ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 29 จิตใจที่บิดเบี้ยว

    ตอนที่29 จิตใจที่บิดเบี้ยว

     

    ในคืนนั้นเองหนิวชุ่ยฮวาก็ได้บอกเรื่องนี้ให้กับฟู่เหล่าชวนรู้

     

    “นี่คุณกำลังพูดเรื่องอะไรกัน!ฟู่ซินกำลังจะเข้าร่วมกองทัพอย่างนั้นเหรอ ! ? ” ฟู่เหล่าชวนแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

     

    “ใช่แล้วฉันได้ยินมาไม่ผิดแน่นอนและคนทั้งหมู่บ้านยังพูดอีกว่าเขาจะได้เป็นทหารที่มีการศึกษาอีกด้วย ! ขาดก็เพียงแค่การฝึกที่ดีเท่านั้นและตอนนี้หวังซู่เหมยคงจะรู้สึกภูมิใจมาก ๆ แล้วล่ะ ! ”

     

    ทันใดนั้นเองฟู่เหล่าชวนก็ตกอยู่ในความสับสนไปชั่วขณะเขาพยายามขัดขวางเพื่อไม่ให้ฟู่ต้าหย่งประสบความสำเร็จในชีวิตไปตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือแล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ ?

     

    “เป็นไปได้ไหมว่าลูกชายคนรองของคุณจะไม่ได้รับจดหมาย? มิเช่นนั้นเรื่องใหญ่ขนาดนี้จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน ? ”

     

    “ไม่ใช่หรอกเจ้ารองไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น ! ” จากนั้นเขาก็ได้ลุกขึ้นยืนและอยากจะรู้ว่าใครกันที่สนับสนุนเขาในเรื่องนี้

     

    ในตอนนี้ต้องบอกเลยว่าฟู่เหล่าชวนนั้นรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก

     

    เมื่อเขามาถึงบ้านของฟู่ต้าหย่งก็พบว่าทุกคนกำลังดูวุ่นวายเป็นอย่างมากพวกเขากำลังฉลองให้กับฟู่ซินที่สามารถผ่านการทดสอบและถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพได้นั่นเอง

     

    หวังซู่เหมยรู้สึกมีความสุขมากๆ และวันนี้เธอก็ได้ดื่มเหล้าหมักไปถึง 3 แก้วแล้วจึงทำให้แก้มของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

     

    “นานแค่ไหนแล้วที่แม่ไม่ได้มีความสุขแบบนี้! เสี่ยวจิน แม่ขอดื่มให้กับความสำเร็จของลูกอีกสักหน่อยนะ ! ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับชูแก้วเหล้าหมักขึ้นมา

     

    วันนี้เธออนุญาตให้ลูกๆ ทุกคนดื่มเหล้าได้ ยกเว้นฟู่เยี่ยนคนเดียวเท่านั้น

     

    ส่วนไป๋โม่เฉินก็ไปซื้อตั๋วรถไฟในช่วงบ่ายไม่ทันเช่นกันซึ่งเขารออยู่ที่นั่นกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ไม่สามารถซื้อตั๋วได้ดังนั้นเขาจึงได้กลับมาที่หมู่บ้านและร่วมดื่มแสดงความยินดีกับฟู่ซินด้วย

     

    “ต้าหย่งวันนี้ฉันขอดื่มเหล้าหมักกับเสี่ยวจินสักหน่อยก็แล้วกันนะเอาไว้ฉันจะบอกพ่อกับแม่ของฉัน รวมถึงพี่ชายของฉันให้เขาพาพี่สะใภ้และลูก ๆมาทานข้าวที่บ้านของเราในวันมะรืนนี้ ! ”

     

    หวังซู่เหมยมีความสุขมากและยังเตรียมที่จะจัดงานรื่นเริงขึ้นในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกด้วย

     

    “เอาล่ะเรามาดื่มกันเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะไปเชิญครอบครัวของหลี่หงอี้และครอบครัวของฟู่เฉิงให้มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย! ” ในตอนนี้ใบหน้าของฟู่ต้าหย่งเองก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเนื่องจากการดื่มเช่นกันแต่เขาก็ยังคงชนแก้วกับภรรยาของเขาอย่างมีความสุข

     

    เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังอารมณ์ดีกันอยู่ฟู่เหล่าชวนก็ได้เปิดประตูเข้าไปทันที

