จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 107 ปีศาจคลั่งที่แท้จริง

            เป็นไปได้อย่างไรกัน?

            ทุกคนต่างรู้สึกได้ว่าขนลุกขึ้นทั้งร่างกายโดยเฉพาะอันดับห้า ดวงตาของเขาเบิกกว้างราวกับเจอภูตผีหมัดของตนเองที่ปล่อยออกไปนั้นได้โจมตีตรงเข้าสู่จุดตันเถียนของฉินอวี่ ด้วยความแข็งแกร่งของพลังบรรพชนก็เพียงพอที่จะโจมตีจุดตันเถียนของฉินอวี่ได้และด้วยระดับฝึกฝนเพียงขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองฉินอวี่จะต้องถึงแก่ความตายอย่างแน่นอน

            แต่ตอนนี้...

            เมื่อเห็นว่าฉินอวี่กำลังลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆในใจของอันดับห้าก็ทั้งตกใจและหวาดกลัว เขารู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่แปลกประหลาดกำลังปกคลุมเขาอยู่พลังเช่นนี้ทำให้กุมารทิพย์ของเขาเริ่มสั่นไหว จนแทบจะกระโดดออกมาจากจุดตันเถียนวิกฤติความตายเช่นนี้ยิ่งทำให้อันดับห้าตกใจมากขึ้น!

            อันดับหนึ่งที่มองอยู่ในระยะไกลหรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องมองไปทางฉินอวี่ที่กำลังลุกขึ้นอย่างช้าๆทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีเทาหม่น และมีลำแสงสีแดงอ่อนแผ่กระจายออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

            ในขณะนี้หัวใจของอันดับหนึ่งก็ตกตะลึงอย่างมากเช่นกันเขาได้อ่านตำราโบราณที่รวบรวมเรื่องของหยาจื้อสิบสามฝ่ายมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

            “เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าคนนี้จะเป็นผู้สืบทอดของสำนักยุทธ์ว่านจ้ง?แต่หากสำนักยุทธ์ว่านจ้งจะควบคุมหยาจื้อสิบสามฝ่ายไปจนนานนับปีได้ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ไร้เหตุผล” อันดับหนึ่งตกตะลึงในใจ

            ความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอของสำนักใดสำนักหนึ่งต้องดูจากคนรุ่นใหม่ เป็นเพราะคนรุ่นใหม่ในวัยหนุ่มสาวคือรากฐานของสำนัก

            “สิ่งที่ทำให้ข้าสัมผัสได้ถึงวิกฤตของความเป็นความตายนั่นมันคืออะไรกันแน่?พละกำลังของเขาในตอนนี้อย่างมากที่สุดก็น่าจะอยู่ระดับเดียวกับข้าแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้ามีความรู้สึกในวิกฤตความเป็นความตายได้ หรือว่า...จะเป็นเพราะอัคคีสีเทาหม่นนั่น?” อันดับหนึ่งจ้องมองไปยังเปลวเพลิงสีเทาหม่นที่กำลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่งอยู่ในร่างกายของฉินอวี่ในสายตาของเขาเต็มไปด้วยการครุ่นคิด

            หลังจากนั้นไม่นานก็มีข้อความชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในจิตใจของอันดับหนึ่ง

            “เป็นไปได้อย่างไรกัน! เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน...”อันดับหนึ่งขนลุกไปทั้งตัว ข้อความสั้นๆนั้นราวกับสัมผัสแห่งเต๋าอันไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้จิตใจของอันดับหนึ่งตกตะลึง

            เสี่ยหยวนจ้องมองฉินอวี่อยู่อย่างเงียบๆความแข็งแกร่งของฉินอวี่ทำให้เสี่ยหยวนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากเขาเข้าใจความคิดของฉินอวี่ได้ตั้งแต่แรกและรู้สึกว่าฉินอวี่คือคนที่มีโอกาสทำให้อันดับห้าบาดเจ็บได้มากที่สุดเพื่อสร้างโอกาสให้กับเขา แต่ในตอนนี้...พละกำลังของฉินอวี่อยู่เหนือจินตนาการของทุกคนมากจริงๆ

            แม้กระทั่ง...เกินกว่าจินตนาการของตัวฉินอวี่เองเช่นกัน!

            ฉินอวี่ลุกขึ้นยืนช้าๆสะบัดศีรษะอย่างรุนแรง พลังอันไม่มีที่สิ้นสุดในร่างกายพลุ่งพล่านขึ้นทันทีราวกับมีความกระตือรือร้นที่จะปะทุออกมาจากร่างกาย

            “อ๊าก!” ฉินอวี่ส่งเสียงคำรามเหมือนกับอสูรร้ายออกไปและดูเหมือนเขาจะพยายามระบายพลังอันไร้ที่สิ้นสุดออกจากร่างกายของตนเอง

            ฉินอวี่ในตอนนี้กำลังอยู่ในสภาวะที่อธิบายไม่ได้เขายังไม่เสียสติแต่พลังความเกลียดชังและอาฆาตได้กระทบเข้ากับประสาททุกเส้นสายของเขาหัวใจของเขาก็ได้รับการกระตุ้นการทำลายทุกสิ่งที่เขาเห็น ทำลายทุกสิ่งในโลกหล้า!

            ความรุนแรงที่ยากอธิบายเช่นนี้ทำให้ฉินอวี่แผดเสียงคำรามออกมาอย่างต่อเนื่องในลำคอและฉินอวี่ไม่ได้สังเกตเห็นเปลวไฟที่อยู่ในช่องท้องที่กำลังลุกโชนราวกับจะกลืนกินเพลิงแอ่งธรณีของฟ้าดิน

            “บ้าเอ๊ย!” ในร่างกายของฉินอวี่ปรากฏเป็นเสียงดังคมชัด เขาบิดคออย่างรุนแรงดวงตาทั้งคู่ที่มีสีแดงจางๆ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างที่ไม่มีสิ้นสุด

            เมื่อถูกฉินอวี่จ้องมองเช่นนี้อันดับห้าก็รู้สึกเหมือนศีรษะแทบระเบิดความรู้สึกถึงอันตรายที่แฝงอยู่ทำให้อันดับห้ารู้สึกตกใจอย่างยิ่งเขารีบเรียกเอาชุดเกราะยุทธ์ชุดหนึ่งออกมาสวมไว้บนร่างทันทีจากนั้นจึงหยิบเม็ดยาออกมาและใส่เข้าไปในปาก ท้ายที่สุดเขาก็สวมกำปั้นยุทธ์คู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่ในตอนนี้อันดับห้าจึงต้องเตรียมติดอาวุธให้ครบถ้วน และไม่กล้าจะประมาทฉินอวี่อีกต่อไป

            “ตูม!”

            ในขณะที่อันดับห้ากำลังใส่นวมกำปั้นยุทธ์อยู่นั้นฉินอวี่ก็กำลังโจมตีเข้ามาอย่างบ้าคลั่งความเร็วของเขารวดเร็วกว่าอันดับห้าอยู่มากยิ่งนักและการโจมตีของเขาก็เหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังจากหมัดข้างขวาของเขา

            แต่สิ่งที่ทำให้อันดับห้าต้องตกใจคือเปลวไฟสีเทาที่แฝงอยู่ในการโจมตีของฉินอวี่ เปลวไฟนี้ดูเหมือนจะสามารถทะลุเกราะศึกของเขาและเผาผลาญชีวิตของเขาได้

            “นี่เป็นอัคคีอะไรกันแน่?” อันดับห้าตกตะลึงอย่างมากเขาสามารถควบคุมอัคคีและสามารถกระตุ้นสายเลือดของหยาจื้อได้แต่เมื่อเทียบอัคคีของหยาจื้อกับไฟที่แฝงอยู่ในการโจมตีของฉินอวี่แล้วบอกได้เลยว่าอยู่คนละระดับกันอย่างแน่นอน

            อันดับห้าระงับความตกใจเอาไว้และตอบโต้กลับอย่างรุนแรงเช่นกัน แม้ว่าจะตกใจแต่เมื่อสวมนวมกำปั้นยุทธ์และเกราะศึกแล้ว เขาก็ไม่เกรงกลัวฉินอวี่อีกต่อไป

            ในเวลานี้เขาไม่กล้าจะรั้งมืออีกต่อไป พลังของบรรพชนจากสายเลือดทั้งสามระเบิดออกไปในรอบด้านทำให้พลังของเขายกระดับขึ้นสู่จุดสูงสุดทันทีทำให้ทุกการโจมตีในตอนนี้แทบจะทำลายพื้นที่จนแตกสลาย

            แต่ดูเหมือนฉินอวี่จะบ้าไปแล้วเขาไม่ต่อต้านการโจมตีของอันดับห้าเลยแม้แต่น้อยคอยแต่โจมตีอย่างดุเดือดโดยไม่สนใจรอบข้าง

            คนบ้า!นี่มันคนบ้าชัดๆ เขาไม่กลัวตายเลยหรือ?

            ในตอนนี้อันดับห้าทั้งตกตะลึงทั้งหวาดกลัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่ในสภาพเช่นนี้ส่วนลึกในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเขานึกไม่ถึงเลยว่าการต่อสู้ที่แสนจะปกติธรรมดา จะกลายมาเป็นสถานการณ์เช่นนี้

            ฉินอวี่ที่กำลังจมอยู่กับสภาวะอันแสนประหลาดโจมตีด้วยความคลุ้มคลั่งราวกับอสูรร้าย และพลังจากทุกหมัดของเขาในตอนนี้ล้วนแต่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “พลังว่านจ้งสี่ชั้น!”

            “พลังว่านจ้งห้าชั้น!”

            เมื่อพลังของเขายกระดับไปถึงพลังว่านจ้งห้าชั้นและเสริมด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งจากผนึกฝ่ามือจากมือข้างขวาหมัดขวาของฉินอวี่จึงอยู่ในระดับที่น่ากลัวอีกครั้ง หมัดหนึ่งที่ปล่อยออกไปจึงมีกำลังเกือบเทียบเท่าพลังว่านจ้งเจ็ดชั้น

            “ตูม ตูม ตูม!”

            อันดับห้าและฉินอวี่ต่างต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่งแต่ในท้ายที่สุด อันดับห้าก็ดูแย่ลงไปเรื่อยๆพลังบรรพชนทั้งสามประเภททำให้พละกำลังของเขาขึ้นถึงจุดสูงสุดแต่แม้ว่าการป้องกันของเกราะศึกจะมีความแข็งแกร่งแต่ด้วยหมัดของฉินอวี่ต่างแฝงไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง ทำให้พลังปราณของอันดับห้าที่กำลังตื่นตระหนกเริ่มพลุ่งพล่านมากขึ้น

            “ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าเจ้าจะไม่ตาย!”อันดับห้าใช้หมัดที่สวมกำปั้นยุทธ์ที่มีหนามแหลมคมชกตรงไปยังตำแหน่งขมับของฉินอวี่พยายามสังหารฉินอวี่ในทันที

            “เวิง!”

            ในช่วงเวลาที่หมัดกำลังเคลื่อนเข้ามานั้นม่านแสงสีแดงจางๆ ได้ปกคลุมไปทั่วทั้งร่างเปลวไฟสีเทาอ่อนได้ห่อหุ้มบนม่านแสงสีแดงอ่อนอีกชั้นหนึ่งก่อนจะกลืนเปลวอัคคีสีเทาเข้าไป

            ดวงตาของอันดับห้าเบิกกว้างทันทีเขานึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะมีพลังการป้องกันที่ทรงพลังเช่นนี้ในขณะที่กำลังตกตะลึงอยู่นั้น ฉินอวี่ก็พุ่งเข้ามาอย่างโหดเหี้ยม ตรงเข้ากระแทกใส่อันดับห้าจนกระเด็นออกไป

            ขณะที่อันดับห้ากำลังกระเด็นลอยออกไปนั้นฉินอวี่ก็ปรากฏตัวขึ้นในอากาศ เปลวอัคคีกดตามลงมาอย่างดุเดือดจนอันดับห้าจมลงไปกับพื้น

            เมื่ออันดับห้าตกลงกระแทกพื้นและเตรียมจะยกตัวกระโดดขึ้นไปฉินอวี่ก็ได้ใช้เข่าข้างซ้ายกระแทกลงบนหน้าอกของอันดับห้ามือซ้ายของเขาปรากฏเหมือนกรงเล็บ ที่คว้าเข้าตรงคอของอันดับห้าหมัดขวาของเขาเป็นดังพายุฝนที่บ้าคลั่งรวดเร็วราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง

            และในการชกแต่ละครั้งยังเต็มไปด้วยพลังอันโหดร้ายรุนแรงเกือบยี่สิบหมัด

            ภายใต้สภาวะเช่นนี้หมัดระเบิดฟ้าของฉินอวี่จึงสามารถปล่อยหมัดออกไปได้ถึงยี่สิบหมัดในพริบตาเดียว

            พายุพลังที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับจะทำให้ฟ้าถล่มดินทลายแม้ว่าจะมีม่านแสงที่ก่อตัวเป็นเกราะศึกปกป้องอยู่เหนือชั้นผิวหนังแต่อันดับห้าที่ถูกฉินอวี่โจมตีอย่างรุนแรงก็ถึงกับต้องวิงเวียนจนตาลายจนเลือดลมถึงกับแปรปรวน

            “ตูม ตูม ตูม!”

            ดูเหมือนว่าผืนแผ่นดินยังคงส่งเสียงอึกทึกปั่นป่วนอย่างรุนแรง และเสียงระเบิดยังคงดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

            ทุกคนต่างจ้องมองไปด้วยดวงตากลมโตมองไปยังคนบ้าอย่างฉินอวี่ด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวพร้อมร่างกายที่สั่นเทา เมื่อมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นศิษย์ของหยาจื้อสิบสามฝ่ายที่อยู่ไกลออกไปต่างวิ่งกระเจิดกระเจิงราวกับต้องการหนีไปจากที่แห่งนี้อย่างรวดเร็วด้วยเกรงว่าจะต้องพบกับภัยพิบัติอันน่าสะพรึง

            อันดับหนึ่งจ้องมองฉินอวี่ที่กำลังโจมตีอย่างบ้าคลั่งด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดในใจของเขาไม่อาจสงบอยู่ได้อีกแล้ว ในเวลานี้อันดับหนึ่งจึงยกให้ฉินอวี่อยู่ในระดับเดียวกันกับเขาแล้ว

            “เขาเป็นใครกันแน่? ได้รับการคุ้มครองจากสัญญาไท่กู่มีอัคคีที่น่าสะพรึงกลัว และยังมีทักษะยุทธ์อันทรงพลังเช่นนี้อีก?” อันดับหนึ่งพึมพำในใจ สายตาของเขาปรากฏเห็นสัมผัสแห่งการต่อสู้และความลังเลใจ

            ในตอนนี้เสี่ยหยวนเองก็ตกตะลึงอย่างถึงที่สุดเช่นกันสาดส่องมโนจิตของเขาครอบคลุมไปยังฉินอวี่ที่กำลังตกลงสู่พื้นดินส่วนอันดับห้าจะเป็นหรือตายยังไม่อาจรู้ได้ และแผ่นดินที่เบื้องล่างของเขาในตอนนี้ได้ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

            ฉินอวี่ไม่รู้ว่าเขาเหวี่ยงหมัดออกไปทั้งหมดกี่ครั้งพลังในร่างกายดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

            จนกระทั่งพื้นดินเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่มีขนาดกว่าสามสิบจ้างหมัดของฉินอวี่ได้ทุบลงบนเกราะศึกป้องกันของอันดับห้าจนแตกกระจายอีกหมัดหนึ่งตรงไปบนศีรษะของอันดับห้า จนอันดับห้าหมดสติไปทันทีแต่ความดุร้ายในใจของฉินอวี่กลับไม่มีลดลง เขาเหาะตรงขึ้นไปบนท้องฟ้าดวงตาสีแดงก่ำของฉินอวี่จ้องตรงไปยังอันดับหนึ่งทันที เขาขยับคอเล็กน้อยก่อนจะก้าวตรงออกไปอย่างดุร้าย

            อันดับหนึ่งตกตะลึงมองไปยังฉินอวี่ที่กำลังเป็นเหมือนปีศาจคลั่ง เขารู้สึกลังเลอยู่ครู่หนึ่งและขณะที่ฉินอวี่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วนั้นเขาจึงหันหลังกลับและหายลับไปทันที

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่นึกไม่ถึงว่าอันดับหนึ่งในรายชื่อระดับสามัญก็ยังต้องถอยหนีอย่างตกใจ

            เสี่ยหยวนจ้องไปยังอันดับหนึ่งที่หายลับไปก่อนจะมองไปทางฉินอวี่ด้วยความตกใจ

            อันดับหนึ่ง...ยังตกใจจนถอยหนีไปแล้วหรือ?

            ฉินอวี่ไม่ได้ไล่ตามไปแม้ว่าความดุเดือดที่อยู่ในใจจะทำให้เขาอยากทำลายทุกสิ่งทุกอย่างแต่เขาก็ยังมีสติหลงเหลืออยู่ และใช้มโนจิตกวาดมองออกไปโดยรอยรัศมีร้อยลี้และเมื่อไม่พบเจอผู้ใด ฉินอวี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

            เมื่อรู้สึกได้ถึงพลังในร่างกายฉินอวี่ก็พึมพำอยู่ในใจ “นี่...จึงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในขั้นที่หนึ่งของวิชาปีศาจคลั่งจริงๆ หรือ?”

            “ทำไมจึงเป็นปีศาจคลั่ง?”

            เมื่อฉินอวี่รู้สึกได้ถึงพลังที่อยู่ในร่างกายของเขาสลายไปอย่างรวดเร็วแล้วก็มีเสียงที่ดูเลื่อนลอยดังขึ้นในจิตใจของเขาและเสียงนั้นดูเหมือนจะมาจากช่วงยุคสมัยหงหวง ฉินอวี่ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อ่อนแอกำลังเคลื่อนเข้ามาด้วยพลังมหาศาลจากนั้นเขาจึงนั่งขัดสมาธิลงไป

            ในเวลาเดียวกันนี้เอง

            ณฝ่ายวานรยุทธ์ หนึ่งในหยาจื้อสิบสามฝ่าย

            “ไม่!” เสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้นมาจากส่วนลึกของฝ่ายวานรยุทธ์เสียงนี้เต็มไปด้วยความทรงพลังและความเคียดแค้นอย่างยิ่ง

            จนทำให้บรรดายอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนของหยาจื้อสิบสามฝ่ายต่างตื่นตระหนก!

            ในเวลาเดียวกันณ ดินแดนที่ไม่รู้จักแห่งหนึ่ง

            “ปีศาจคลั่ง... หากเติบโตขึ้นต่อไป วันข้างหน้าปีศาจคลั่งที่ทรงพลังพลิกฟ้า จะต้องปรากฏขึ้นอีกครั้ง...”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน