วันต่อมา..........
ชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งพุ่งตรงไปยังบ้านของต่วนมู่ด้วยความรีบร้อยพวกมันรีบล้อมบ้านของต่วนมู่ด้วยความรวดเร็วพร้อมกับถีบประตูบ้านของต่วนมู่อย่างแรง
ปัง.....
“พวกเจ้ารีบตามหาคนให้เจอ ตาเฒ่านั่นมันไปอยู่ที่ไหนกัน”
เพียงไม่นาน กลุ่มชายฉกรรจ์ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด
“เจ้าให้คนไปสอบเจ้าหน้าที่ที่หน้าประตูเมืองหรือยัง?”
“ไปถามแล้วหัวหน้าพวกเขาบอกว่าเมื่อวานไม่มีคนแก่ออกจากเมืองแม้แต่คนเดียว มีแต่กลุ่มพ่อค้าและชาวบ้านที่อายุไม่ถึงสามสิบออกไปจากเมืองเท่านั้นขอรับ”
“แล้วเจ้าหนุ่มคนนั้นหละ พวกเจ้าตามหาเจอไหม”
“ไม่เจอเลยขอรับ พวกเราตามหาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ยังไม่เจอแม้แต่เงาเลยขอรับ”
“บัดซบ พวกมันหนีไปอยู่ที่ไหนกัน ต้องอยู่ในเมืองนี้อย่างแน่นอนกระจายตัวออกตามหาเร็วเข้า หากไม่เจอคงโดนนายน้อยดุเป็นแน่”
“ขอรับ”พวกกลุ่มชายฉกรรจ์รีบกระจายตัวออกตามหาเฟิ่งหยูและต่วนมู่ไปทั่วเมืองเซิ่น
เฟิ่งหยูเดินทางออกจากเมืองเซิ่นตรงไปยังภูเขาหงส์เพลิงที่ตั้งอยู่ไกลๆ เมื่อเขามองทอดออกไป ที่ไกลลิบจะมีขุนเขาเรียงรายอยู่ และมองตามแผนที่ ที่อยู่ในมือ
“คงไม่มาผิดทางหรอกนะ” เฟิ่งหยูพึมพำ
แสงแดดเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หนทางที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้เขียวชอุ่มทำให้แสงแดดที่ร้อนระอุกลายเป็นลมพัดโชยเย็นบางครั้งเขาก็เจอคนที่เดินทางเพื่อไปที่นั่นเช่นเดียวกัน เฟิ่งหยูเดินใช้เวลาในการเดินทางไปยังที่ตั้งภูเขาหงส์เพลิงเกือบสามชั่วยาม
ภูเขาหงส์เพลิงมีขนาดที่ใหญ่เป็นอย่างมาก กินอาณาบริเวณกว้างขวาง รอบๆ ภูเขาหงส์เพลิงมีผู้คนตั้งเต็นท์พักแรมกันอยู่อย่างเนืองแน่นจนเกือบจะคล้ายเมือง เมืองหนึ่งเลยทีเดียว ทุกคนที่มุ่งมาที่ภูเขาหงส์เพลิงแห่งนี้บ้างก็มาชื่นชมบรรยากาศ บ้างก็มาแสวงหาโชคลาภบ้างก็มาเผื่อว่าจะได้พบเจอกับหงส์เพลิงในตำนาน
จนสถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งชุมนุมของชาวยุทธ์ของอาณาจักรหงส์เพลิงไปแล้วถึงแม้ว่าบนภูเขาจะมีอันตราย แต่ก็มีผู้คนมากมายมุ่งหน้ามายังสถานที่แห่งนี้
เฟิ่งหยูแหงนมองภูเขาหงส์เพลิงที่สูงลิบ เขารู้สึกว่า พลังฟ้าดินที่บริสุทธิ์เหนือกว่าที่อื่นมากมายหลายเท่าอีกทั้งยังเหนือกว่าเมืองจินเฟิงของเขาหลายสิบเท่า......
นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ ? เฟิ่งหยูหรี่ตาลงเขาเริ่มรู้สึกถึงพลังฟ้าดินที่หนาแน่น
“เจ้าหนู เจ้าจะขึ้นภูเขาหงส์เพลิงใช่หรือไม่ มารวมกลุ่มกับพวกเราไหม”เสียงหนึ่งดังขึ้นมาด้านหลังของเฟิ่งหยู
“ใช่ ข้ากำลังจะขึ้นภูเขาหงส์เพลิง แต่ข้าไม่ต้องการรวมกลุ่มกับใคร”เฟิ่งหยูหันไปพร้อมกับตอบคำถามนั้น
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่พร้อมกับพรรคพวกที่เดินตามมาอีกหกคนพวกเขาทั้งหกคนเป็นชายสี่คน หญิงสองคน ชายสี่คนมีวรยุทธ์ขั้นสวรรค์ระดับสี่ที่เหลือผู้หญิงสองคนมีวรยุทธ์ขั้นสวรรค์ระดับสาม ส่วนคนที่เดินมาถามเฟิ่งหยูมีวรยุทธ์ขั้นสวรรค์ระดับหก
“เจ้าคิดว่าเจ้าเดินทางคนเดียวในภูเขาหงส์เพลิงเจ้าจะปลอดภัยอย่างนั้นหรือ ทำไมไม่เข้าร่วมกลุ่มกับพวกเราพวกเราแบ่งสิ่งที่ได้เท่า ๆ กัน ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกันหรอก”หนึ่งในกลุ่มของชายหนุ่มนั้นเอ่ยขึ้นมา
“ข้าต้องการไปเที่ยวชม ไม่ได้ไปแสวงหาโชคลาภอะไรทั้งนั้นเกรงว่าจะรบกวนพวกท่านเสียมากกว่า” เฟิ่งหยูพูดพร้อมกับเดินขึ้นเขาไปลำพัง
“ช่างหยิ่งยโสยิ่งนัก ขึ้นเขาตอนนี้จะไปได้ไกลแค่ไหนกันเชียวอีกไม่นานตะวันก็จะตกดินแล้ว ยิ่งกลางคืนภูเขาหงส์เพลิงยิ่งอันตรายมากยิ่งขึ้น”
เฟิ่งหยูเดินทางขึ้นภูเขามาเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโบราณบนเขามีต้นไม้เก่าแก่มากมาย เส้นทางที่เขาเดินทอดยาวออกไป เฟิ่งหยูกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้าน เขาแผ่จิตสัมผัสออกไปเขาพลันขมวดคิ้วปลดปล่อยจิตสัมผัสสำรวจบริเวณโดยรอบเขาหงส์เพลิงแห่งนี้มีปราณที่หนาแน่นไหลเวียนอยู่มีบางที่ที่เขามองดูแล้วอันตรายเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนที่ลึกลับที่สุดกลับอยู่ในส่วนลึกของเขาหงส์เพลิง
“แท้จริงแล้วเขาลูกนี้ล้วนเป็นดินแดนของหงส์เพลิงในตำนานจริง ๆ”
เฟิ่งหยูเดินทางไปพร้อมกับปล่อยจิตสัมผัสออกมาตรวจสอบโดยรอบริเวรอย่างต่อเนื่องเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนจนตะวันตกดิน ท้องฟ้ามืดสนิท เฟิ่งหยูหลบอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเขากลับเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเริ่มฟื้นฟูพลังจิตของเขาเอง เขาหยิบโอสถบำรุงจิตโยนเข้าปากไปสามเม็ดพลังจิตของเฟิ่งหยูเริ่มฟื้นฟูกลับมาเรื่อย ๆ จนกลับมาเต็มเปี่ยม
เสี่ยวเลี่ยง วิหกเพลิงอมตะ บินวนอยู่รอบ ๆต้นพฤกษาโลกามองเห็นเฟิ่งหยู มันจึงบินตรงมาหาเฟิ่งหยูในทันทีมันย่อตัวของมันให้มีขนาดเล็กลงและบินลงมาจับบนหัวไหล่ของเฟิ่งหยู
“เจ้าอยากออกไปเที่ยวข้างนอกอย่างนั้นหรือ?” เสี่ยวเลี่ยงพยักหน้าพร้อมกับนำศีรษะมาคลอเคลียเฟิ่งหยู
“ได้ ๆ ข้าจะพาเจ้าออกไปข้างนอก ให้เจ้าได้โบยบินดูโลกภายนอกเอง”
รุ่งเช้าเฟิ่งหยูออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เขานำเสี่ยวเลี่ยงออกมา
“เสี่ยวเลี่ยง เจ้าต้องระวังตัวด้วยนะ โลกภายนอกนี้อันตรายมีมากไม่ปลอดภัยเหมือนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เจ้าเองก็แข็งแกร่งขึ้นแล้วลองออกไปหาประสบการณ์เองบ้างเถอะ”
วิหกเพลิงอมตะโผบินขึ้นไปยังท้องฟ้า ส่งเสียงร้องดังกึกก้องมันบินวนรอบ ๆ เฟิ่งหยูสองสามรอบแล้วจึงโผบินออกไป
เฟิ่งหยูเริ่มเดินทางต่อ โดยเขาใช้จิตสัมผัสของเขาตรวจบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด
“ภูเขาลูกนี้กว้างใหญ่ยิ่งนัก” เฟิ่งหยูหลบเลี่ยงสัตว์อสูรที่อยู่ในรัศมีของเขาตอนนี้เขายังไม่อยากต่อสู้โดยไม่จำเป็น
ฉับพลันเฟิ่งหยูพลันตรวจสอบสถานที่แห่งหนึ่งอย่างละเอียดเขาเดินตรงไปยังจุดที่เขาสงสัยพื้นที่ในบริเวณนั้นปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์เล็กใหญ่สลับกันไปมาจนเหมือนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เฟิ่งหยูค่อย ๆ มุดตัวลงไป เขาลอดผ่านเถาวัลย์ที่ห้อยระโยงรยางค์ จนมาเจอกับประตูหินขนาดใหญ่ เฟิ่งหยูเดินเข้าไปตรวจสอบอย่างระมัดระวังเขาปลดปล่อยจิตสัมผัสตลอดเวลาจึงทำให้เฟิ่งหยูดูเหนื่อยเป็นอย่างมาก
เฟิ่งหยูค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป ประตูนั้นหนักเป็นอย่างมากหากเป็นคนธรรมดาคงไม่สามารถที่จะเปิดประตูนี้ได้เฟิ่งหยูเปิดประตูพอที่ตัวเขาจะลอดผ่านไปได้ เฟิ่งหยูแทรกตัวผ่านประตู่ใหญ่เข้าไปด้านใน
เมื่อก้าวเข้าไปด้านในเฟิ่งหยูสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในทั้งมันยังแฝงไปด้วยพลังต้นกำเนิดพลังจำนวนมากมายมหาศาลที่อยู่ภายในประตูดันประตูให้ปิดลงเฟิ่งหยูมองไปยังบริเวณโดยรอบเป็นห้องโถงขนาดใหญ่
เฟิ่งหยูเดินไปกลางห้องพร้อมกับเริ่มดูดซับพลังต้นกำเนิดเหล่านั้นพลังจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปในร่างกายของเฟิ่งหยู
พลังการดูดซับของเฟิ่งหยูนั้นน่ากลัวเป็นอย่างมากตั้งแต่ที่เขาได้รับชีพจรลมปราณเทพมังกรการดูดซับพลังฟ้าดินที่บริสุทธิ์ของเฟิ่งหยูเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่ามีพลังฟ้าดินบริสุทธิ์และพลังต้นกำเนิดมามายเท่าไหร่ที่เขาดูดซับไป
พลังฟ้าดินที่บริสุทธิ์และพลังต้นกำเนิดนั้นไหลรวมอัดแน่นอยู่ภายในร่างกายของเฟิ่งหยูทำให้พลังภายในจุดตันเถียนของเฟิ่งหยูนั้นขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กระดูกแต่ละชิ้นแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆพลังปราณที่เคยแห้งคอดในจุดตันเถียนถูกเติมเต็มและอัดแน่น
ตู้ม.........
เฟิ่งหยูเลื่อนมาอยู่ในขั้นสวรรค์ระดับที่เก้าทันทีจุดตันเถียนของเฟิ่งหยูขยายออกไปอีกไม่รู้กี่เท่า เฟิ่งหยูยังคงนั่งดูดซับหลังจากดูดซับพลังฟ้าดินที่บริสุทธิ์และพลังต้นกำเนิดอย่างต่อเนื่อง เขาใช้เวลาเพียงแค่สามชั่วยาม พลังปราณในจุดตันเถียนที่กว้างขึ้นของเฟิ่งหยูก็เติมเต็มและอัดแน่นอีกครั้ง
ร่างของเฟิ่งหยูสั่นไหว ลำแสงสีทองแต่ละเส้นสายพุ่งออกมาจากภายในร่างกายของเขามันได้เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน แสงสีทองสว่างจ้าระเบิดออกมาแรงกดดันที่หนักหน่วงถูกปลดปล่อยออกมาพลังปราณที่บริสุทธิ์พุ่งทะยานเข้ามาในตัวของเฟิ่งหยูราวกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวมันม้วนตัวพุ่งเข้าไปยังจุดตันเถียน หลอมรวมอนุภาพของพลังฟ้าดิน และพลังต้นกำเนินจนกลายเป็นพลังปราณสายแล้วสายเล่าพลังเหล่านั้นหลอมรวมและอัดแน่นอยู่ภายในตันเถียน ของเฟิ่งหยู..................
ตู้มมมม....
เฟิ่งหยูเลื่อนระดับพลังยุทธ์ของเขาไปอยู่ในขั้นราชันสวรรค์ขั้นที่หนึ่งทันทีร่างของเฟิ่งหยูสั่นเล็กน้อย เฟิ่งหยูสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่แข็งแกร่งขึ้นพลังปราณจำนวนมหาศาลเอ่อล้นทั่วร่างก่อนที่มันจะหลอมรวมกลายเป็นร่างของมังกรสีทองตัวใหญ่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืน
ร่างมังกรสีทองปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศที่มืดมิดยามค่ำคืนคล้ายกับแสงสว่างที่บริสุทธิ์พุ่งทะยานลงมาทำให้ฟ้าดินกลับตาลปัตรดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ไร้ซึ่งแสง พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณรัศมีหนึ่งร้อยลี้
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างตื่นเต้นและหวาดกลัว มังกรสีทองที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือภูเขาหงส์เพลิง ระยะเวลาเพียงชั่วครู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับยิ่งใหญ่เพียงไม่นานร่างของมังกรสีทองพลันกลับกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าสู่หน้าฝากของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งหยูสำรวจร่างกายของตนพบว่า สติปัญญาปราดเปรื่องขึ้นสายตาของเฟิ่งหยูแจ่มชัดเขามองได้ชัดแจนและไกลขึ้น กระดูกทั่วร่างพลันเปลี่ยนเป็นสีใสเหมือนแก้ว
“พลังของข้าในตอนนี้หากให้ต่อสู้กับระดับเทวะขั้นที่1 คงสู้กันได้อย่างสูสีถึงจะแพ้แต่เขาก็ไม่อาจจะสังหารข้าได้โดยง่ายอย่างแน่นอน” เฟิ่งหยูคิดในใจ
เฟิ่งหยูลุกขึ้นสำรวจพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดปรากฏว่ามันถูกเขาดูดซับจนหมดสิ้นแล้วเฟิ่งหยูเดินสำรวจทั่วบริเวณห้องโถง เขาพบกับประตูอีกสามบานใหญ่เฟิ่งหยูเลือกประตูบานแรก เขาเปิดประตูเข้าไป
สิงที่พบเห็นนั้นหลับทำให้เฟิ่งหยูต้องแปลกใจเป็นอย่างมากเพราะนี่คืออีกมิติหนึ่งที่เป็นเหมือนกับเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเขา เฟิ่งหยูเดินเข้าไปอย่างช้าๆ
“ช่างเป็นมิติที่ดูแปลกประหลาดยิ่ง มันเหมือนกับดินแดนโบราณแห่งหนึ่งเลยทีเดียว”เฟิ่งหยูครุ่นคิด
เฟิ่งหยูส่งจิตสัมผัสออกตรวจสอบโดยรอบบริเวณเขาพบกับวิหารหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่เฟิ่งหยูมุ่งหน้าไปทางวิหารนั้นทันที เขาใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงวิหารนั้น
เฟิ่งหยูมองไปยังวิหารที่อยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับตัวอักษรสีแดงเพลิงให้ความรู้สึกน่าหวั่นเกรงเป็นอย่างยิ่ง
“วิหารหงส์เพลิง”
ที่นี่คือดินแดนโบราณจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
“วิหารหงส์เพลิงหรือว่าจะเป็นวิหารของหงส์เพลิงในตำนานที่คอยปกปักษ์รักษาอาณาจักรหงส์เพลิงแห่งนี้”
“หากเป็นวิหารของหงส์เพลิงในตำนานจริง ๆแล้วตอนนี้หงส์เพลิงตัวนั้นไปอยู่ที่ไหนทำไมข้าถึงจับสัมผัสของสิ่งมีชีวิตที่นี่ไม่ได้เลย”
คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของเฟิ่งหยู
“ทำไมข้าต้องคิดมากด้วย เข้าไปดูเดี๋ยวก็คงจะรู้เรื่องเอง”
เฟิ่งหยูเดินตรงไปยังทางเข้าวิหารหงส์เพลิงแต่เขาเองยังระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเฟิ่งหยูเดินเข้าไปในวิหารหงส์เพลิงได้อย่างง่ายดาย เขาแหงนมองดูข้างในวิหารหงส์เพลิง
“มันช่างสวยสดงดงามยิ่งนัก”
เฟิ่งหยูค่อย ๆ เดินสำรวจวิหารหงส์เพลิงไปอย่างช้า ๆ