้งรวด กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่พ่ายแพ้เลยสักครั้ง
จั่วเฉินลองสำรวจคนผู้นั้นดู ก่อนจะพบว่ากลิ่นอายพลังของเขายังคงเหลืออยู่เต็มแม้จะสู้ต่อไปก็คงจะสามารถเอาชนะได้อีกหลายคน
บัดนี้ศิษย์ที่เหลือเริ่มหวั่นเกรงขึ้นมา บรรยากาศโดยรอบจึงกลายเป็นแข็งค้างไปชั่วขณะไม่มีใครกล้าเสนอตัวขึ้นมาท้าประลองอีก ทุกคนล้วนคิดว่าทางที่ดีปล่อยให้ผู้อื่นขึ้นไปดวลต่ออีกสักหน่อยเพื่อบั่นทอนพลังก่อน ไม่เช่นนั้นหากเข้าไปดวลตอนนี้คงมีแต่จะพ่ายแพ้
“ข้าเอง” จั่วเฉินถือแผ่นป้ายเอาไว้พลางก้าวไปข้างหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
หากรอต่อไปคงจะไม่ทัน เมื่อครู่จั่วเฉินได้โคจรพลังให้พุ่งสู่ระดับสูงสุดซึ่งตอนนี้ถือเป็นช่วงที่เหมาะแก่การต่อสู้มากที่สุด
หลังจากจั่วเฉินก้าวขึ้นไปบนแท่นประลองศิษย์ที่มีระดับพลังหลอมรวมขั้นแปดผู้นั้นก็มีสีหน้าหวาดระแวง รู้ได้ไม่ยากว่าคนผู้นี้คงพอจะรู้จักจั่วเฉินอยู่บ้างแม้เขาจะมีระดับพลังสูงกว่าหนึ่งขั้นย่อย ทว่าด้วยความสามารถที่จั่วเฉินเคยแสดงออกมาในสำนักความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้ดูจะไม่ส่งผลเท่าไรนัก
เรื่องที่จั่วเฉินร่วมมือกับเย่เชียนตี้เอาชนะศิษย์สายในที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดถึงเก้าไปหลายสิบคนนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักแล้ว