เจ็ดวันเจ็ดคืนแห่งการปิดด่านฝึกตนภายในห้องพักระดับวีไอพีของ 'วิมานประกายทอง' ผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าภายในห้องที่ถูกปิดผนึกด้วยค่ายกลซ่อนเร้นระดับสวรรค์ถึงห้าชั้นนั้น กลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วนของพลังงานที่รุนแรงจนแทบจะฉีกกระชากมิติให้ขาดสะบั้น รังสีมารสีม่วงทมิฬที่ได้จากการหลอมรวมโกร่งกระบี่ของจักรพรรดิมาร และพลังปราณสีทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของหลินเฟย ได้ถูกบีบอัดและขัดเกลาจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้แสดงอาการต่อต้านกันอีกต่อไป แต่กลับเกื้อหนุนซึ่งกันและกันจนกลายเป็นพลังงานชนิดใหม่... 'ปราณมารไร้ลักษณ์' ที่ทั้งลึกล้ำ มืดมิด และทรงอานุภาพในการทำลายล้างกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่ง
หลินเฟยนั่งขัดสมาธิลอยตัวอยู่เหนือเตียงหยกเย็น ผิวพรรณของเขาเปล่งประกายสีทองแดงที่เคลือบแฝงด้วยรัศมีสีม่วงดำจางๆ ทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจเข้า มวลอากาศในห้องจะถูกบีบอัดจนเกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะ และเมื่อเขาพ่นลมหายใจออก ไอหมอกสีดำจะม้วนตัวคล้ายกับมังกรตัวเล็กๆ ที่กำลังเริงระบำ แก่นแท้ในจุดตันเถียนของเขาบัดนี้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงสามเท่า มันหมุนวนอย่างเสถียรและทรงพลัง บ่งบอกถึงการบรรลุ 'ขอบเขตแก่นแท้ขั้นปลาย' อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด รากฐานของเขาแน่นหนายิ่งกว่ายอดฝีมือคนใดในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกไว้
ในที่สุด ดวงตาที่ปิดสนิทมาตลอดเจ็ดวันก็เบิกกว้างขึ้น นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬสาดประกายแสงที่เย็นเยียบและคมกริบดุจใบดาบที่เพิ่งถูกลับจนได้ที่ หลินเฟยค่อยๆ ร่อนตัวลงแตะพื้นห้อง เขากำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูเส้นเลือด พลังที่มากพอจะบดขยี้ภูเขาทั้งลูกให้แหลกเป็นผุยผงได้ด้วยมือเปล่า
"เจ็ดวันแล้วสินะ..." หลินเฟยพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยจิตสังหารที่กดทับเอาไว้จนหนาแน่น "เวลาแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว"
เขาเดินไปที่ระเบียงห้องและสะบัดมือปลดค่ายกลซ่อนเร้นทั้งหมดออก ทันทีที่หน้าต่างคริสตัลถูกเปิด แสงสว่างสีทองเจิดจ้าและเสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกก็พุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัส วันนี้คืองาน 'เทศกาลสุริยันสาดแสง' งานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์ นครสุริยันเจิดจรัสทั้งเมืองถูกประดับประดาด้วยธงสีทองและดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผู้คนนับล้านคนจากทั่วทุกสารทิศเบียดเสียดกันอยู่เต็มจัตุรัสใหญ่หน้ามหาวิหารเทพสุริยัน ทุกคนล้วนสวมชุดสีขาว สวดมนต์สรรเสริญและหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความศรัทธาอันมืดบอด
เหนือจัตุรัสขนาดยักษ์ มีแท่นพิธีที่สร้างจากทองคำแท้ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยค่ายกลระดับสูง บนแท่นพิธีนั้นเต็มไปด้วยนักบวชชั้นผู้ใหญ่และแม่ทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่สวมเกราะส่องประกายระยิบระยับ ทว่าจุดรวมสายตาของคนนับล้านกลับอยู่ที่ร่างของชายชราผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางแท่นพิธี
ชายชราผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอจากไหมสวรรค์ สวมมงกุฎทองคำประดับอัญมณีเจ็ดสี รูปลักษณ์ภายนอกดูเมตตาและเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ทุกการขยับตัวของเขาจะปรากฏละอองแสงสีทองร่วงหล่นลงมาดุจขนนกของทวยเทพ เขาคือ 'เซราฟิม' พระสันตะปาปาแห่งวิหารเทพสุริยัน ผู้เป็นตัวแทนของสวรรค์ในโลกมนุษย์ และเป็นยอดฝีมือเพียงหนึ่งเดียวในทวีปภาคกลางที่บรรลุถึง 'ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด' อย่างแท้จริง!
แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายลี้ แต่หลินเฟยก็สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันระดับวิญญาณแรกกำเนิดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเซราฟิม มันไม่ได้กดทับอย่างเกรี้ยวกราดเหมือนเจี้ยนอู๋หมิง แต่มันแทรกซึมและบังคับให้ผู้คนรู้สึกต่ำต้อยและอยากจะคุกเข่าศิโรราบ เป็นพลังที่บิดเบือนจิตใจของผู้คนได้อย่างน่าสะพรึงกลัว
"เหล่าผู้ศรัทธาแห่งแสงสว่างทั้งหลาย..." เสียงของเซราฟิมดังกังวานและนุ่มนวล มันก้องเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้คนนับล้านโดยไม่ต้องตะโกน "วันนี้คือวันอันประเสริฐ วันที่สวรรค์ได้ประทานพรให้แก่แผ่นดินของเรา แสงสว่างจะขับไล่ความมืดมิดทั้งปวง และเพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์เทพสุริยัน เราจะอัญเชิญ 'ปลายหอกเทพเจ้า' วัตถุศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่ปกปักษ์รักษาจักรวรรดิของเรามานับหมื่นปี ออกมาประทานพรให้แก่พวกเจ้าทุกคน!"
สิ้นคำประกาศของพระสันตะปาปา เสียงโห่ร้องยินดีและเสียงสวดมนต์ก็ดังสนั่นหวั่นไหวจนแผ่นดินสะเทือน นักบวชชั้นผู้ใหญ่แปดคนก้าวเดินออกมาจากด้านหลังของแท่นพิธี พวกเขาแบกหีบศิลาหยกขาวที่ถูกสลักด้วยค่ายกลผนึกนับร้อยชั้นออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อหีบศิลาถูกวางลงเบื้องหน้าเซราฟิม พระสันตะปาปาก็ยกไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ร่ายคาถาปลดผนึก
ครืนนนนน!
ฝาหีบศิลาถูกเลื่อนออก แสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ที่เจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันก็ระเบิดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงนั้นสาดส่องไปทั่วทั้งมหานคร ขับไล่เงามืดทุกซอกทุกมุมให้หายไป ผู้คนนับล้านต่างหลับตาและก้มหน้ารับแสงศักดิ์สิทธิ์ด้วยน้ำตาแห่งความปีติ
ใจกลางของลำแสงสีขาวนั้น ปรากฏวัตถุโลหะสีเงินวาววับขนาดเท่าฝ่ามือ มันมีรูปทรงเรียวแหลมและแผ่กลิ่นอายของเจตจำนงที่สามารถทะลวงผ่านทุกสรรพสิ่งในจักรวาล นี่คือ 'ปลายหอกเทพเจ้า' ตามความเชื่อของพวกเขา แต่วินาทีที่มันปรากฏขึ้น ชิ้นส่วนศาสตราทั้งสี่ในกระดูกสันหลังของหลินเฟยก็สั่นพ้องอย่างรุนแรงจนหน้าอกของเขาร้อนผ่าว มันไม่ใช่ปลายหอก... แต่มันคือ 'ปลายกระบี่' ชิ้นส่วนที่ห้าและชิ้นส่วนสุดท้ายของศาสตราไร้ลักษณ์!
ชิ้นส่วนทั้งสี่ที่หลินเฟยครอบครองต่างเป็นตัวแทนของการทำลายล้าง ความตาย และความมืดมิด ทว่าชิ้นส่วนที่ห้านี้ กลับแผ่กลิ่นอายของความบริสุทธิ์ แสงสว่าง และเจตจำนงแห่งสวรรค์อย่างชัดเจน มันคือขั้วตรงข้ามที่สมบูรณ์แบบ เป็นส่วนเติมเต็มที่จะทำให้ศาสตราไร้ลักษณ์รักษาสมดุลหยินหยางและปลดปล่อยอานุภาพสูงสุดออกมาได้
"หาเจอแล้ว..." หลินเฟยแสยะยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความกระหายเลือดปรากฏขึ้นบนใบหน้า นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬสาดประกายเจิดจ้า "ของของข้า... พวกสุนัขรับใช้จอมปลอมไม่มีสิทธิ์เอามันไปตั้งโชว์!"
เพล้งงงงง!
หลินเฟยไม่ได้เดินออกทางประตู เขาโคจรปราณมารไร้ลักษณ์ระเบิดทำลายหน้าต่างคริสตัลและระเบียงห้องพักจนแตกกระจาย ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำพุ่งทะยานออกสู่อากาศเบื้องนอกราวกับดาวตกสีดำมืดมิดที่พุ่งสวนทางกับแสงสว่าง เขาไม่ได้ปกปิดกลิ่นอายอีกต่อไป พลังระดับแก่นแท้ขั้นปลายที่ผสานกับเจตจำนงกระบี่สะบั้นไร้ลักษณ์และจิตมารบรรพกาล ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มรูปแบบ!
วูบบบบบบ!
ท้องฟ้าเหนือนครสุริยันเจิดจรัสที่เคยกว้างใหญ่และสว่างไสวด้วยแสงสีทอง บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีดำทะมึนและสีม่วงคล้ำอย่างกะทันหันราวกับมีผ้าคลุมขนาดมหึมาทาบทับลงมา เมฆมารสีดำก่อตัวขึ้นบดบังดวงอาทิตย์และแสงศักดิ์สิทธิ์ของโดมวิหาร แรงกดดันแห่งความตายและการทำลายล้างที่ไร้ขอบเขต กดทับลงมาบนฝูงชนนับล้านคนเบื้องล่าง เสียงสวดมนต์ที่เคยดังก้องหยุดชะงักลงทันที เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและความหวาดกลัวสุดขีด
"นั่นมัน... กลิ่นอายมาร! มารร้ายบุกเมือง!"
"ปกป้ององค์พระสันตะปาปา! ปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์!"
เหล่าแม่ทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์และผู้คุมกฎนับพันคนบนแท่นพิธีและรอบจัตุรัส ต่างชักดาบและตั้งค่ายกลป้องกันอย่างลนลาน ทว่าก่อนที่พวกมันจะได้ทำอะไร ร่างของหลินเฟยก็ดิ่งลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วเหนือเสียง พุ่งตรงเข้าหาแท่นพิธีทองคำที่ลอยอยู่กลางอากาศ
"บังอาจ! ไอ้เดรัจฉานมาร บังอาจลบหลู่พิธีศักดิ์สิทธิ์!" อัศวินศักดิ์สิทธิ์ระดับแก่นแท้ขั้นต้นสิบคน พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศขวางทางหลินเฟย พวกเขาตวัดดาบกางเขนแสง ปล่อยคลื่นพลังสีทองนับสิบสายหมายจะบดขยี้ผู้บุกรุก
"แสงสว่างของพวกเจ้ามันจอมปลอม... จงถูกกลืนกินไปซะ!" หลินเฟยคำรามลั่นขณะดิ่งพสุธา
เขาไม่ได้ชักดาบโลหิตออกมาด้วยซ้ำ เพียงแค่ตวัดฝ่ามือขวาลงไปเบื้องล่าง เจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ที่ผสานกับพลังมาร ก็แปรสภาพเป็น 'กรงเล็บเงาทมิฬ' ขนาดยักษ์ที่มองไม่เห็น พุ่งทะลวงอากาศเข้าปะทะกับคลื่นพลังสีทอง
แคร่ก! แคร่ก! แคร่ก!
คลื่นพลังแสงสีทองถูกกรงเล็บเงาทมิฬตัดขาดและบีบอัดจนแตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่าอย่างง่ายดาย ก่อนที่กรงเล็บมฤตยูจะพุ่งทะลุร่างของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบคน ร่างที่สวมเกราะทองคำของพวกมันถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ อย่างเรียบเนียน เลือดสีแดงสดและเศษเนื้อร่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝนโลหิต รดลงบนใบหน้าของเหล่าผู้ศรัทธานับล้านคนเบื้องล่าง เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาดังระงมไปทั่วทั้งเมือง
ตูมมมมมมมมม!
หลินเฟยทิ้งดิ่งลงมากระแทกกับแท่นพิธีทองคำขนาดยักษ์อย่างรุนแรง แรงกระแทกมหาศาลทำให้แท่นทองคำบริสุทธิ์เกิดรอยร้าวและทรุดตัวลง ค่ายกลที่พยุงแท่นพิธีสั่นสะเทือนอย่างหนัก ฝุ่นควันและละอองทองคำฟุ้งกระจาย เมื่อฝุ่นจางลง ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำก็ยืนตระหง่านอยู่ใจกลางแท่นพิธี ห่างจากพระสันตะปาปาเซราฟิมเพียงไม่กี่สิบก้าว นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬจ้องมองทะลุรัศมีแสงสว่างของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
"เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงมีพลังมารที่มืดมิดและโบราณถึงเพียงนี้?" เซราฟิมไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก เขายังคงรักษากิริยาสงบนิ่ง ทว่าคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่า พลังของเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นไม่สามารถประเมินได้ด้วยสามัญสำนึก
หลินเฟยแสยะยิ้มเย็นชา เขาปรายตามองไปยัง 'ปลายหอกเทพเจ้า' ที่ลอยอยู่เหนือหีบศิลา "ข้าคือเจ้าของที่แท้จริงของเศษเหล็กที่พวกเจ้ากำลังกราบไหว้บูชาอยู่นั่น... ข้ามาเพื่อทวงของของข้าคืน และมาเพื่อสอนให้พวกเจ้ารู้ว่า แสงสว่างที่พวกเจ้าภาคภูมิใจนักหนา เมื่ออยู่ต่อหน้าความมืดมิดที่แท้จริง มันก็เป็นได้แค่แสงหิ่งห้อย!"
"สามหาว! วัตถุศักดิ์สิทธิ์นี้คือชิ้นส่วนแห่งสวรรค์ เจ้ามารร้ายไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยถึง!" เซราฟิมกระแทกไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ลงบนพื้นแท่นทองคำ
คลื่นพลังระดับ 'วิญญาณแรกกำเนิด' ระเบิดออกอย่างเต็มรูปแบบ! มันไม่ใช่แรงกดดันธรรมดา แต่มันคือการแทรกแซงกฎเกณฑ์ของมิติ แสงสีขาวเจิดจ้าพุ่งทะลักออกจากร่างของพระสันตะปาปา บังคับให้มิติรอบตัวหลินเฟยแข็งตัวราวกับเหล็กกล้า หมายจะบดขยี้กระดูกและวิญญาณของเขาให้แหลกสลายในพริบตา
"พลังระดับนี้... คิดว่าจะหยุดข้าได้งั้นรึ!" หลินเฟยคำราม
มือขวาของเขายื่นออกไปด้านข้าง แสงสีแดงอมม่วงสว่างวาบ ดาบโลหิตสีดำสนิทที่มีโกร่งกระบี่อสูรมารปรากฏขึ้นในมือ! ทันทีที่ศาสตราไร้ลักษณ์ทั้งสี่ชิ้นสัมผัสอากาศ แรงกดดันแห่งความตายและการทำลายล้างก็ระเบิดออก ต่อต้านพลังวิญญาณแรกกำเนิดของเซราฟิมอย่างสมน้ำสมเนื้อ
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์! สะบั้นกฎเกณฑ์!"
หลินเฟยตวัดดาบโลหิตสีดำฟาดฟันออกไปรอบตัว รอยแยกมิติสีดำปรากฏขึ้น ตัดผ่านกฎเกณฑ์แห่งแสงสว่างที่เซราฟิมสร้างขึ้นให้แตกกระจายราวกับกระจกที่ถูกทุบ หลินเฟยหลุดพ้นจากการพันธนาการอย่างง่ายดาย เขาพุ่งทะยานเข้าหาพระสันตะปาปาด้วยความเร็วสูงสุด ดาบโลหิตสีดำง้างขึ้นเตรียมบากหน้าอกของผู้เป็นตัวแทนแห่งสวรรค์
เซราฟิมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก "มันสามารถทำลายกฎเกณฑ์ของวิญญาณแรกกำเนิดได้! ดาบเล่มนั้น... มันคือสิ่งใดกัน!"
แม้จะตกใจ แต่เซราฟิมก็คือยอดฝีมือจุดสูงสุด เขาถอยหลังไปครึ่งก้าว ยกไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ขึ้นปัดป้อง
เคร้งงงงงงงง!
ดาบมารและไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ปะทะกันอย่างจัง คลื่นพลังงานสีดำและสีทองระเบิดออกทำลายล้างทุกสิ่งรอบแท่นพิธี นักบวชชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงถูกแรงกระแทกจนร่างระเบิดกลายเป็นละอองเลือด แท่นพิธีทองคำทนรับแรงปะทะไม่ไหว แตกหักและร่วงหล่นลงสู่พื้นจัตุรัสเบื้องล่างเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงชนนับล้านคนวิ่งหนีตายกันอลหม่าน
หลินเฟยและเซราฟิมลอยตัวอยู่กลางอากาศท่ามกลางซากแท่นพิธีที่ร่วงหล่น หลินเฟยแสยะยิ้มดุดัน "มีดีแค่นี้หรือ พระสันตะปาปา? หากมีฝีมือแค่นี้ ปลายกระบี่ชิ้นนั้น ข้าขอรับไปล่ะ!"
"อย่าโอหังให้มากนัก มารร้าย!" เซราฟิมโกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุด ความสง่างามที่เคยมีมลายหายไป "ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น ถึงความพิโรธของสวรรค์!"
เซราฟิมประสานมือเข้าหากัน ร่ายคาถาโบราณด้วยความเร็วแสง ร่างกายของเขาสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง ก่อนจะไปรวมตัวกันใหม่เบื้องบนท้องฟ้า ละอองแสงเหล่านั้นขยายขนาดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ควบแน่นกลายเป็นร่างจำแลงขนาดยักษ์!
มันคือ 'ทูตสวรรค์หกปีกเจิดจรัส' ร่างอวตารของวิญญาณแรกกำเนิดที่ทรงอานุภาพที่สุด ร่างจำแลงนี้มีความสูงกว่าสองร้อยจั้ง สวมเกราะแสงสีทองคำขาว ปีกแห่งแสงทั้งหกคู่กางแผ่บดบังท้องฟ้ายิ่งกว่าเดิม ใบหน้าของทูตสวรรค์ไร้ซึ่งความปรานี ในมือถือดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ที่สามารถผ่าทวีปให้แยกเป็นสองซีกได้ รังสีความกดดันของมันทำให้ผู้ฝึกยตนระดับแก่นแท้ด้านล่างถึงกับกระอักเลือดและหมดสติไป
"จงสูญสลายไปภายใต้แสงสว่างของข้า!" ทูตสวรรค์หกปีกคำรามด้วยเสียงของเซราฟิม ดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ถูกฟาดฟันลงมายังร่างของหลินเฟยที่ดูเล็กกระจ้อยร่อยดุจมดปลวก
หลินเฟยแหงนหน้ามองทูตสวรรค์ยักษ์ที่กำลังฟาดดาบลงมา นัยน์ตาสีแดงอมม่วงของเขาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขากำด้ามดาบโลหิตสีดำในมือแน่น ชิ้นส่วนทั้งสี่ในร่างสั่นพ้องประสานกันจนถึงขีดสุด พลังมารบรรพกาล เจตจำนงกระบี่ และปราณแก่นแท้ขั้นปลาย หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว รัศมีสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นจากร่างของเขากลายเป็นเสาแสงสีดำที่ทะลวงชั้นเมฆ
"แสงสว่างจอมปลอมของพวกเจ้า... ข้าจะใช้ความมืดมิดที่แท้จริงกลืนกินมันให้หมดสิ้น!" หลินเฟยคำรามลั่น เตรียมพร้อมปะทะกับร่างอวตารวิญญาณแรกกำเนิด การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อแย่งชิงชิ้นส่วนสุดท้ายของศาสตราไร้ลักษณ์ ได้อุบัติขึ้นแล้วเหนือมหานครศักดิ์สิทธิ์!