ตอนที่ 7 เทศกาลหยวนเซียวกับชะตาดอกท้อของฮวาเย่เอ๋อร์
หลังจากผ่านฤดูหนาวล่วงเข้าฤดูใบไม้ผลิแคว้นอาน ที่ทำการส่วนใหญ่ต่างหยุดทำการขุนนางต่างกลับบ้านเกิดเพื่อร่วมงานเทศกาลลี่ชุน (ตรุษจีน) อำเภอซานซู เมืองหย่งชุนก็เช่นกัน บรรยากาศในตัวอำเภอช่างคึกคักไปด้วยผู้คน บ้านเรือนต่างตกแต่งด้วยกระดาษอักษรมงคลสีแดง และเมื่อถึงงานเทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ) ทุกบ้านต่างแขวนโคมไฟหลากหลายสีสันและลวดลายส่องสว่างสวยงามในยามค่ำคืน
เทศกาลหยวนเซียวเป็วันที่หญิงสาวในห้องหอได้ออกมาเที่ยวชมเทศกาลยามค่ำคืนได้โดยไม่เป็ที่ครหา พวกนางต่างแต่งตัวอวดโฉมสวยงาม แคว้นอานไม่ได้เคร่งเื่การใช้ผ้าคลุมหน้าเมื่อหญิงสาวออกจากบ้านมากนักจะมีเพียงบางครอบครัวที่เคร่งครัดเื่นี้ สกุลฮวาเองก็ไม่ได้เคร่งเื่เหล่านี้มากนักต่างปล่อยให้หญิงสาวในเรือนออกมาเที่ยวชมเทศกาลโดยไม่ต้องใช้หมวกผ้าคลุมหน้า
วันนี้ครอบครัวฮวาต่างปล่อยให้บุตรชายหญิงออกมาเที่ยวชมเทศกาลหยวนเซียว โดยมีฮวาเย่เอ๋อร์ที่เป็พี่ใหญ่คอยดูแลน้อง ๆ ทุกคน
“จงเยี่ยนเ้าอย่าเดินไปไกลนักเล่า ถ้าคลาดกันไปข้าไม่ตามหาเ้าหรอกนะ” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่าฮวาจงเยี่ยนเดินไปดูร้านค้าต่าง ๆ
ด้วยความตื่นเต้นจนไม่สนใจว่าจะอยู่ห่างจากครอบครัวของตน นางรู้สึกกับน้องชายคนนี้เพียงแค่เด็กชายที่ร่วมเรือนเท่านั้น ด้วยนิสัยที่เอาแต่ใจและไม่ค่อยเชื่อฟังนางทำให้นางคร้านที่จะสนใจน้องชายต่างมารดาคนนี้
“จงเยี่ยน! อย่าเดินไปไกลนักสิ กลับมาหาพี่บัดเดี๋ยวนี้!”
ฮวาเซียงเซียงเมื่อเห็นว่าฮวาจงเยี่ยนยังเดินห่างไปไกลมากขึ้นไม่สนใจคำเตือนของฮวาเย่เอ๋อร์นางจึงได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ซึ่งทำให้
ฮวาจงเยี่ยนชะงักเพราะในบ้านสกุลฮวาคนที่เขากลัวเกรงก็เห็นจะมีเพียง
ฮวาเซียงเซียงเท่านั้น เขาเดินกลับมาหาพี่สาวทั้งสองคนด้วยสีหน้าขัดใจ
“พี่ใหญ่ พี่รอง ข้ากลับมาแล้ว ข้าจะเดินระวัง ๆ ไม่ไปไกลจากพวกท่านแน่นอน” ฮวาจงเยี่ยนเมื่อเห็นสีหน้าของพี่รองของตนก็ต้องรีบเอ่ยด้วยความกลัวเกรง จากนั้นทั้งสามคนรวมทั้งเหล่าบ่าวรับใช้และสาวใช้ก็เดินชมโคมไฟและทายคำด้วยความสนุกสนาน ฮวาเซียงเซียงเองก็ยากนักที่จะเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้าเช่นวันนี้ นางรู้สึกสนุกกับการทายคำและชมโคมไฟจนเผยรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาที่มองสิ่งต่าง ๆ เป็ประกายสุกใส ส่งให้ใบหน้างามดูอ่อนหวานดังดอกบัวขาวที่กำลังเบ่งบานยามเช้า
ฮวาเย่เอ๋อร์เห็นว่าฮวาเซียงเซียงดูเป็ที่สนใจของชายหนุ่มที่เดินผ่านมายิ่งนักก็ให้อิจฉา นางก็หาใช่จะขี้ริ้วไม่แต่เหตุใดชายหนุ่มที่ผ่านไปมากลับมองเห็นเพียงแค่ฮวาเซียงเซียงเท่านั้น นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นก่อนจะเกิดความคิดหนึ่งขึ้น หากฮวาเซียงเซียงลอบพบเจอกับชายหนุ่มตามลำพังชื่อเสียงของนางก็คงจะเสื่อมเสียไม่น้อยสินะ แต่หากน้องสาวชื่อเสียงเสียหายพี่สาวอย่างนางก็ต้องเสื่อมเสียไม่ต่างกัน ไม่ได้ต้องให้นาง
ได้แต่งเข้าจวนเ้าเมืองเสียก่อนจึงจะทำตามแผนของตนเองได้ นางมองบรรดาชายหนุ่มที่มองใบหน้าของฮวาเซียงเซียงด้วยสายตาหลงใหลก็ยิ้มเยาะ หากดอกบัวขาวที่เหล่าชายหนุ่มชื่นชมแปดเปื้อนพวกเขาจะยังชื่นชมได้อีกหรือ!
อีกมุมหนึ่งของถนนหวังจงที่กำลังเดินถือตะกร้าใส่สัตว์ป่าที่หาได้ของ่บ่ายวันนี้เข้าไปในร้านอาหารจินฟงเพื่อนำไปขาย เขาหยุดยืนมองใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามผุดผาดบริสุทธิ์ด้วยดวงตาเหม่อลอย ยิ่งยามที่นางหันไปยิ้มให้น้องชายของนางที่ยืนหันหลังให้เขานั้นราวกับนางกำลังยืนส่งยิ้มหวานให้เขาทำให้ใจของเขาที่เคยนิ่งสงบเต้นแรงราวกับกลองศึก เขายกมือขึ้นกุมที่หน้าอกด้านซ้ายของตนราวกับจะทำให้อาการใจเต้นของตนหายไปได้ แต่เขาก็ต้องชะงักไปเมื่อเขาเห็นว่ารอบกายของนางต่างมีสายตาของชายหนุ่มหลายคนกำลังมองนางด้วยสายตาหลงใหลเช่นกัน เขาลดมือลงก่อนจะกำแน่น ฟันบดกันแน่นจนขึ้นสันที่กราม เขาอยากจะเดินไปควักตาของชายที่เมียงมองนางยิ่งนัก เขาไม่อยากให้ใครได้มองรอยยิ้มหวานนั้นนอกจากเขา!
หวังจงใจเต้นตุ๊บด้วยความใ “นี่ข้าเป็อะไรของข้ากัน ใช่เวลาที่เขาควรจะสนใจเื่ชายหญิงได้หรือ แต่..ช่างเถิด” หวังจงเอ่ยกับตัวเองเสียงเบาก่อนจะส่ายหน้าแล้วเดินเข้าไปในร้านอาหารและขอพรต่อ์หวังว่า์จะเมตตาให้เขาได้จัดการปัญหานี้เสร็จโดยเร็วและขอให้นางยังไม่ได้หมั้นหมายก่อนด้วยเถิด
“พี่รองพี่ซือฉีไม่ออกมาเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกันหรือขอรับ ข้าเห็นพี่ซือฉีจะออกมากับท่านทุกปี” ฮวาจงเยี่ยนเอ่ยขึ้นเมื่อนึกได้ว่าปีนี้ขาดเสียงเจื้อยแจ้วของสหายพี่สาว
“ข้าส่งเทียบเชิญไปแล้วแต่ซือฉีตอบกลับมาว่าท่านพ่อของนางไม่อนุญาตให้ออกมา” ฮวาเซียงเซียงเมื่อได้ยินน้องชายเอ่ยถามถึงสหายก็อดจะถอนหายใจไม่ได้ นางติดต่อกับมู่ซือฉีไม่ได้เลยหลังจากที่แยกกันวันที่ไปชมสวนดอกเหมย ไม่รู้ว่ามู่ซือฉีมีเหตุอันใดหรือไม่นางคงทำได้เพียงรอให้นางติดต่อกลับมาเท่านั้น
“งั้นหรือ ถ้าพี่ซือฉีมาด้วยคงจะสนุกกว่านี้ พี่ใหญ่พี่รองไปตรงร้านแถวสะพานกันเถิด ข้าอยากได้โคมรูปเสือ!” ฮวาจงเยี่ยนเอ่ยเสร็จก็ลืมสิ่งที่ตนเองถามไปเมื่อครู่แล้วจับจูงมือพี่สาวเดินไปที่ร้านขายโคมไฟที่อยู่แถวสะพานข้ามลำน้ำ
ฮวาเย่เอ๋อร์ที่เริ่มเบื่อหน่ายรีบเอ่ยขึ้น “พวกเ้าสองคนไปดูกันเองเถิดข้าเหนื่อยแล้ว ข้าจะไปรอที่ร้านอาหารจินฟงแล้วกัน พวกเ้าดูเสร็จแล้วก็ตามมาด้วยเล่า!” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยเสร็จก็เดินนำอาจูตรงไปที่ร้านอาหารจินฟงที่อยู่ห่างราวครึ่งลี้
ฮวาเซียงเซียงที่กำลังจะเอ่ยชวนพี่สาวไปด้วยกันก็ได้แต่เก็บคำพูดแล้วหันไปหาน้องชาย “เราก็ไปกันเถิด เดี๋ยวโคมไฟรูปเสือของเ้าจะมีคนซื้อไปเสียก่อน”
ฮวาเย่เอ๋อร์เดินเข้าไปในร้านอาหารจินฟง มีหลงจู๊เดินออกมาต้อนรับและนำนางไปนั่งโต๊ะว่างที่อยู่ชั้นสองติดหน้าต่างสามารถมองเห็นบรรยากาศของเทศกาลหยวนเซียวจาก้าได้ทั้งหมด ช่างเป็มุมที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชอบรวมทั้งนาง เมื่อเข้ามาแน่นอนอยู่แล้วเมื่อมาเที่ยวชมงานหยวนเซียวร้านอาหารต่าง ๆ ต่างทำขนมหยวนเซียวมากเป็พิเศษ ฮวาเย่เอ๋อร์สั่งขนมหยวนเซียวไส้ถั่วดำและถั่วแดงมาหนึ่งถ้วยและน้ำชาหนึ่งกา หลังจากเสี่ยวเอ้อเดินออกไป นางจึงได้หันไปชมเทศกาลจากมุมนี้ อาจูที่ยืนอยู่ด้านหลังมองตามก็อดที่จะเอ่ยชมไม่ได้ “ช่างงดงามยิ่งนักเ้าค่ะคุณหนู เป็บุญตาของบ่าวแล้วเ้าค่ะ”
“เ้าจะพอใจเท่านี้หรือรอให้ข้าได้แต่งเข้าจวนเ้าเมืองก่อนเถิด เทศกาลหยวนเซียวที่เมืองหลวงก็ใช่ว่าจะไปไม่ได้” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง
ผ่านไปราวสองเค่อฮวาเซียงเซียงก็พาฮวาจงเยี่ยนและเหล่า
ข้ารับใช้เข้ามาที่ร้านอาหารจินฟง เมื่อแจ้งเสี่ยวเอ้อร์เสร็จเขาจึงได้นำทางนางไปหาโต๊ะที่พี่สาวนางนั่งรออยู่ ฮวาเย่เอ๋อร์เมื่อรู้สึกถึงว่ามีคนเดินมาทางโต๊ะของนางก็หันมามองเมื่อเห็นว่าเป็น้องสาวและน้องชายของนาง
นางพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะหันออกไปทางหน้าต่างและมองดูผู้คนที่เดินเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวต่อก่อนนางจะเห็นชายหนุ่มที่ดูองอาจ
หล่อเหลาถึงแม้จะดูท่าทางอย่างคุณชายเ้าสำราญแต่นางหาได้สนใจไม่เพราะชายหนุ่มที่เดินอยู่นั้นและกำลังเดินเข้ามาในร้านอาหารจินฟงคือ
ตู้เหวินเฉิง บุตรชายคนโตของเ้าเมืองหย่งชุน! สายตาของนางเป็ประกายวันนี้ช่างเหมาะยิ่งนักราวกับเป็สิ่งที่์บันดาลมาให้นาง
ฮวาเย่เอ๋อร์หันไปมองน้องสาวและน้องชายของนางที่กำลังนั่งมองเทศกาลหยวนเซียวผ่านทางหน้าต่างเช่นเดียวกับนาง “ข้าจะลงไปข้างล่างเสียหน่อยพวกเ้ารอข้าอยู่ที่ก่อนประเดี๋ยวข้ากลับมา” ว่าแล้วนางก็เดินนำออกไปจากโต๊ะโดยมีอาจูเดินตามติดไป
เมื่อเดินออกมาตรงระเบียบชั้นสองฮวาเย่เอ๋อร์มองรอบร้านก็มองเห็นว่าตู้เหวินเฉิงกำลังเดินขึ้นบันไดมาชั้นสอง นางจัดเสื้อผ้าและผมให้สวยงามก่อนจะหันไปถามอาจู “ข้างามหรือไม่”
“คุณหนูของบ่าวงดงามอยู่แล้วเ้าค่ะ” อาจูรีบเอ่ยขึ้นทันที
นางหาได้พูดเพื่อเอาใจนายสาวไม่เพราะฮวาเย่เอ๋อร์เองก็เป็สาวงามนางหนึ่งถึงไม่ได้สวยหวานซึ้งสะกดสายตาเท่าฮวาเซียงเซียงแต่นางก็มีใบหน้าที่งดงามบาดตา เฉี่ยวคมร้อนแรงทำให้เวลาที่ยืนเคียงกับฮวาเซียงเซียงใบหน้าอ่อนหวาน อ่อนโยนจะต้องตาชายหนุ่มมากกว่า แต่เมื่อไร้ซึ่ง
ฮวาเซียงเซียงยืนเทียบเคียงชายใดก็ไม่อาจหลุดพ้นเสน่ห์อันเย้ายวนของนางไปได้
“เ้าคอยดูเถิดคุณชายตู้มีหรือจะรอดพ้นข้าไปได้” ฮวาเย่เอ๋อร์เชิดหน้าขึ้นก่อนจะเดินตรงไปทางบันไดทางขึ้นชั้นสอง
“อำเภอซานซูจะมีหญิงงามให้ยลโฉมอย่างที่เ้าว่าหรือไม่ เหตุใดั้แ่ข้าเดินมานานแล้วไม่เห็นมีหญิงต้องตาข้าสักคน” ตู้เหวินเฉิงหันไปเอ่ยกับสหายที่ชักชวนให้เขามาชมสาวงามในเทศกาลหยวนเซียวที่
อำเภอซานซูโดยไม่เห็นว่ามีสาวงามกำลังเดินตรงมาทางเขาเพื่อเดินลงบันไดเช่นกัน สหายที่มองเห็นก่อนสะกิดที่เขาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
“นั่นไงสาวงามที่เ้า้า หันไปมองสิ”
ตู้เหวินเฉิงรีบหันกลับไปมองทำให้ไม่ระวังชนเข้ากับคนหนึ่งเข้า เขากำลังจะด่าทอคนที่บังอาจเดินชนเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อคนที่ชนเขาเป็สาวงามล่มเมืองนางหนึ่งแต่นางกลับตกอยู่ในอ้อมแขนของชายอื่นช่างไม่เหมือนกับเื่เล่าที่ยามเมื่อสาวงามชนกับชายหนุ่มมักล้มในอ้อมแขนของคนที่ชน เมื่อเขาไล่สายตาไปที่ลำแขนแกร่งและพบว่าใบหน้าคมของชายวัยสามสิบกว่าตรงหน้าคือโซว่อ๋องเฉิงฝานเจี้ยน ที่เขาจำได้เพราะเขาเคยเห็นท่านอ๋องเข้าออกจวนเ้าเมืองบ่อยครั้ง เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งกำลังจะคำนับกลับต้องชะงักเมื่อโซว่อ๋องส่ายหน้าไม่ให้เขาเอ่ยทัก เขาจึงจำต้องทำเป็คำนับขอโทษสาวงามตรงหน้าแทน
“ขออภัยแม่นางเป็ข้าที่เดินไม่ระวังชนแม่นางเข้า แม่นางาเ็ตรงที่ใดหรือไม่” ตู้เหวินเฉิงเอ่ยขึ้นก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตามองจ้องไปที่หญิงสาวตรงหน้าที่ออกจากอ้อมกอดของโซว่อ๋องมายืนอีกด้านเรียบร้อยแล้ว
ฮวาเย่เอ๋อร์รู้สึกขัดใจยิ่งนักเหตุการณ์ไม่เป็ไปตามที่นาง้าแต่เมื่อนางมองไปยังชายที่ช่วยประคองนางก็ทำให้ใจเต้นรัวเมื่อชายตรงหน้าถึงจะดูเหมือนชายวัยสามสิบแต่ท่าทางที่ดูองอาจสูงส่ง ใบหน้าที่ยังคงหล่อเหลา และการแต่งกายที่เนื้อผ้าชั้นดีทั้งตัวก็ทำให้นางรับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าหาใช่คนธรรมดาไม่ก่อนนางจะหันไปสนใจตู้เหวินเฉิงที่เอ่ยขออภัยนาง “ข้าไม่ได้าเ็เ้าค่ะ คุณชายอย่าได้รู้สึกผิดไปเป็ข้าเองที่เดินไม่ระวังเอง เย่เอ๋อร์ขอขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือเ้าค่ะ” ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยตอบตู้เหวินเฉิงก่อนจะหันไปคำนับและขอบคุณชายที่ช่วยนางไว้
“อืม ไม่เป็ไรต่อไปก็เดินให้ระวัง ๆ ด้วย” โซว่อ๋องกล่าวเสร็จก็เดินลงบันไดกลับออกจากร้าน ก่อนไปเขาหันไปมองฮวาเย่เอ๋อร์อีกครั้ง กายหอมนุ่มนิ่มที่เขาได้ััยังติดตรึงในวงแขนของเขาไม่หายเมื่อเดินออกไปจากร้านเขาหันไปหาองครักษ์ที่เดินตามมาด้านหลังสั่งความเสร็จองครักษ์คนนั้นก็เดินหายไปเพื่อทำงานที่เ้านายมอบหมาย
“เย่เอ๋อร์ขออภัยคุณชายอีกครั้งเ้าค่ะ ข้าขอลาตรงนี้เ้าค่ะ”
ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยเสร็จก็เตรียมจะเดินลงบันไดไปก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีแขนข้างหนึ่งกันทางที่นางกำลังจะเดินไป
“ขออภัยแม่นางที่เสียมารยาท ข้าเพียงแค่อยากทราบชื่อของแม่นางเท่านั้น แม่นางพอจะบอกผู้น้อยอย่างข้าได้หรือไม่” ตู้เหวินเฉิงที่พึงใจในรูปโฉมของหญิงสาวตรงหน้าก็รีบเอ่ยถามชื่อเพื่อจะสานต่อสัมพันธ์
ในภายหน้า
“ข้าน้อยนามเย่เอ๋อร์ แซ่ฮวาเ้าค่ะ” ฮวาเย่เอ๋อร์ก้มหน้าเอียงอายก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบาแต่ก็พอจะทำให้คนที่รอฟังตรงหน้าได้ยินชัดเจน
“ข้าชื่อเหวินเฉิง แซ่ตู้ เป็บุตรชายของเ้าเมืองเหวินเฉิง
หากแม่นางาเ็ตรงที่ใดขอแค่บอกมาข้าพร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง”
ตู้เหวินเฉิงกำมือคำนับฮวาเย่เอ๋อร์พร้อมก้มหน้าลงไปใกล้นาง จนนางใถอยหลังไปหนึ่งก้าวและก้มหน้าด้วยความเขินอาย ตู้เหวินเฉิงยืดตัวขึ้นส่งยิ้มเ้าชู้ไปให้หญิงสาว
“เย่เอ๋อร์ยินดีที่ได้พบกับคุณชายตู้เ้าค่ะ ข้าคงต้องขอตัวก่อนแล้ว ขอให้คุณชายเดินดี ๆ เ้าค่ะ” ฮวาเย่เอ๋อร์เมื่อรับรู้ว่าวันนี้ไม่ได้ล้มจนเสียเปล่าก็รีบเอ่ยลา นางไม่อยากให้เขามองว่านางอยากจะสานสัมพันธ์กับเขามากนัก นางต้องทำตัวให้มีคุณค่าให้คนตรงหน้าติดบ่วงเสน่ห์ของนางจนอดใจไม่ไหวแล้วมาสู่ขอนางเป็ภรรยาเอก
ตู้เหวินเฉิงมองตามหลังของฮวาเย่เอ๋อร์ด้วยสายตาหมายมาด
“นี่เ้าถูกใจแม่นางคนนั้นหรือ ข้าจะบอกให้นางเป็บุตรสาวคนโตของคหบดีร้านปักผ้าฮวาจิ่น ร้านปักผ้าชื่อดังของอำเภอซานซู ข้าได้ยินมาว่าน้องสาวต่างมารดาของนางนั้นงดงามมากกว่านางเสียอีก แม่สื่อต่างเข้าไปเพื่อทำการหมั้นหมายแต่ก็ยังไม่มีใครถูกใจครอบครัวนี้สักคน พี่สาวคนโตอายุสิบเจ็ด ส่วนคนเล็กสิบห้า เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นมาไม่นาน”
“งั้นหรือแต่ข้าถูกใจบุตรสาวคนโตเสียแล้ว ไปไปดื่มเหล้าให้หนำใจวันนี้ข้าจะเลี้ยงเ้าเอง!” ตู้เหวินเฉิงหันไปกอดคอสหายแล้วเดินไปที่ห้องรับรองส่วนตัวที่จองเอาไว้ด้วยสีหน้าเบิกบาน
หลังจากที่ตู้เหวินเฉิงและสหายเดินเข้าห้องส่วนตัว อีกห้องหนึ่งถัดไปสองห้องมีชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปี แต่งกายหรูหราราวกับขุนนางใหญ่เดินออกมากับผู้ติดตามสองคน ผู้ติดตามทั้งสองมองไปที่ห้องที่ชายหนุ่มเข้าไปกับสหายเมื่อเห็นว่าประตูปิดสนิทดีแล้วก็หันไปหาชายวัยกลางคนและเอ่ยว่า “คุณชายใหญ่เข้าห้องไปแล้วขอรับ พวกเราก็กลับจวนกันเถิดข้าให้คนเตรียมรถม้าไว้รอหน้าร้านอาหารเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“อืม หวังว่าเ้าจะไม่ผิดคำพูดนะ หากแม้นเ้าหักหลังโซว่อ๋องไม่ปล่อยครอบครัวเ้าไปแน่” ตู้กวนยางหรือเ้าเมืองหยุ่งชุนพยักหน้าให้
คนติดตามก่อนจะเอ่ยกับชายอีกคนที่กำลังเดินตามหลังออกมา
“ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ ขอใต้เท้าโปรดวางใจ” มู่เหว่ยหาง นายอำเภอซานซูเอ่ยตอบเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่ภายในใจกลับเต้นระส่ำ เขาคิดถูกหรือไม่ที่ร่วมมือกับโซว่อ๋องก็ยากที่ใครจะตอบเขาได้
“ดี! รีบกลับไปพักเถิด อีกไม่เกินสองเดือนโซว่อ๋องคงส่งแม่สื่อไปทาบทามบุตรสาวเ้าให้แต่งเข้าจวนอ๋อง ให้บุตรสาวเ้าเตรียมตัวให้ดี!” เอ่ยเสร็จเ้าเมืองก็เดินนำออกไปจากร้านอาหารก่อนจะขึ้นรถม้าและขับออกไป มู่เหว่ยหางก้มคารวะจากชั้นสองของร้านเนื่องจากเขาไม่อยากปรากฏตัวให้คนในอำเภอเห็นว่าเขาพบกับเ้าเมืองหยุ่งชุน แต่หาได้หลุดลอดสายตาคมคู่หนึ่งที่มองการนัดพบของทั้งสามคนอย่างใกล้ชิด จนเมื่อมู่เหว่ยหางเดินออกจากร้านสายตาคู่นั้นจึงได้หายไปจากร้านอย่างไร้ร่องรอย
ฮวาเย่เอ๋อร์ที่เดินออกมาจากร้านสักพักนางคร้านจะเดินกลับเข้าไปอีกจึงให้อาจูกลับไปเรียกน้องสาวและน้องชายของนางลงมาเพื่อกลับบ้าน เมื่อทั้งสองมาถึงฮวาจงเยี่ยนใบหน้าบูดบึ้งด้วยความไม่พอใจเมื่อพี่ใหญ่จะให้พวกเขากลับเรือน เขายังอยากอยู่เที่ยวต่ออีกสักพักแต่เมื่อหันไปหาฮวาเซียงเซียงที่ทำหน้าดุเขาก็ได้แต่ก้มหน้าและเดินตามพี่สาวของตนกลับบ้านไป เทศกาลหยวนเซียวของปีนี่ก็ผ่านพ้นไปอีกปี ชะตาดอกท้อของฮวาเย่เอ๋อร์กำลังจะเริ่มมาแต่ช่างเป็ชะตาที่ทำให้นางต้องพบกับความโชคร้ายยิ่งนัก...