     

    แม้ว่าเขาจะยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้านตั้งนานแล้วทว่าทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ของเขากลับไม่มีใครเอ่ยชื่อเขาขึ้นมาเลย

     

    “ฟู่ซินได้เข้าร่วมการคัดเลือกเข้ากองทัพตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ? ” ฟู่เหล่าชวนเอ่ยถามขึ้นมาทันทีที่เดินเข้ามา

     

    จริงอยู่ที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยดื่มเหล้าหมักไปหลายแก้วแล้วแต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้เมามากนัก และดวงตาก็ยังคงมีความสดใสอยู่

     

    “การคัดเลือกมีขึ้นในเดือนที่ผ่านมาแล้วแต่ผลเพิ่งจะถูกส่งมาถึงวันนี้” ฟู่ต้าหย่งพูดออกไปด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

     

    “ใครเป็นคนยินยอมให้เขาไป! ฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ! ” ฟู่เหล่าชวนคัดค้านเรื่องนี้ทันที

     

    หวังซู่เหมยที่ดื่มเหล้าหมักเข้าไปจึงมีความกล้าขึ้นมาเล็กน้อยเธอวางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนทันที และเมื่อเด็ก ๆ เห็นท่าทางของผู้เป็นแม่พวกเขาจึงได้ทำตามเช่นกัน

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จึงได้จับมือของเธอเอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นช้า ๆตราบใดที่เขายังอยู่ที่นี่เขาจะไม่ยอมให้ภรรยาของเขาต้องเผชิญหน้ากับพ่อโดยลำพังอย่างเด็ดขาด

     

    “การที่พ่อไม่เห็นด้วยแบบนี้มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรหรอกนะครับ นี่เป็นคำสั่งจากกองทัพซึ่งไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้อยู่แล้ว”

     

    “เปลี่ยนไม่ได้อย่างนั้นเหรอถ้าอย่างนั้นก็ถอนตัวเสียสิ ! ฟู่ซินไม่สามารถเป็นทหารได้หรอก ! ” ฟู่เหล่าชวนอาศัยความอาวุโสของเขาพูดคำพูดที่ดูเห็นแก่ตัวนี้ออกไป

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของฟู่ซินก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นมาทันทีและดูเหมือนว่าเขากำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมาในอีกไม่ช้าหวังซู่เหมยที่เห็นเช่นนั้นจึงลูบไปที่ศีรษะของเขาให้ผ่อนคลายลง

     

    จริงอยู่ที่เสี่ยวจินจะมีหน้าตาที่ดูคล้ายกับเธอ แต่นิสัยของเขานั้นเหมือนกับพ่อไม่มีผิดซึ่งตอนนี้เธอก็พอจะรับรู้ได้ว่าฟู่ต้าหย่งนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกันและยังรู้สึกไม่พอใจกับเหตุการณ์นี้มาก ๆ อีกด้วย

     

    “ทำไมเขาถึงเป็นทหารไม่ได้ล่ะ? ” ฟู่ต้าหย่งยังจำเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิมเพราะตอนนี้ความรู้สึกที่เขามีต่อผู้เป็นพ่อนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

     

    ฟู่เหล่าชวนมองไปยังสีหน้าที่เฉยเมยของฟู่ต้าหย่งทันใดนั้นเขาก็รู้สึกราวกับว่าเขาเห็นภรรยาคนเก่าของตัวเองและฟู่ต้าหย่งยังถามคำถามเดียวกันในตอนนั้นอีกด้วย

     

    “ฉันไม่ให้ไป! ” ฟู่เหล่าชวนตะคอกออกมาพร้อมกับหยิบขวดโหลที่อยู่ข้าง ๆ ทุบลงไปบนโต๊ะ

     

    “เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับพ่อหรอกนะเพราะฟู่ซินคือลูกชายของผม และในสมุดทะเบียนบ้านของพวกเราคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็คือหวังซู่เหมย ! ”

     

    ในตอนนี้หวังซู่เหมยรู้สึกว่าเธอโชคดีมาก ๆที่ตอนนั้นแม่สามีของเธอยืนกรานที่จะแยกทะเบียนบ้าน

     

    “แก !พวกแก ! ”

     

    “พ่อคะอย่าชี้นิ้วมาที่หนูแบบนี้นะในตอนนั้นพ่อก็ขัดขวางไม่ให้ต้าหย่งเป็นทหารมาครั้งหนึ่งแล้วและตอนนี้พ่อยังจะมาขวางไม่ให้ลูกชายของพวกเราเป็นทหารอีกอย่างนั้นเหรอหนูอยากจะถามจริง ๆ ว่าพ่อเคยเห็นฟู่ต้าหย่งเป็นลูกชายของพ่อบ้างหรือเปล่า ! ”

     

    หวังซู่เหมยพูดออกไปตามตรงและคำพูดของเธอก็ล้วนแล้วแต่เป็นคำพูดที่ทิ่มแทงจิตใจฟู่เหล่าชวนมาก ๆ

     

    ทำเอาฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก่อนที่พวกเขาจะมองไปยังฟู่เหล่าชวนด้วยความสงสัย

     

    ฟู่เหล่าชวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็อยากจะตะโกนออกไปเหมือนกันว่าเขาไม่ได้นับฟู่ต้าหย่งเป็นลูกชายแต่เขาก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะทำสิ่งนั้น

     

    เขากลัวว่าหากพูดแบบนั้นออกไปเขาจะไม่สามารถควบคุมฟู่ต้าหย่งได้อีก ซึ่งเขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ !

     

    เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ฟู่เหล่าชวนจึงได้หันหลังกลับ ก่อนจะเดินจากไปโดยได้พูดประโยคหนึ่งทิ้งเอาไว้

     

    “ฟู่ซินหากแกยังยืนกรานที่จะเป็นทหารอยู่ล่ะก็ อย่ามาเรียกฉันว่าปู่อีก ! ”

     

    หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ใบหน้าของฟู่ซินซีดลงไปทันที

     

    ในที่สุดงานเลี้ยงก็ต้องเลิกไปโดยปริยายพร้อมกับบรรยากาศที่ทุกคนกำลังมีความสนุกนั้นก็ได้หายไปด้วยเช่นกัน

     

    แม้ว่าฟู่ต้าหย่งจะหมดศรัทธาในตัวพ่อของเขามานานมากแล้วก็ตามแต่ก็ยังคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าเพราะคำพูดนี้

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้นหวังซู่เหมยจึงได้พาเหล่าเด็ก ๆ ทำความสะอาดและเก็บกวาดข้าวของต่าง ๆ ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ช่วยทำความสะอาดด้วยเช่นกัน

     

    “เสี่ยวไป๋ป้าต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะ ที่ครอบครัวของป้าทำเรื่องน่าอายแบบนี้ อย่าคิดมากไปเลยป้าชินกับเรื่องน่าอายแบบนี้ไปแล้วล่ะ” เมื่อเห็นว่าไป๋โม่เฉินยังคงอยู่ที่นี่หวังซู่เหมยจึงได้อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับเขาฟัง

     

    “ป้าหวังครับมันไม่ใช่เรื่องน่าละอายอะไรเลย เป็นเรื่องปกติครับไม่ใช่ผู้เฒ่าทุกคนจะใจดีเสมอไปหรอก”ไป๋โม่เฉินเคยเห็นผู้เฒ่าที่มีจิตใจชั่วช้ากว่าฟู่เหล่าชวนมาเยอะแล้วและรู้สึกว่าคนแบบนี้ไม่สมควรจะมีอายุที่ยืนยาวอีกด้วย

     

    “เฮ้อ! ” หวังซู่เหมยถอนหายใจออกมา ก่อนจะหยิบชามและเดินไปที่ครัว

     

    ตอนนี้ฟู่ซินและคนอื่นยังคงรู้สึกสงสัยในคำพูดของหวังซู่เหมยอยู่เดิมทีฟู่เยี่ยนเองก็อยากจะรู้เรื่องนี้เหมือนกันแต่ด้วยเธอมีความสามารถพิเศษอยู่แล้วดังนั้นขณะที่มองไปยังฟู่เหล่าชวนเมื่อครู่นี้ เธอก็รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น

     

    บนโลกใบนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ดีและเพรียบพร้อมทุกอย่างสำหรับบางคนอาจจะโชคดีที่มีพ่อแม่คอยสนับสนุนและเข้าใจแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ครอบครัวไม่ได้สนับสนุนอะไรเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในชีวิตก่อนนั่นเอง

     

    ในตอนนี้เธอแค่เป็นกังวลเรื่องอารมณ์พ่อของเธอเท่านั้นเพราะการที่เขาเศร้าแบบนี้มันไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอนเธอจึงได้เข้าไปหาฟู่ต้าหย่งในห้องทันที

     

    ส่วนตอนนี้หวังซู่เหมยยังคงอยู่ที่ลานหน้าบ้านและเหล่าเด็ก ๆ ต่างก็รายล้อมอยู่รอบ ๆตัวเธอพร้อมกับถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเพราะตอนนี้ภาพลักษณ์ของผู้เป็นปู่ในใจของพวกเขาได้พังทลายลงไปหมดแล้ว

     

    “เอาเวลาที่มาสนใจเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปอ่านหนังสือไม่ดีกว่าเหรอ! ” หวังซู่เหมยพูดออกมาด้วยความหงุดหงิดทั้งที่วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของครอบครัวเธอแท้ ๆแต่มันกลับถูกชายชราทำลายลงไปอย่างไม่มีชิ้นดี

     

    “แต่ว่าแม่คะ แม่เคยพูดอยู่เสมอไม่ใช่เหรอว่าการที่เรารู้เรื่องราวต่าง ๆ นั้น จะสามารถแก้ปัญหาและใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ ได้ หากแม่ไม่บอกกับพวกเรา เราจะช่วยกันแก้ไขได้ยังไงล่ะคะ ! ” ฟู่เหมี่ยวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดในสิ่งที่แม่ของเธอเคยสอนไปก่อนหน้านี้

     

    เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาวหวังซู่เหมยเองก็จนปัญญาเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออกไป

     

    “ในตอนนั้นพ่อของลูกก็ได้รับโอกาสที่จะเข้าร่วมกองทัพเหมือนกับลุงหลี่นั่นแหละและเขาก็กำลังจะเดินทางไปตรวจร่างกาย แต่ปู่ของลูกกลับขวางเอาไว้และไม่อนุญาตให้เขาไปตรวจร่างกาย !

     

    พ่อของลูกยังถูกขังเอาไว้แม้แต่จะออกไปทำงานก็ยังออกไปไม่ได้ ! เขาทำได้เพียงนั่งเศร้าอยู่หน้าประตูเท่านั้น

     

    จนท้ายที่สุดแล้วพ่อของลูกก็กลัวว่าจะเสียโอกาสที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้ไปดังนั้นเขาจึงขอให้อารองของลูกไปตรวจร่างกายแทน

     

    ต่อมาอารองของลูกก็ได้รับแจ้งจากทางกองทัพและเมื่อถึงตอนนั้น ปู่ของลูกกลับไม่ได้มีท่าทีต่อต้านใด ๆ เลยทั้งยังไม่ได้มีท่าทีเหมือนตอนรู้ว่าพ่อของลูกจะไปตรวจร่างกายอีกด้วย ! ” ขณะที่พูดนั้นหวังซู่เหมยก็กัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชัง

     

    “ทำไมปู่ถึงต้องทำแบบนั้นกันล่ะ? ”

     

    ทุกคนต่างก็เอียงศีรษะด้วยความสงสัยและรอคำตอบจากหวังซู่เหมยอย่างกระตือรือร้น

     

    “ปู่ไม่ยอมให้พ่อของลูกไปยังไงล่ะและยังคอยขัดขวางเรื่องนี้มานานมากแล้วด้วยดังนั้นพ่อของลูกจึงได้คุยเรื่องนี้กับอารอง ! ”

     

    “ฮะ ?! ! แล้วพ่อรู้เรื่องนี้ได้ยังไงหรอ ? ”

     

    อีกด้านหนึ่งฟู่เยี่ยนที่อยู่ในห้องก็ได้ถามฟู่ต้าหย่งออกมาซึ่งสองพ่อลูกได้ยินสิ่งที่หวังซู่เหมยพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตฝ่านทางหน้าต่างนั่นเอง

     

    “พ่อเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างนั้นเหรอคะ? ” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร ก่อนจะพูดออกมาช้า ๆ ว่า

     

    “อารองของลูกเป็นคนบอกเรื่องนี้กับพ่อเองแหละ”

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน