[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    112 ฝึกทักษะ

    “ไปต่อไม่ได้”


    ซูฮวายังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิม เพื่อบอกสิ่งที่เธอพบเจอให้ตงฟางได้ยิน ตอนนี้เธอกำลังยื่นมือไปสัมผัสกับกำแพงหินไม่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณจากมันเลยสักนิดเดียว ทั้งๆที่ตงฟางบอกว่ากำแพงนี้เป็นประตูค่ายกลที่เธอจำเป็นต้องเปิด


    “งั้นรอก่อน เดี๋ยวจะส่งเครื่องช่วยไปให้”


    ตงฟางยังคงหลับตาเช่นเดิม จากนั้นเขาก็ดึงพลังจิตไปเคลือบยังดาบมารโลหิต มันเป็นสิ่งเดียวที่นำเขาเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ มันจะต้องนำพาคนอื่นเข้ามาได้ด้วย เขาจึงใช้พลังจิตส่งเพียงแค่มันทะลวงค่ายกลออกไป ปรากฎว่าดาบมารโลหิตสามารถลอยผ่านค่ายกลไปได้ง่ายๆ ต่างจากตอนที่เขาถือมัน


    วิ๊ง~!


    ดาบสีดำยาว 2 เมตรค่อยๆทะลวงผ่านกำแพงหินออกมาช้าๆ จนซูฮวาสังเกตเห็น เธอจึงยื่นมือไปจับก่อนที่มันจะพาเธอพุ่งทะลวงกำแพงไปอย่างง่ายดาย โดยไม่มีแรงต้านจากค่ายกลเลยสักนิด ระหว่างรอซูฮวามาถึงตงฟางก็เริ่มมองไปยังโครงกระดูกของผู้นำนิกายรุ่น 2 สลับกับมองค่ายกลมากมายตามทางเดินด้วยตาทิพย์ แล้วดำดิ่งเข้าไปในหัวของเขาเอง เมื่อนึกได้ว่าตัวเองมีความรู้เรื่องค่ายกลตกทอดในสมองจากการสลายวิญญาณผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2


    “งี้นี่เอง แก้ค่ายกลจนเข้ามาได้ แต่ไม่สามารถใช้ตอนขากลับ”


    แรกเริ่มเดิมทีตงฟางคิดว่าค่ายกลที่เข้ามาง่ายๆ ด้วยการนำของดาบมารโลหิตจะเป็นเพราะดาบมารโลหิตมีพลังพิเศษบางอย่าง สามารถทะลวงผ่านค่ายกลเหล่านี้ได้ หรือไม่ดาบมารโลหิตจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของวิหารแห่งนี้แน่นอน


    ปรากฎว่ามันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเลยสักนิดเดียว แม้ดาบมารโลหิตจะพาเขาก้าวข้ามค่ายกลเข้ามาได้ง่ายๆ มันกลับไม่ใช่สิ่งตกทอดในวิหารนิกายโบราณ ดาบมารโลหิตเพียงเชื่อมต่อกับผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2 แล้วใช้สิทธิการเป็นหนึ่งในอาวุธผู้นำนิกาย พาตงฟางเดินผ่านช่องว่างที่เปิดไว้ในค่ายกลที่ถูกแทรกแซงด้วยฝีมือผู้นำนิกายโลหิตเข้ามา


    “สวัสดี เราเจอกันอีกแล้วนะ”


    ตงฟางฉีกยิ้มต้อนรับซูฮวาแล้วผายมือไปยังห้องโถงหลักที่เขามาพบเข้าโดยบังเอิญ


    “รอนานไหม”


    “ไม่ล่ะ อาหารเหลืออีกเยอะ อยู่ได้ยาวๆเลย ตามมาๆ จะพาไปดูอะไรสักอย่าง”


    “เดี๋ยว”ตงฟางกำลังเดินตรงเข้ามาหาซูฮวาเพื่อพาไปดูห้องโถงของวิหาร เขาจำเป็นต้องหยุดเท้าหลังจากเธอมองจ้องเขาพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าชนกัน


    “มีอะไรเหรอ ใบหน้าของฉันมีอะไรเปลี่ยนไปถึงได้จ้องขนาดนั้น”


    “ตาเปลี่ยนไปแล้ว” ตงฟางเป็นฝ่ายย่นคิ้วแล้วนำกระจกขึ้นมาส่องดูว่าตัวเองเปลี่ยนไปจริงหรือเปล่า ปรากฎว่าดวงตาของเขาเป็นสีแดงเลือด ไม่มีนัยน์ตาดำอยู่แล้ว นัยน์ตาขาวก็ไม่มี ทุกอย่างถูกกลืนกินด้วยสีแดงเลือด


    “มาร”


    “อืม  แต่อย่าพึ่งโกรธนะ ฉันไม่ได้แอบใช้ทักษะก่อนหน้าเลยนะ ยังไม่ได้ควักหัวใจใครออกมาสังเวยเลยสักคนเดียว แต่เมื่อกี้น่ะ”  ตงฟางพยายามอธิบายเรื่องของตาที่เปลี่ยนไปเป็นสีแดง เพื่อให้คิ้วของซูฮวาคลายตัวลง


    “เมื่อกี้ฉันพึ่งต่อสู้กับโครงกระดูกนั่นมา เขาใช้ของวิเศษบางอย่างฝั่งกลางหน้าผากของฉันแล้วบอกว่าเป็นผู้นำนิกายโลหิตรุ่นที่ 2 คิดจะยึดร่าง ฉันจึงต่อสู้กับเขาภายในจิตแล้วเอาชนะมาได้ สุดท้ายทักษะนิกายโลหิตของเขาก็ตกเป็นของฉัน แต่ยังไม่ได้ทำตามเงื่อนไขเพราะถูกบังคับเรียน จึงทำให้ตามีสีแดงแบบนี้”


    ตงฟางมองไปยังซูฮวา หวังให้เธอไม่เครียดกับเรื่องของเขา ทันใดนั้นเธอได้นำมีดกดลายปลายนิ้วชี้ แล้วยื่นมาทางตงฟาง ทำให้เขาเป็นฝ่ายย่นคิ้ว


    “รู้จักนิกายโลหิตเหรอ”


    “อือ เคยสร้างเรื่องที่เมืองหลวงจนถูกไล่ล่า” ความรู้สึกเย็นไปทั่วแผ่นหลังทำให้ตงฟางรู้สึกว่าการเดินทางไปเมืองหลวงขอเขากำลังมีความซวยเพิ่มขึ้นมา จนเขาต้องถอนหายใจให้กับดวงของตัวเอง


    “กินสิ ไม่งั้นจะตาย”


    “งั้นขอนิดหน่อยนะ”


    ตงฟางจับไปยังมือของซูฮวาแล้วใช้ทักษะวิญญาณโลหิตผันแปรเพื่อดูดซับเลือดผ่านปากของเขาที่สัมผัสไปกับนิ้วของซูฮวา ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าเลือดมันหอมเป็นอย่างมาก ไม่ต่างจากอาหารที่เขาทำ ร่างกายของเขายังรู้สึกได้ถึงพลังที่กำลังเอ่อล้นจากเซลล์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง


    “ขอบคุณนะ”


    ตงฟางรักษาบาดแผลปลายนิ้วให้ซูฮวาจากนั้นก็ป้อนยาเพิ่มเลือด เขาไม่จำเป็นต้องดูดเลือดให้เธอตาย เพียงแค่ต้องการไม่กี่สิบหยดให้ร่างกายของเขาเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนตามทักษะนิกายโลหิต เหมือนทักษะมารอื่นๆที่ต้องสังเวย หรือต้องใช้บางอย่างสังเวยให้ร่างกายตัวเองเปลี่ยนไปฝึกทักษะมารนั้นๆได้


    “ไปกันเถอะ จะพาไปดูอะไรบางอย่าง”


    ซูฮวาเดินตามหลังตงฟางหลังจากถูกจูงมือมุ่งหน้าไปยังใจกลางห้องโถงหลักของวิหารนิกายโบราณ เธอได้กวาดตามองไปรอบๆด้วยความสนใจ แต่สุดท้ายความสนใจของเธอกลับมุ่งไปยังใจกลางห้องโถงเพราะรอบๆไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย ทุกอย่างล้วนว่างเปล่า ไม่มีการสลักลวดลายอะไรบนกำแพง


    “นี่คือรูปปั้น น่าจะเป็นผู้นำนิกายโบราณ…. สวยใช่ไหม” ตงฟางหันไปขอความคิดเห็นจากซูฮวา


    “อือ” ซูฮวาพยักหน้าพลางมองรูปปั้น ตามด้วยฟังการอธิบายของตงฟางที่ทำให้เธอย่นคิ้ว


    “ดูใต้ฐานรูปปั้นสิ มันเขียนข้อความหลายอย่างเอาไว้ บอกเล่าถึงความสามารถที่เล่าให้ฟังตอนแรก ว่าสามารถทำให้ผู้ที่สืบทอดทักษะไม่จำเป็นต้องติดปัญหาคอขวดเหมือนคนอื่นๆ เพียงแค่สะสมพลังให้มากพอ ก็สามารถทะลวงไปยังระดับที่สูงขึ้นด้วยการกระตุ้นทักษะ  ปิดสวรรค์ตัดสัมผัสปีศาจ ส่วนเงื่อนไขของมันคือต้องมีสายเลือดจักรพรรดิ ส่วนวิธีสืบทอดก็คือ เข้าไปนอนในโลงนั่น ฉันทดลองดูแล้วปรากฎว่ามันไม่มีอันตรายหรือกลไกใดๆที่ฆ่าเราได้ แต่ฉันไม่ใช่สายเลือดจักรพรรดิจึงไม่สามารถสืบทอด”


    ตงฟางอธิบายทุกอย่างที่เขาเห็นและได้สำรวจไปก่อนหน้าให้ซูฮวาฟัง เขาที่กำลังยิ้มแสดงความยินดีกับการที่ซูฮวาจะได้เป็นผู้สืบทอดทักษะกลับหันมาเห็นเธอกำลังย่นคิ้วมองฐานของรูปปั้น


    “มีปัญหาอะไรเหรอ”


    “มองไม่เห็น” คิ้วของตงฟางขมวดหลังจากได้ยินซูฮวาพูด เขาจึงชี้ไปยังบทสวดที่ต้องท่องในตอนเข้าไปนอนในโลงศพสีขาวสร้างมาจากหยก


    “ไม่เห็นอะไรเลยเหรอ”


    “อืม ทุกอย่างว่างเปล่า” ตงฟางลองปิดตาทิพย์ของเขาลงไป ปรากฎว่าตัวหนังสือใต้ฐานของรูปปั้นหายไปเช่นเดียวกัน เขาจึงลองใช้พลังวิญญาณสัมผัสปรากฎว่าเขาไม่รับรู้ถึงพลังหรือรอยสลักใต้รูปปั้น จึงได้เปิดใช้ตาทิพย์อีกครั้ง


    “งั้นจะเล่าให้ฟังนะ ว่าบทสวดต้องพูดอะไรบ้าง”


    ตงฟางหันมองไปยังบทสวดแล้วทำการอ่านมัน แต่เมื่อเขากำลังจะพูดให้ซูฮวาฟัง กลับมีพลังงานบางอย่างมาขวางกั้นจนเขาลืมสิ่งที่จะพูด แม้มันจะฝังลึกอยู่ในหัวของเขาก็ไม่สามารถพูดออกมาได้ แม้เขาจะเขียนขึ้นมาใหม่ก็ทำไม่ได้เช่นกัน จึงมองไปยังซูฮวาด้วยใบหน้ายิ้มแห้ง


    “มันไม่ให้บอก สงสัยต้องมองเอง เธอพอจะมีทักษะดวงตาไหม”


    “ใช้งานแล้ว” ตงฟางมองดวงตาของซูฮวาที่มีพลังสีฟ้าจางๆเป็นประกาย บอกว่าเธอใช้งานทักษะดวงตาแล้ว กลับกลายเป็นว่าเธอยังคงมองไม่เห็นตัวหนังสือ


    “หรือว่าทักษะดวงตาของเธอมันจะอ่อนแอไปหรือมันไม่ตรงตามที่ตัวหนังสือเหล่านี้อยากให้เห็น”


    ตงฟางนำกระดาษออกมาเขียนทักษะเนตรดาราลงไปช้าๆ พลางบอกทุกๆรายละเอียดไม่ให้ตกหล่น เขาต้องการให้ซูฮวาลองฝึกมันดู เพราะยังไงมันก็เป็นถึงทักษะดวงตาระดับ 10


    “ซูฮวา มานี่เร็ว ลองฝึกทักษะนี่ดู มันทำให้เห็นพลังวิญญาณได้” ตงฟางยื่นหนังสือทักษะเนตรดาราทั้ง 10 ขั้นให้ซูฮวาไป เธอทำเพียงแค่รับแล้วเริ่มอ่านทำความเข้าใจ


    แม้ทักษะเนตรดาราตงฟางจะไม่สามารถอ่านและฝึกฝนมันได้ เขาได้ลองปรับเปลี่ยนมันให้เข้ากับตาทิพย์ในช่วงที่ได้รับสืบทอด ทำให้ตาทิพย์ของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากจนเห็นในสิ่งที่ตาทิพย์เดิมมองไม่เห็น กลุ่มก้อนพลังวิญญาณหรือพลังงานกลุ่มก้อนเล็กๆเขาล้วนเห็นทั้งหมด แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเห็นรายละเอียดต่างๆในช่วงฝึกเขียนยันต์ จนสามารถบีบอัดพลังวิญญาณให้อยู่ในรูปแบบเป็นเส้นเล็กๆได้


    “เห็นอะไรไหม” ตงฟางรีบถามซูฮวา หลังจากเธอมองจ้องไปยังฐานของรูปปั้นอีกครั้งหนึ่งด้วยทักษะเนตรดาราขั้น 1


    “เห็นพลังงานแล้ว”


    “ดีเลย งั้นฝึกต่อไปเลย” ตงฟางไม่รีบเร่ง ถึงเขาอยากจะบอกซูฮวาว่าเหลือเวลาอีก 10 วันก่อนที่ประตูเทพธิดาจะเปิดก็ตาม เขากลัวเธอจะกดดันจึงไม่ได้บอกเรื่องนี้ ปล่อยให้เธอใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการทำความเข้าใจทักษะเนตรดาราที่เขาให้เธอทดลองฝึก เมื่อเห็นซูฮวานั่งลงไปบนพื้นเพื่อทำสมาธิตงฟางก็เข้าไปในสมาธิของเขาเช่นกัน เพื่อตรวจดูทักษะนิกายโลหิตที่สามารถฝึกฝนได้


    “ตอนนี้น่าจะมีแค่ทักษะดาบโลหิตพรั่งพรูและทักษะเท้าสายธารโลหิตที่ฝึกได้”


    แม้จะมีทักษะให้ถึง 5 ทักษะด้วยกัน สถานการณ์ในตอนนี้ของตงฟางกลับฝึกมันฆ่าเวลาได้เพียง 2 ทักษะเท่านั้น ทักษะวิญญาณโลหิตผันแปร เขาจำเป็นต้องมีเลือดในการฝึก มันเป็นทักษะใช้หลักการเดียวกันกับการดูดซับพิษมาปรับแต่งร่างกาย 


    ส่วนค่ายกลหลอมรวมโลหิตเขาไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้เพราะมันเป็นความรู้ฝังลงไปในหัวของเขา หากเขาสร้างยันต์ขึ้นมาตรงตามเงื่อนไขเขาสามารถเปิดใช้งานค่ายกลเดียวที่สืบทอดอยู่ในหัวของเขาในตอนนี้เพื่อเพิ่มความน่ากลัวของเขาผู้ที่ฝึกทักษะนิกายโลหิต 


    แม้ทักษะโลหิตจะมีค่ายกลเพียง 1 อย่างเท่านั้น เขากลับได้รับสืบทอดความสามารถในการปลดค่ายกลขั้นสูงมาด้วย สำหรับผู้ใช้ค่ายกลส่วนมากพวกเขาเริ่มต้นจากการเรียนรู้วิธีการสร้าง สำหรับตงฟางเขากลับได้รับสืบทอดความรู้ในการหาช่องโหว่เพื่อทำลาย


    สำหรับทักษะตุ๊กตาโลหิตเป็นทักษะสร้างผู้รับใช้ขึ้นมา เขาจำเป็นต้องมีของหลายอย่างในการสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเลือดของผู้แข็งแกร่ง แร่ แล้วก็วิญญาณต้นแบบที่เขาอยากได้ ภายในนิกายโบราณยังหาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ตงฟางจึงเลือกฝึกเพียงแค่ทักษะดาบและทักษะเท้าไปก่อน เขาจะได้รู้ว่าร่างกายของเขาเข้ากันได้กับพวกมันไหม


    พรึ่บ~!


    พรึ่บพรึ่บ~!


    สองเท้าเขย่งบนพื้นแล้วลองใช้ปลายเท้าส่งร่างของตัวเองเคลื่อนไหวไปตามตำแหน่งต่างๆที่อยากจะพุ่งไป เดิมทีตงฟางใช้ศิลปะการต่อสู้ของเขาในการถ่ายเทน้ำหนักร่างไปยังทิศทางที่เขาต้องการเคลื่อนตัวหลบ หากคิดว่าการหลบครั้งนั้นไม่สามารถรอดพ้นการโจมตี เขาจะใช้งานพลังจิตเข้าช่วยเพื่อดึงร่างของตัวเอง เกิดเป็นการหลบหลีกของเขาที่ใช้ตั้งแต่โลกก่อนจนถึงโลกใบนี้ อาศัยความคล่องตัวของร่างกายแล้วให้พลังจิตเป็นสิ่งฉุดร่างของเขาไปตามทิศทางที่คิดจะหลบ


    แต่ทักษะเท้าสายธารโลหิตกลับมีหลักการที่ต่างออกไป เขาไม่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำหนักร่างกายไปยังทิศทางที่เขาต้องการไป เขาเพียงแค่ควบคุมเลือดทั่วตัวให้ได้ แล้วใช้มันเป็นเครื่องถ่ายเทน้ำหนัก หากเขาต้องการเคลื่อนตัวไปด้านขวา เขาเพียงแค่ต้องควบคุมเลือดในร่างให้พวกมันเคลื่อนตัวไปด้านขวาจนรับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่ชักนำร่างกายไป ส่วนร่างของเขามีหน้าที่แค่ขยับเคลื่อนไหวตามที่เขาต้องการ


    ภายใต้การทดสอบของตงฟาง เขาพบว่าตัวเองเหมือนลูกโป่งใส่น้ำ หากอยากไปด้านขวาเขาเพียงแค่ควบคุมเลือดให้พวกมันเคลื่อนตัวไปด้านขวา ร่างของเขาก็จะเคลื่อนตัวไป ถ้าเขาจะหลบหรือออกท่าทางโจมตี ป้องกัน เขาสามารถคิดขึ้นมาเองได้ ทันทีที่เขาเข้าใจหลักการใช้งานทักษะเท้าสายธารโลหิต ตงฟางก็เริ่มพลิกตัว รวมไปถึงทดสอบนำศิลปะการต่อสู้ของเขาเข้าร่วมใช้งาน จนพบว่าการใช้ทักษะเท้าสายธารโลหิตของเขา ไม่ต้องเปลืองพลังวิญญาณ ไม่เปลืองพลังจิต เปลืองแค่พละกำลังของเขาเท่านั้น แล้วมันยังเร็วขึ้นอีกด้วยหากเขาเข้าใจมันจนถึงขั้น 10 ของทักษะ







    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน