บทที่ 77
เป้าหมายของทวยเทพและมนุษย์ตัวน้อย
เจ้าเด็กน้อยถูกส่งออกไปจากมิติพิเศษแล้ว ทวยเทพที่ยังคงอยู่กันพร้อมหน้าจึงหันมามองกันพร้อมถอนหายใจ
“เฮ้อ... อีนอสออกมาเดินเล่นแล้วหรือ กระดิ่งของเจ้าจับไอพลังแห่งความมืดได้หรือไม่?” ชายชราในชุดขาวล้วนพูดด้วยความเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมของสหายเก่าแก่ของตน
“ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยว ตาแก่นั่นยังคงระวังตัวแจเหมือนเดิม” มิ้วส์ทั้งสองส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง
“ตาแก่? อีนอสชอบอยู่ในร่างเด็กมิใช่รึ?” ไมเทียสเอ่ยแย้ง “อ้อ... ข้าเข้าใจแล้ว” หลังจากมองสายตาของมิ้วส์ที่เหล่ไปยังท่านไวท์วิงส์อย่างรวดเร็ว ท่านเทพผู้แข็งแกร่งก็เข้าใจ
เทพแห่งธาตุ และแสงกับความมืดนั้น เป็นกลุ่มที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่แรกเริ่ม ต่างจากทวยเทพองค์อื่น
“ถ้าจับได้ก็คงแปลกแล้ว เก็บตัวมาตั้งพันปีคงจะมีจิตใจปิดกั้นพอควร แต่ยังดีที่การชักชวนมาสังสรรค์และช่วยกระจายข่าวของฮันเดลจะมีประสิทธิภาพใช้ได้ทีเดียว เจ้านั่นถึงยอมโผล่หัวออกมาจากห้องมืดได้”
“แน่นอนอยู่แล้ว ว่าแต่...เหยี่ยวเวหาและแมงป่องทรายของเจ้าสืบอะไรได้บ้าง” เทพแห่งความมั่งคั่งมองไปยังจ้าวแห่งสรรพสัตว์ทั้งมวล
“ท่านวาเลนเซียทำตัวเหมือนสายลม ต่อให้ข้ามีนกอีกกี่หมื่นกี่แสนตัวก็ตามหาท่านผู้นั้นไม่เจอหรอก... ถ้าหากสายลมไม่อยากให้พบเจอ... ส่วนท่านอิกนัส... เฮ้อ... ต่อให้ข้ามีสัตว์น้อยใหญ่อีกกี่ล้านตัวก็ฝ่าม่านพลังเพลิงของภูเขาไฟแห่งนั้นเข้าไปไม่ได้อยู่ดี” ฮันเทียไหล่ตกเหมือนหมดกำลังใจ เขาเสียลูกน้องสรรพสัตว์ผู้น่ารักไปมากทีเดียว
“ข้า... จะจัดการเจ้าอิกนัสเอง” ไกเอลเอ่ยขึ้น “แค่เรียกมาคุยปรับความเข้าใจให้เข้าร่องเข้ารอยคงจะไม่ยากเกินไปนัก”
“ไว้ข้าจะช่วยเพิ่มกำลังในดินแดนบาบาริสด้วยแล้วกัน พวกเขาคงจะเข้าใกล้ซากเมืองที่เป็นร่องรอยของท่านวาเลนเซียได้ ที่ดินแดนแห่งนั้นมีคนเคารพบูชาข้ามากกว่าในเซริสเสียอีก คงไม่ยากอะไร” เบลาทอร์เสนอตัวช่วยเหลือฮันเทียอีกแรงหนึ่ง เขาเองก็อยากให้ภารกิจประสานรอยร้าวฉานระหว่างทวยเทพกับมนุษย์สำเร็จโดยเร็วเช่นกัน เพราะถ้าหากความสัมพันธ์ยังคงดำเนินเช่นนี้ต่อไป มันคงไม่ส่งผลดีกับทุกฝ่าย...
“ระวังอย่าไปปลุกบิดาของพวกเจ้าขึ้นมาล่ะ ข้าไม่อยากให้โลกใบนี้ร้อนระอุเพราะสงครามตามอารมณ์ของตาแก่หัวร้อนหรอกนะ” ฟอริสย้ำเตือนเทพหนุ่มสองพี่น้อง “ว่าแต่... ท่านเทพบิดรไกเอล... ท่านลืมผู้ใดไปหรือไม่”
“อา...” ไกเอลนึกถึงคนรักเก่าที่ไม่ได้พูดคุยกันมาหลายพันปีแล้ว “ไว้เดวิดทำไอศกรีมในฤดูร้อนสำเร็จเมื่อไหร่ พวกเราค่อยตามไปง้อทีหลังแล้วกัน” ผู้เคร่งขรึมนึกขึ้นได้ว่าควรจะใช้สิ่งใดไปง้ออีกฝ่าย มันต้องเป็นขนมที่เย็น หวาน มัน และอร่อยที่สุดในดินแดน
“อ้าว... ทำไมท่านถึงใช้คำว่า ‘พวกเรา’ กันเล่า? พวกท่านทะเลาะกันแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกข้าที่เป็นลูกหลานด้วย” เสียงประท้วงดังออกมาจากเทพหลายองค์ แต่มันกลับดูน่าขบขันมากกว่า ไม่นานนักแลนด์บรูห์ก็ต้องห้ามปรามให้โต๊ะสังสรรค์แห่งนี้สงบลง
“พวกเราลืมอะไรไปอีกหรือเปล่า?” ทุกสายตาหันมามองด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็...เดวิดยังไม่ได้รับภารกิจทำไอศกรีมที่ว่าเลยนะ”
มิติแห่งนี้จึงเงียบสงัดลงอีกครั้ง แม้แต่ฟอริสก็เอามือเรียวสวยทั้งสองมากุมขมับ ท่านไกเอลผู้ยิ่งใหญ่จึงบอกทุกคนว่าภารกิจยังไม่เร่งรีบ ทั่วโลกยังมีเทพอีกหลายส่วนที่ไม่ได้เข้าร่วมภารกิจประสานรอยร้าวในครั้งนี้ อัมบาร์คเองก็เสนอตัวช่วยเหลือในส่วนงานช่างแบบอ้อม ๆ อีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้การพัฒนาดินแดนประสบความสำเร็จเร็วมากขึ้น
แม้จะมีเทพหลายองค์อยากจะเสกประตูข้ามมิติไปยังโลกใบเก่าของเจ้าเด็กน้อยเพื่อขโมยเมนูของอร่อยบนโลกนั้นมากเท่าใด แต่ก็ไม่อาจทำได้ อีกทั้งข้อบังคับในมิติแห่งนี้ก็มีหลายอย่างนัก ทวยเทพมอบความรู้ได้ภายในกรอบที่กำหนด พวกเขาสามารถเสกอาหารหลากหลายขึ้นมาได้ถ้ามันมีปรากฏอยู่บนโลกใบนี้อยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงแค่ภาพฝันที่จับต้องไม่ได้เท่านั้น
ครั้นจะทำอาหารชนิดใหม่ด้วยตนเอง... มันก็ไม่มีประโยชน์ในการผสานรอยร้าวระหว่างมนุษย์กับทวยเทพ ดังนั้นเจ้าหนูเดวิดจึงเป็นบุคคลที่สำคัญสำหรับแผนขององค์ไกเอลมากทีเดียว
มันเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จะทำให้ทุกชีวิตบนโลกสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
.....
กิจกรรมของเรดวู้ดยังคงคึกคักเหมือนเดิม ตามสายข่าวที่ส่งมาพร้อมกับนกแก้วสีเขียวทำให้สภาผู้บริหารทราบดีว่าอีกเพียงไม่กี่วัน กลุ่มชาวบ้านที่เดินทางอพยพระลอกแรกจะมาถึงแล้ว
ทว่าไม่มีใครเคร่งเครียดกับการมาถึงของคนกลุ่มนี้มากนัก การก่อสร้างภายในเมืองสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คิทยังได้บอกข่าวความช่วยเหลือที่ถูกส่งมาจากราชาเอริคเพื่อแบ่งเบาภาระของแดนเหนือด้วย ที่พักอาศัยของทางเมืองซึ่งจะถูกสร้างเพิ่มเติมเมื่อแรงงานกลุ่มใหม่มาถึงคงจะพอทำให้รัสเซลและเทราสรับรองผู้คนได้ครบจำนวน พวกเขาอาจจะมีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับปรับปรุงเมืองให้แล้วเสร็จก่อนฤดูหนาวอีกด้วย
คณะตรวจการที่จะเดินทางมาร่วมเยี่ยมชมเมืองเพื่อประเมินรับรองให้เรดวู้ดกลายเป็นเมืองตามข้อกำหนดของอาณาจักรอย่างเป็นทางการจะมาถึงในฤดูใบไม้ร่วง ดูเหมือนข่าวเรื่องงานเฉลิมฉลองประจำปีจะถึงหูของราชาเอริคนานแล้ว และสมาชิกของทางศาสนจักรส่วนกลาง รวมไปถึงสมาชิกของราชวงศ์ก็สนใจเข้าร่วมงานอย่างมาก อย่างไรก็ตาม รายละเอียดภายในจดหมายที่ถูกส่งมาล่วงหน้า ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าผู้ยิ่งใหญ่คนใดจะเดินทางมาครั้งนี้
“ข้าขอเสนอแนะบางสิ่งได้หรือไม่ขอรับ?” ฮามอนผู้มาร่วมประชุมด้วยทุกสัปดาห์ยกมือขึ้น และเพราะเขาไม่ค่อยพูดอะไรมากนักระหว่างการประชุมที่ผ่านมา ทุกคนจึงเงียบเสียงลงและค่อนข้างให้ความสนใจมากทีเดียว
“ข้าเกรงว่าจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้น จะสร้างปัญหาความวุ่นวายในระยะแรกมากพอควร คำสอนสั่งข้อหนึ่งของท่านอีนอสได้กล่าวไว้ว่า วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ การป้องกันล่วงหน้าเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น และถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ควรเฟ้นหาสาเหตุให้พบเพื่อแก้ไขให้ถูกจุด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ใช่ทางออกที่สมควรขอรับ...”
“ข้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของท่านฮามอน” ผู้คุมการค้าฮาริสเอ่ยขึ้น “คนที่ตัดสินใจละทิ้งถิ่นฐานของตนเองที่มีมาหลายชั่วอายุคนคงจะมีปัญหาทางใจ และค่อนข้างมีแนวโน้มที่จะตัดสินหลายสิ่งด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล การจัดการคนกลุ่มใหม่ที่มีจำนวนมากกว่าประชากรดั้งเดิมของเมือง... คงจะยุ่งยากมากทีเดียว”
“วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงก็เช่นกัน...” ซิสเตอร์ลิซ่ามีสีหน้ากังวล “ข้าเกรงว่าพวกเขาอาจจะไม่ยอมรับความเชื่อในดินแดนของพวกเรา จนอาจรู้สึกต่อต้านได้”
ทุกคนเริ่มมองภาพรวมในมุมมองที่กว้างใหญ่มากขึ้น การรวมหัวกันขบคิดในหลายมิติเกี่ยวกับปัญหาของสังคมทำให้มีประโยชน์มากทีเดียว คิทเองก็รับฟังอย่างตั้งใจ แผนการรองรับประชากรแบบใหม่พร้อมป้องกันการต่อต้านเป็นความรู้ที่เขาจำได้จากสมุดโน้ตส่วนตัวซึ่งมีลายมือปริศนาแล้ว
คำตอบที่เหมาะสมสำหรับการป้องกันการต่อต้านล่วงหน้า คือ การตั้งกฎหมายของเมืองแห่งนี้ กฎเหล่านั้นจะต้องเคร่งครัด มีบทลงโทษหนักหน่วง แต่คงไว้ซึ่งความยุติธรรมกับทุกฝ่าย มันจะต้องถูกร่างขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้ผู้มาใหม่ได้ทราบเพื่อใช้ยึดถือปฏิบัติอย่างทั่วถึง
นอกจากกฎที่ว่าแล้ว... การดูแลและรับฟังความต้องการของผู้คนก็สำคัญเช่นกัน เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหามากนักเพราะคิทได้เสนอแนวทางจัดตั้งตัวแทนของชุมชนบนพื้นที่จัตุรัสต่าง ๆ เอาไว้แล้ว ตัวแทนเหล่านั้นคงจะทำตัวเป็นเหมือนหัวหน้าหมู่บ้านในกลุ่มของตนเองเหมือนระบบปกครองท้องถิ่นในอดีต
แม้จะมีแนวทางไว้ในใจแต่ท่านชายคนเก่งก็อยากให้ทุกคนฝึกคิดด้วยตนเอง เขาให้เวลาสามวันกับผู้บริหารทุกคนเพื่อกลับไปคิดกฎอันเหมาะสมที่ควรจะมีตราเอาไว้เป็นกฎของเมือง คิทยังเสนอแนวทางการคัดสรรประชาชนกลุ่มใหม่ เพื่อจะทดสอบพวกเขาว่าเหมาะสมกับการขึ้นทะเบียนเป็นประชากรของเมืองอย่างถูกต้องตามกฎของอาณาจักรหรือไม่ แน่นอนว่าข้อกำหนดทั้งหลาย กลายเป็นการบ้านชิ้นสำคัญให้ทุกคนได้กลับไปขบคิดเช่นกัน
วิธีการนี้จะทำให้ทุกคนพึ่งพาตัวเองได้ และหาพวกเขาพัฒนาตัวเองตลอดเวลาเช่นนี้ คิทก็จะมีภาระเกี่ยวกับการบริหารเมืองลดลง อีกไม่กี่ปีเขาคงจะได้ออกไปหาที่ดินว่างเปล่าสักแห่ง เพื่อเริ่มทำสวนอย่างสนุกสนานอย่างไร้กังวลเสียที
มันเป็นความฝันที่ยาวไกล แต่เป้าหมายของเขาก็มั่นคงยิ่ง สิ่งที่เหลือเป็นเพียงการสร้างความสะดวกสบายให้ดินแดนแห่งนี้ เพื่อชีวิตที่สงบสุขในอนาคตเท่านั้น
ของกินหลากหลายที่เอร็ดอร่อยและมีอย่างครบครัน ช่วยทำให้สุขภาพของคนในดินแดนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเมื่อหลายปีก่อนมากแล้ว แต่เมื่อเขาคิดถึงจุดนี้... กลับสะดุดกับปัญหาเรื่องการเผยแพร่กาแฟและโกโก้เพื่อเป็นสินค้าเหมือนเดิม สุราที่มีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวก็อาจกลับมาแว้งกัดผู้คิดค้นอย่างเขาเช่นกัน
ดูท่า... หนังสือเรื่องโรคจากการบริโภคอาหารอย่างเกินพอดี คงต้องถูกสานต่ออีกครั้งจนเสร็จสิ้น ก่อนจะเผยแพร่ออกไปเพื่อปูทางให้กับสินค้าใหม่ ๆ ของทางแดนเหนือกระมัง
หลังจากพูดคุยเรื่องสัพเพเหระของเมืองอีกพักหนึ่ง การประชุมประจำสัปดาห์ครั้งนี้ก็จบลง...
ทุกคนแยกย้ายไปควบคุมงานของฝ่ายตนเอง ท่านชายเดวิดก็เดินกลับห้องทำงานของตนเพื่อไปสะสางงานประจำวันเช่นกัน
หลังจากทักทายข้ารับใช้ที่มาช่วยงานคัดแยกเอกสาร เจ้านายหนุ่มคนนี้ก็หันไปเคร่งเครียดกับหนังสือคำร้องขออนุมัติตราประทับแห่งลอร์ดกองใหญ่ ซึ่งอยู่บนโต๊ะไม้ในห้องทำงานส่วนตัว
(จัดทำระบบบันทึกทะเบียนประชากร... อนุมัติ) มันเป็นความคิดที่ดีทีเดียว แม้จะยุ่งยากและกินเวลาแต่ข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญในอนาคต พวกเขาควรจะเริ่มดำเนินการแต่เนิ่น ๆ
(เพิ่มจำนวนโรงอาบน้ำอีกสี่แห่งในชุมชนใหม่... ธุรกิจสบู่จากน้ำมันเมล็ดฝ้ายกำลังไปด้วยดีด้วย? หืม...) ความสะอาดของประชากรจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี เขาอยากอนุมัติคำร้องนี้ แต่กลับเขียนตอบกลับว่าขอดูผลสำรวจความต้องการก่อน
(สร้างแท่นบูชาและโบสถ์รวมทุกลัทธิไว้ที่จุดกึ่งกลางของทั้งสองชุมชน... น่าสนใจ) มือเรียวขีดเขียนอีกครั้ง เพื่อระบุว่าเขาต้องขอปรึกษากับทางศาสนจักร เผื่ออีกฝ่ายจะสามารถส่งบาทหลวงมาช่วยเหลืองานได้ แน่นอนว่าที่ดินในตำแหน่งสำคัญของเมืองถูกจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้น รายงานและคำขอจากกิจการสิ่งทอก็ถูกเปิดอ่าน...
(พี่สาวแอนนาขยันจังแฮะ... แล้วข้าจะได้อุ้มหลานไหมเนี่ย? สงสารพี่เจสันจัง ฮะ ๆ ๆ) คิทอ่านแผ่นหนังที่ระบุความคืบหน้าของโรงทอผ้าไว้ละเอียดยิบ เธออยากจะเปิดโรงทอผ้าแห่งใหม่ ใกล้ลำน้ำทางทิศตะวันออกเพื่อใช้พลังจากสายน้ำเหมือนเดิม หลังจากนี้แดนเหนือคงไม่ต้องกังวลเรื่องเครื่องนุ่งห่มและคุณภาพชีวิตของผู้คนในดินแดนช่วงฤดูหนาวอันโหดร้ายอีกแล้ว
อย่างไรก็ตามเขาทุ่มเงินไปกับกิจการนี้มากทีเดียว และในช่วงปีสองปีแรกนี้ยังไม่อาจขายสินค้าดังกล่าวนอกดินแดนอีกด้วย
(แรก ๆ ก็ขาดทุนแบบนี้ล่ะมั้ง... คงต้องอนุมัติก่อนล่ะนะ) ท่านชายคนเก่งกัดฟันเล็กน้อยเมื่อต้องคำนึงถึงเงินส่วนตัวที่เหลือเพียงสองหมื่นกว่าเหรียญทอง
ทุกข้อความถูกตรวจทานอย่างละเอียดก่อนข้ารับใช้จะมารับเอกสารดังกล่าวเพื่อนำออกส่งไปยังส่วนงานต่าง ๆ ในช่วงเย็น กิจกรรมโดยปกติของคิทเป็นเช่นนี้ทุกวัน ถ้าหากมีเวลาว่างเมื่อใด เขาก็จะขีดเขียนหนังสือที่ยังค้างคาและเป็นภารกิจเป้าหมายในใจ
หลังจากนั้นเขาก็จะทานข้าวเย็นร่วมกับน้องชายที่เริ่มห้าวเหมือนเคย อาบน้ำเย็นแช่น้ำร้อนให้ผ่อนคลาย แล้วก็แต่งตัวเพื่อเข้านอน...
แม้จะรู้สึกเขินอายตั้งแต่ปีที่แล้ว ระหว่างช่วงที่เขาแวะไปยังรัสเซลแล้วท่านพ่อส่งข้ารับใช้สาวสวยหลายคนมาปรนนิบัติอาบน้ำพร้อมช่วยแต่งตัวเสร็จสรรพ แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มชินกับกิจกรรมดังกล่าว อาการน่าขัดเขินของเด็กหนุ่มวัยรุ่นได้ถูกจิตใจที่แข็งแกร่งข่มมันไว้ได้หลายครั้งจนเจ้าตัวเริ่มคุ้นเคย
หลังจากคิทมองสำรวจรูปร่างหน้าตาของตนเองบนกระจกโลหะในห้องนอน ใบหน้าหล่อเหลาก็ฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง
(ชาติก่อน... เราอยากมีครอบครัวกับลูกน้อย ๆ หลายคนแบบอบอุ่นไม่ใช่หรือ...)
ในใจเริ่มจินตนาการไปไกล มีเจ้าตัวเล็กสักโขยง คงจะสนุกและอบอุ่นจนวุ่นวายไม่ใช่น้อย
แต่... เมื่อนึกได้ว่าก่อนจะมีลูกเขาต้องทำอะไรบ้าง... คิทก็หน้าแดงจนลามไปถึงหู
ตอนเป็นหมี เขาสละความบริสุทธิ์ไปรวดเร็วแบบไม่รู้สึกอะไรเพราะสัญชาตญาณดิบของสัตว์ป่า
ทว่า...การใช้ชีวิตที่เป็นมนุษย์มาเกือบหกสิบปี... เขายังเวอร์จิ้น ทั้งโสดทั้งซิงเพราะไม่เคยมีแฟน
ยิ่งนึกย้อนไปก็ยิ่งอายนัก
คืนนั้น... ท่านชายเดวิดผู้มีจิตใจว้าวุ่นจึงต้องนอนนับจำนวนแกะกระโดดข้ามรั้วในใจไปนับพันตัวทีเดียว