ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 44 ถ้วยเกลือ

    โหมวซือฉิงเอียงคอจ้องสวี่ตง ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของเจ้าเด็กนี่แปลกพิกลหรือว่าเขาก็เคยเรียนที่นี่ด้วย

            คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าเป็นไปได้เพราะว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของซืออี๋น้องสาวของเธอพวกเธอสองพี่น้องต่างก็เรียนมัธยมต้นที่นี่ จึงมีโอกาสสูงที่สวี่ตงจะเคยเรียนที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขสิบสองมิเช่นนั้น ตอนที่เขาเรียก ‘แม่นมเจิ้ง’ เมื่อกี้คงไม่สามารถเรียกได้คล่องปากขนาดนั้นหรอกมั้ง

            เสียง‘เอ๊ะ’ อันเป็นเอกลักษณ์ของแม่นมเจิ้งดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะรีบไปที่เตาเพื่อจัดการบางอย่าง

            สวี่ตงมองแม่นมเจิ้งที่‘ตัวอวบ’ กว่าเดิมเล็กน้อย ผมขาวเยอะขึ้นกว่าเดิมก็อดสะท้อนใจไม่ได้ไม่ว่าใครก็หยุดยั้งกาลเวลาไม่ได้

            “สวี่ตง…” โหมวซือฉิงจ้องหน้าสวี่ตงแล้วถามเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ดูสิ เมื่อกี้นายเรียก ‘แม่นมเจิ้ง’ คล่องกว่าเรียกแม่ตัวเองอีกนะคนที่ไม่ได้จบจากโรงเรียนมัธยมหมายเลขสิบสองจะรู้จักกันดีขนาดนี้ได้ยังไงไม่ต้องพูดแล้ว ฉันเป็นรุ่นพี่นายแน่นอน ในกาลก่อนนายคงเคยเป็นลูกหลานหรือศิษย์น้องของฉันในตอนนี้ฉันคือรุ่นพี่ ฉันจะไม่พูดอะไรมากแค่เรียกฉันว่า ‘ศิษย์พี่’ก็พอ เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานทั้งสายสัมพันธ์นี้อีกต่อไปก็ต้องช่วยศิษย์พี่ไขคดีใหญ่ๆ ให้ได้นะ!”

            สวี่ตงอึ้งแต่ก็ทำได้เพียงยิ้มแหยอย่างจนปัญญา ถูกเธอมองออกจนได้ แต่ก็ไม่แปลกโหมวซือฉิงทำงานเกี่ยวข้องกับอะไรแบบนี้อยู่แล้วสายตาเฉียบคมกว่าคนทั่วไปก็เป็นเรื่องปกติ

            มองดูท่าทาง‘งุ่มง่าม’ของแม่นมเจิ้ง โหมวซือฉิงก็ถอนใจเบาๆ “เฮ้อแม่นมเจิ้งแก่ลงไปเยอะเลย”

            สวี่ตงเองก็ถอนใจก่อนจะหันมาถามโหมวซือฉิงยิ้มๆ “คุณบอกว่าจะรีดไถผมไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงพาผมมากินเกี๊ยวล่ะ”

            โหมวซือฉิงแค่นเสียง“หาเงินได้ก็เหลิงเลยหรือไงอย่าคิดว่านายหาเงินได้มากแล้วจะเคยชินกับนิสัยใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายล่ะ ต่อไปนายจะสูญเสียเงินทั้งหมด!”

            “นั่นสิๆ …”สวี่ตงหัวเราะเบาๆ โหมวซือฉิงชอบทำท่าทางและน้ำเสียงดุร้ายแต่ความจริงเป็นคนจิตใจดีมาก ปากบอกว่าจะเอาเปรียบเขาแต่ความจริงกลับกินแค่เกี๊ยวชามเดียวการถูกเอาเปรียบแบบนี้โดนเป็นพันครั้งก็ช่างมันเถอะ

            ว่ากันตามตรงโหมวซือฉิงต่างจากทายาทมหาเศรษฐีมาก นึกย้อนเหตุการณ์หลายวันที่ผ่านมาสวี่ตงยังอดรู้สึกตลกไม่ได้เจอหน้าโหมวซือฉิงครั้งแรกก็เกิดความเข้าใจผิดมากมายถึงขนาด ‘เกลียด’ เธอไปเลยด้วยซ้ำจากนั้นตามไปทำคดีกับเธอก็เพื่อสลัด ‘การตอแย’ ของเธอให้จบๆ ไป แต่ถึงตอนนี้ความประทับใจที่มีต่อเธอกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

            ไม่อวดรวยไม่รังแกผู้อื่น หาได้ยากจริงๆ ก่อนหน้านี้แค่อยากจะกำจัดออกจากชีวิตแต่ตอนนี้สวี่ตงอยากช่วยเหลือเธอจากใจจริง!

            ครู่เดียวแม่นมเจิ้งก็ยกเกี๊ยวสองชามมาเสิร์ฟโหมวซือฉิงถือตะเกียบคอยท่า ยังไม่ขยับมือแต่หลับตาสูดกลิ่นหอมแล้วเอ่ยชม “หอมมาก!”

            มองไปที่สวี่ตงเห็นเขากำลังคีบเกี๊ยวเข้าปากก็ยิ้มให้แล้วเอื้อมมือหยิบขวดน้ำส้มสายชูบนโต๊ะมาเหยาะเพิ่มความเปรี้ยว “เวลาที่ฉันมากินเกี๊ยวที่นี่ต้องเติมน้ำส้มสายชูทุกครั้งฉันชอบกินน้ำส้มสายชู!”

            “พรืด…”

            สวี่ตงหลุดหัวเราะคำพูดของเธอน่าขำจะตาย ของอร่อยไม่ชอบแต่ชอบ ‘กินน้ำส้มสายชู’ เนี่ยนะ

            แต่สวี่ตงก็รู้ว่าโหมวซือฉิงแค่พูดผิดพอเห็นเธอถลึงตามองจึงแค่ยิ้มให้ ไม่กล้าพูดอะไรออกมาทั้งสิ้นกินเกี๊ยวเข้าไปคำหนึ่ง น้ำส้มสายชูไม่ต้องเติมแล้วแต่รู้สึกว่ามันอ่อนเค็มไปหน่อย

            สวี่ตงรีบลุกเดินไปบริเวณหน้าเตาพลางเอ่ยว่า“แม่นมเจิ้งครับผมกินรสจัด ขอเติมเกลือหน่อยครับ”

            แม่นมเจิ้งรีบหยิบถ้วยใส่เกลือส่งให้“ช่วงนี้แก่มากแล้วมือเท้าไม่ค่อยจะคล่องเหมือนเมื่อก่อน อาจจะใส่เกลือน้อยไป เธอเอาไปเติมสิแต่อย่าเติมเยอะนะ”

            “แม่นมเจิ้งครับไม่ใช่ที่รสมือคุณหรอก เป็นเพราะผมกินรสจัดน่ะ…” สวี่ตงไม่อยากให้แม่นมเจิ้งต้อง‘รับผิด’ จึงรีบปฏิเสธแล้วยื่นมือหยิบช้อนทว่าดันเหลือบไปเห็นถ้วยเกลือในมือแม่นมเจิ้งเข้าแล้วก็ต้องตกตะลึง!

            ถ้วยเกลือในมือแม่นมเจิ้งสีดำสนิทไร้ความโดดเด่นถึงจะบอกว่าเป็นถ้วย แต่ความจริงมันรูปทรงเหมือน ‘บาตร’ บนตัวบาตรมีออร่าสมบัติสีครามเปล่งออกมาแม้ว่าตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลจะรู้สึกแปลกๆ มาตลอดที่เห็นอะไรก็มี ‘ออร่า’ แต่ออร่าพวกนั้นมีสีจางมากต่างจากออร่าสมบัติ เวลานี้เมื่อเห็น ‘ออร่าสมบัติ’ ปรากฏขึ้นจึงแยกความต่างออกทันที! 

            จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสวี่ตงมั่นใจว่าถ้วยเกลือของแม่นมเจิ้งคือ‘สมบัติ’!

            หลังจากเติมเกลือช้อนเล็กๆช้อนหนึ่ง สวี่ตงก็พูดกับแม่นมเจิ้งว่า “แม่นมเจิ้งครับ ผมกินรสจัดมาก ผมเอาถ้วยเกลือไปวางที่โต๊ะได้ไหมผมจะได้ลองเติมเกลือจนพอใจ”

            “ได้ๆ” แม่นมเจิ้งยัดถ้วยเกลือรูปทรงคล้ายบาตรใส่มือสวี่ตงก่อนจะหันไปจัดการงานหน้าเตาอีกครั้ง

            โหมวซือฉิงรอให้สวี่ตงกลับมานั่งที่โต๊ะแล้วค่อยหัวเราะเบาๆ“นายนี่ก็แปลกฉันเติมน้ำส้มสายชู นายเติมเกลือ รสเปรี้ยวเติมยังไงมันก็แค่เปรี้ยวแต่เติมเกลือเยอะๆ แล้วจะกินยังไง”

            สวี่ตงส่ายหน้าจากนั้นก็จ้องถ้วยเกลือเขม็งถ้วยเกลือเป็นสีดำเนื่องจากเลอะคราบน้ำมันหนักมาก ภายนอกมีลวดลายประดับรอบถ้วยแต่ข้างในมีเกลืออยู่ครึ่งถ้วยจึงยากที่จะพลิกดูใต้ถ้วย ทำแบบนั้นเกลือก็หกหมดสิ!

            ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งสวี่ตงก็ดึงกระดาษทิชชู่มาเช็ดทำความสะอาดรอบถ้วยเช็ดไปสองสามทีถึงพบว่าความจริงตัวถ้วยเกลือไม่ได้ ‘สกปรก’ ขนาดนั้นแค่เพราะสีเป็นแบบนั้นจึงทำให้มีกลิ่นอายความ ‘โบราณ’

            โหมวซือฉิงโมโห“สวี่ตงแม่นมเจิ้งก็เป็นคนรักความสะอาด แค่เติมเกลือเองไม่ใช่เหรอทำไมต้องเอากระดาษเช็ดถ้วยเกลือของแม่นมเจิ้งด้วย”

            สวี่ตงสะดุ้งแล้วรีบยิ้มตอบเสียงเบา “เจ้าหน้าที่โหมว ผมไม่ได้รังเกียจว่าถ้วยสกปรกผมแค่คิดว่าถ้วยเกลือมีอะไรแปลกๆ …”

            “ก็แค่ถ้วยเกลือไหมมีอะไรน่าแปลก”

            สวี่ตงยิ้มแต่ไม่ยอมพูด ตายังจ้องถ้วยเกลือไม่คลาย

            เขาไม่ค่อยสันทัดเรื่องเครื่องลายครามแต่เจ้าถ้วยรูปบาตรนี่มีออร่าสมบัติ มันก็ต้องไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอนถึงจะดูจุดเด่นจุดด้อยไม่ออก แต่มันต้องมีราคาอย่างแน่นอน!

            จากนั้นไม่นานแม่นมเจิ้งก็นำไข่ดาวมาเสิร์ฟ“ซือฉิงเธอกับเพื่อนกินกันเยอะๆ ร้านแม่นมเจิ้งไม่มีของดีอะไรมีแค่เกี๊ยวกับไข่ดาวนี่แหละ”

            โหมวซือฉิงหัวเราะแล้วพยักหน้าให้“ค่ะ แม่นมเจิ้งบอกตรงๆ นะคะตอนเรียนอยู่ที่นี่สิ่งที่หนูประทับใจมากที่สุดก็มีแค่เกี๊ยวกับไข่ดาวของคุณนี่แหละ!”

            แม่นมเจิ้งส่ายหน้าพลางถอนหายใจสีหน้าเศร้าสร้อย “ซือฉิง กินเยอะๆ หน่อยเถอะ ที่นี่กำลังจะถูกรื้อทิ้งฉันก็ทำร้านต่อไม่ได้แล้ว เดือนนี้จะเป็นเดือนสุดท้ายเดือนหน้าก็จะกลับไปทำนาที่บ้านเกิดแล้ว ซือฉิงมาทั้งที แต่ร้านแม่นมเจิ้งกลับไม่มีอะไรดีๆให้กินเลย มีแค่เกี๊ยวกับไข่ดาว งั้นวันนี้ฉันเลี้ยงพวกเธอเอง”

            “แบบนั้นไม่ได้สิ!”

            ได้ยินแม่นมเจิ้งบอกว่าจะ‘เลี้ยง’ สวี่ตงกับโหมวซือฉิงก็แทบประสานเสียงกันเลยทีเดียว!

            แม่นมเจิ้งหัวเราะ“อะไรได้ไม่ได้ล่ะแค่ธุรกิจเล็กๆ ได้เงินไม่กี่หยวน ในระยะยาวก็ยังจะพอเก็บเงินได้บ้าง แต่ตอนนี้เหลืออีกแค่ไม่กี่วันสัปดาห์นี้ฉันไม่ซื้อวัตถุดิบเข้าร้านแล้วด้วย ต้องจัดการของที่เหลือให้หมด”

            โหมวซือฉิงก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่สีหน้าของเธอเริ่มนิ่งมองดูใบหน้าที่แก่ชราลงไปมากของแม่นมเจิ้งแล้วพลันใจวูบโหวงพักใหญ่ถึงเอ่ยปากพูดว่า “แม่นมเจิ้งคะ ที่นี่กำลังจะถูกรื้อแล้วทำไมถึงไม่เช่าที่อื่นทำร้านต่อล่ะคะ”

            แม่นมเจิงฝืนยิ้ม“ซือฉิงคนแก่อย่างฉันทำร้านใหญ่ๆ ไม่ไหวหรอก แล้วก็ไม่มีเงินทุนด้วยลำพังร้านนี้ก็ยื้อแทบไม่ไหว เดือนหนึ่งนอกจากค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟฉันยังพอเหลือเงินสองถึงสามพันถ้าย้ายไปเช่าที่อื่นคงหาเงินมาจ่ายค่าเช่าไม่ทันหรอก!”

            สวี่ตงมองสีหน้าเศร้าใจของโหมวซือฉิงก็ครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะพูดขึ้นว่า “แม่นมเจิ้งครับ ต่อให้ไม่ทำร้านแล้วกลับบ้านเกิดคุณก็ยังต้องมีเงินทุนดูแลตัวเองยามเกษียณ ให้ผมแนะนำคุณดูดีไหมครับ”

            แม่นมเจิ้งหัวเราะร่วน“เจ้าเด็กน้อยฉันทำงานมาหลายปีก็ต้องเก็บเงินไว้บ้างอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ให้ลูกชายสร้างบ้านไว้ที่บ้านเกิดยังเหลืออีกสี่ห้าหมื่นก็กลับไปปลูกผักเลี้ยงสัตว์เองได้ สภาพร่างกายยังพอทำได้อีกหลายปีน่า!”

            ถึงแม้โหมวซือฉิงจะเป็น‘ทายาทมหาเศรษฐี’แต่เธอก็ยังเข้าใจ ถึงแม่นมเจิ้งมีชีวิตยากจน แต่ไม่ใช่ ‘ขอทาน’ และไม่ต้องการความช่วยเหลือจากตนอย่าว่าแต่ตนไม่มีเงิน ‘บริจาค’ ให้เธอเลยต่อให้มีแม่นมเจิ้งก็ไม่มีทางรับไว้แน่นอน

            ทว่าพอได้ยินสวี่ตงบอกว่า‘แนะนำ’ ได้ โหมวซือฉิงพลันใจเต้นแรงรีบเร่งเร้าให้เขาพูดออกมาคิดว่าเขาคงมีความคิดดีๆ

            สวี่ตงยิ้มแล้วชี้ไปยังถ้วยเกลือบนโต๊ะ“แม่นมเจิ้งครับถ้วยเกลือของคุณน่าจะเป็นของโบราณ แต่มันมูลค่าเท่าไรผมก็ยังไม่แน่ใจในเมื่อคุณไม่คิดจะเปิดร้านต่อแล้วผมก็มีคำแนะนำให้สองข้อ ข้อแรก ขายถ้วยเกลือให้ผมผมให้ราคาหนึ่งแสนหยวน เนื่องจากผมยังไม่รู้ราคาที่แท้จริงของมันจึงแนะนำให้ใช้วิธี‘รับประกัน’ ถ้าคุณคิดว่ามันราคาสูงได้มากกว่านี้ผมจะช่วยติดต่อผู้รับซื้อให้ขายได้เท่าไรคุณก็เอาไปเลย!”

            แม่นมเจิ้งตกตะลึงพักใหญ่ถึงชี้หูตัวเองแล้วถามสวี่ตง “เธอ…เธอว่าถ้วยเกลือของฉันราคาหนึ่งแสนเหรอไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย”

            “ผมไม่ได้โกหกนะครับ”สวี่ตงส่ายหน้าอย่างมั่นใจ

            กับคนอย่างแม่นมเจิ้งเขาไม่มีความคิดที่จะเอาเปรียบเธอแค่อยากช่วยแก้ปัญหาเรื่องชีวิตหลังเกษียณเท่านั้นและเพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องเครื่องลายครามจึงไม่สามารถระบุมูลค่าของมันได้จริงๆจึงเสนอ ‘เงินรับประกันหนึ่งแสนหยวน’ให้ ในเมื่อถ้วยเกลือเปล่งออร่าสมบัติ อย่างไรมันก็ต้องมีมูลค่า การจะได้หนึ่งแสนหยวนคืนมาแม้จะมีความเสี่ยงแต่อิงจากออร่าสมบัติของมันแล้วเดาว่าน่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าแปดหมื่นหยวนอย่างแน่นอนต่อให้ขาดทุนก็ไม่ได้ขาดทุนมากจนเกินไป เขาจึงรับประกันราคาให้แม่นมเจิ้ง

            แน่นอนว่าวิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือรอให้เขานำถ้วยเกลือกลับไปขอให้ผู้เฒ่าหลงช่วยดูราคาเท่าไรก็คงได้รู้กัน

            แต่สวี่ตงก็คิดไว้แล้วเขาเพิ่งหาเงินได้สิบล้าน เอาออกมาช่วยแม่นมเจิ้งสักแสนหนึ่งย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่ด้วยนิสัยของแม่นมเจิ้งไม่มีทางยอมให้ใครปฏิบัติกับเธอเหมือน ‘ขอทาน’ ไม่มีทางรับเงินบริจาคเขาจึงใช้วิธี ‘เดิมพัน’ แทน ไม่แน่ว่าอาจได้ผลมากกว่า

            หากของสิ่งนี้มีมูลค่าไม่ถึงหนึ่งแสนคำแนะนำข้อที่สองก็ไร้ประโยชน์

            การซื้อขายสมบัติมีความเสี่ยงจะชนะหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทักษะการดูของและดวง ถือเสียว่า ‘การค้าขาย’ ครั้งนี้เป็นบททดสอบของตัวเองก็ยิ่งดี!

            แม่นมเจิ้งอึ้งอยู่นานแต่ก็ยังส่ายหน้าแล้วยิ้มอย่างขมขื่น“เจ้าเด็กน้อยถ้วยเกลือสีดำสนิทแบบนี้จะราคาเป็นแสนได้ยังไง เงินของพ่อแม่เธอคงไม่ได้หามาง่ายๆหยุดล้อเล่นได้แล้ว!”


     

    คล้ายกับเรื่องดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน