บทที่ 48 ท่วงทำนองเพลงนี้ควรมีอยู่เพียงบนสวรรค์
หลังจากฝึกเดินในช่วงเช้า ช่วงบ่ายลู่จือฉิงก็ต้องมาฝึกฝนการเล่นดนตรี การเล่นหมากรุก การเขียนพู่กัน และการวาดภาพ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าสกุลลู่สืบทอดการเล่นดนตรีมาแต่โบราณ เคยมีฮองเฮามาจากสกุลลู่ บรรเลงเพลงครั้งเดียวสะท้านไปเมืองหลวง
ดังนั้นลูกหลานสกุลลู่จึงเรียนดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวหรือบุตรชาย ทุกคนล้วนเล่นดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยมลู่จือฉิงก็เช่นกัน
ลู่จือฉิงในอดีต ตอนที่เล่นดนตรีในจวนอ๋องรุ่ยถึงกับสามารถดึงดูดผีเสื้อให้บินเข้ามาได้ ผีเสื้อเกาะอยู่บนสายฉิน แล้วเต้นระบำไปตามเสียงดนตรี
ทว่าลู่จือฉิงในตอนนี้กลับทำราวกับไม่เคยสัมผัสฉินมาก่อน บทเพลงที่บรรเลงออกมาก็ไม่เป็นท่วงทำนอง เสียงที่ดังขึ้นทำให้แม้แต่สาวใช้ที่ยืนฟังยังอดขมวดคิ้วไม่ได้
ผู้ที่องค์ชายรุ่ยมอบหมายให้มาสอนลู่จือฉิงบรรเลงฉิน คืออาจารย์ดนตรีประจำจวน เป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อชิวหลินรุ่ยอย่างแท้จริง การที่ชิวหลินรุ่ยให้เขามาสอนลู่จือฉิงนั้น สิ่งแรกที่ต้องการก็คือให้ลู่จือฉิงมีความจงรักภักดีที่มีต่อชิวหลินรุ่ย ซึ่งชิวหลินรุ่ยคาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ไว้แล้ว
อาจารย์ดนตรีฟังเสียงบรรเลงที่บาดหูด้วยสีหน้าตึงเครียด ไม่อยากจะเชื่อว่านี่จะเป็นเสียงดนตรีที่อดีตพระชายาบรรเลงออกมา ถึงแม้ว่าสตรีผู้นี้จะมีใบหน้าเหมือนกับอดีตพระชายา แต่ก็ไม่มีใครเอานางไปสับสนกับอดีตพระชายาได้
ลู่จือฉิงก็ทำอะไรไม่ได้ เครื่องดนตรีโบราณนี้ มันไม่เหมือนกับที่เห็นในทีวี เล่นยากกว่าที่นางคิดไว้เสียอีก นางไม่เคยเรียนดนตรีมาก่อน ตอนนี้อยู่ๆ ก็ให้นางมาเล่นก็ได้แค่นี้แหละ
ผ่านไปสิบกว่าวัน ลู่จือฉิงก็ค่อยๆ เรียนรู้วิธีการเล่น และเทคนิคการบรรเลง แต่เสียงดนตรีที่บรรเลงออกมาก็ยังคงแข็งทื่อ ไร้จิตวิญญาณ
ลู่จือฉิงฟังคำวิจารณ์นี้ไม่เข้าใจ ดีก็คือดี ไม่ดีก็คือไม่ดี อะไรคือบรรเลงออกมาแล้วไม่มีจิตวิญญาณ?
กระทั่งวันหนึ่งลู่จือฉิงตื่นขึ้นในยามบ่าย ได้ยินเสียงฉินดังแว่วหวาน เสียงฉินนั้นราวกับเสียงของขุนเขาและสายน้ำ บ้างก็ดังก้องกังวาน บ้างก็แผ่วเบา เมื่อดังก้องกังวานราวกับดังทะลุเมฆา เมื่อบรรเลงแผ่วเบาก็เรียกน้ำตาได้
ในท่วงทำนองนั้นดูเหมือนแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และความโศกเศร้า ลู่จือฉิงรู้สึกสะเทือนใจจึงเดินตามเสียงฉินไปยังศาลากลางน้ำ
ยิ่งใกล้ศาลากลางน้ำ เสียงฉินก็ยิ่งดังก้องกังวาน ลู่จือฉิงคิดว่าเป็นอาจารย์ดนตรีกำลังบรรเลงฉินรอคอยนางอยู่
ลู่จือฉิงเดินไปยังศาลากลางน้ำที่ตั้งอยู่ในสวนด้านหลังจวนรุ่ยอ๋อง
ในจวนรุ่ยอ๋องมีสวนดอกไม้อันกว้างใหญ่ ภายในสวนมีศาลากลางน้ำตั้งตระหง่านอยู่ ศาลากลางน้ำแห่งนี้สร้างขึ้นกลางสระบัว รายล้อมด้วยชายคาที่ก่อสูงสง่างาม กระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
มีเพียงสะพานหินเพียงแห่งเดียวที่ทอดไปสู่ศาลากลางน้ำ ด้านหลังของศาลามีกังหันน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน ความสูงของกังหันนั้นเทียบเท่ากับหลังคาศาลากลางน้ำ กังหันน้ำจะตักน้ำขึ้นไปด้านบน ปล่อยให้สายน้ำไหลลงมาตามกระเบื้องหลังคา
สายน้ำที่ไหลรินลงมาจากศาลากลางน้ำก่อเกิดเป็นม่านน้ำตามธรรมชาติ ม่านน้ำนั้นเปรียบเสมือนกำแพงธรรมชาติที่บดบังทัศนียภาพภายในศาลากลางน้ำเอาไว้ ภายในศาลามีทั้งตั่งเตี้ย ๆ และโต๊ะหิน เมื่อยามฤดูร้อนมาเยือน อากาศภายในศาลาจะเย็นสบาย เป็นสถานที่หลบร้อนชั้นเลิศ
เสียงฉินที่ลู่จือฉิงได้ยินนั้น ดังเล็ดลอดออกมาจากภายในศาลากลางน้ำ เสียงฉินที่ดังก้องกังวาน ผ่านม่านน้ำราวกับความฝันราวกับภาพลวงตา ไม่เหมือนเสียงดนตรีในโลกมนุษย์
จือฉิงมองไม่เห็นว่ามีใครอยู่ข้างใน นางเดินตามเสียงดนตรีไปยังศาลาโดยไม่รู้ตัว บนสะพานหินปูด้วยกรวดลู่จือฉิงใช้ท่าเดินที่ฝึกฝนมา เดินอย่างมั่นคง
ลมพัดผ่านผิวน้ำ พัดชายแขนเสื้อของนางพลิ้วไหวเมื่อเดินผ่านจุดสูงสุดของสะพานหิน ลู่จือฉิงก็เห็นทัศนียภาพในศาลาอย่างชัดเจน ทันทีที่เห็นนางก็หยุดชะงัก
บนพื้นศาลามีเครื่องดนตรีโบราณวางอยู่ตัวหนึ่ง เครื่องดนตรีตัวนั้นเป็นสีดำสนิทราวกับผ้าไหมสีดำ หรือบางทีอาจเป็นสีสันของรัตติกาลที่จับตัวกันเป็นรูปร่าง บนพื้นนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่
บุรุษผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีขาว ชายเสื้อที่กว้างใหญ่พลิ้วไหวไปตามสายลมราวกับมีหมอกจางๆ ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ทว่าใบหน้าของเขากลับเย็นชาดุจดอกบัวหิมะที่เบ่งบานอยู่บนภูเขาหิมะ บริสุทธิ์ สูงส่ง แตะต้องไม่ได้
ทั่วร่างแผ่รังสีเยือกเย็นออกมาโดยรอบ ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าอิริยาบถของเขากลับดูผ่อนคลาย สบายๆ นั่งคุกเข่าบนพื้น ผมสีดำขลับยาวสลวยสยายลงมาปกคลุมร่าง ราวกับม่านหมอกสีดำในยามราตรี ปลายผมยาวระเส้นเล็กๆพันเกี่ยวอยู่กับฉินสีดำสนิทเบื้องหน้า
เสียงฉินที่ล่องลอยออกมาจากปลายนิ้วของเขานั้น ช่างเศร้าสร้อย ต่างจากบุคลิกเย็นชาไร้หัวใจของเขาโดยสิ้นเชิง ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาบรรเลงบนสายฉินหัวใจของลู่จือฉิงก็เต้นตามจังหวะ ความเศร้าโศกเอ่อล้น อยากจะเดินตามเสียงดนตรีไป
ลู่จือฉิงไม่คิดเลยว่าคนที่บรรเลงเพลงนี้จะเป็นชิวหลินรุ่ย บุรุษที่ชอบทำหน้าตายอยู่ตลอดเวลา จะบรรเลงเพลงที่ไพเราะขนาดนี้ออกมาได้อย่างไร ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่า ‘ท่วงทำนองเพลงนี้ควรมีอยู่เพียงบนสวรรค์’ มนุษย์ธรรมดาไม่ได้ยินกันบ่อยๆ
เสียงฉินที่ไพเราะนั้นทำให้ลู่จือฉิงถึงกับหยุดชะงักไม่กล้าแม้แต่จะขยับร่างกาย เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนสมาธิของผู้บรรเลง แม้แต่สายน้ำและทิวทุ่งดอกบัวยังไหวเอนไปตามจังหวะเสียงเพลงราวกับกำลังเต้นรำอย่างงดงาม
เสียงฉินสิ้นสุดลงแล้ว แต่ทว่าลู่จือฉิงยังคงตกอยู่ในภวังค์ทันใดนั้นเอง ชิวหลินรุ่ยก็เงยหน้าขึ้นดวงตาที่ล้ำลึกราวกับบ่อน้ำในฤดูใบไม้ร่วงมองมาที่ลู่จือฉิง ลู่จือฉิงตัวสั่นเทาแล้วก็รู้สึกตัว
นางค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวังบนทางเดินหินท่วงท่าที่สง่างามราวกับเทพธิดาที่เคยเรียนรู้มานั้น ในตอนนี้กลับลืมเลือนไปจนหมดสิ้น ราวกับร่างกายนี้กำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ
เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าชิวหลินรุ่ย ลู่จือฉิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “ไม่คิดเลยว่าท่านจะบรรเลงได้ไพเราะขนาดนี้ เก่งมากเลยนะ ท่านไปประกวดร้องเพลงได้เลยนะเนี่ย!”
ชิวหลินรุ่ยยังคงทำสีหน้าเรียบเฉยขณะที่ฟังนางพูดสองประโยคแรก ทว่าพอได้ยินประโยคสุดท้าย คิ้วเข้มของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ลู่จือฉิงผู้นี้ช่างชอบพูดจาแปลกประหลาดที่คนอื่นไม่เข้าใจอยู่เรื่อย มีเพียงนางกับเซี่ยมู่เท่านั้นที่เข้าใจ ประกวดร้องเพลงคืออะไรกัน?
เมื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดสิ่งที่ไม่ควรออกไป ลู่จือฉิงก็ยิ้มแห้งๆ แก้เก้อ “ข้าหมายถึงท่านเล่นเก่งมาก ถ้าหากข้าเล่นเก่งแบบท่าน ท่านอาจารย์ก็คงไม่ตีข้าด้วยไม้บรรทัดแล้ว”
พูดจบนางก็เบ้ปากอย่างขัดใจ ยามที่เรียนฉินกับท่านอาจารย์นางถูกไม้บรรทัดฟาดมือจนช้ำไปหมด ถึงแม้จะรู้ว่าท่านอาจารย์เบามือแล้ว แต่นางก็ยังคงเจ็บอยู่ดี
ชิวหลินรุ่ยลุกขึ้นยื ชุดคลุมยาวสีขาวยิ่งขับให้เขาดูหล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่หลุดออกมาจากภาพวาด ลู่จือฉิงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก บุรุษรูปงามเช่นนี้เพียงแค่ได้มองก็แทบจะละลายแล้ว
ชิวหลินรุ่ยมองมายังนาง ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังฉินที่วางอยู่บนพื้นลู่จือฉิงเข้าใจความหมายของเขาในทันที นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพียงแค่สบตาชิวหลินรุ่ยนางก็สามารถรับรู้ความคิดของเขาได้
ความหมายของชิวหลินรุ่ยในตอนนี้ก็คือให้นางไปฝึกฝนการเล่นฉิน เขาไม่ชอบพูด หากไม่จำเป็นเขาก็จะไม่เอ่ยปากลู่จือฉิงเชื่อฟังแต่โดยดีนั่งคุกเข่าลงบนพื้น
ที่ยอมนั่งลงตรงนี้ก็เพราะฉินตัวนั้นต่างหาก ลู่จือฉิงไม่เคยเห็นฉินที่งดงามเช่นนี้มาก่อนฉินตัวนี้น่าจะมีราคาแพงมาก แค่ได้สัมผัสก็คงจะดี
ขณะที่มือเรียวยาวของนางกำลังจะสัมผัสกับฉิน ชิวหลินรุ่ยก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “หยุดก่อน”
มือของลู่จือฉิงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความตกใจ รู้บ้างไหมว่าการพูดขึ้นมากะทันหันเช่นนี้มันน่ากลัวแค่ไหน นางเงยหน้ามองชิวหลินรุ่ยด้วยแววตาไม่พอใจ
ท่านชิวหลินรุ่ยที่ยืนอยู่ก็กลับนั่งลงข้างๆ นาง ลู่จือฉิงขยับตัวหนีทันที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร นางถึงไม่กล้าอยู่ใกล้ชิดชิวหลินรุ่ยมากนัก
หรือบางทีอาจเป็นเพราะรัศมีอันเยือกเย็นดุจภูเขาน้ำแข็งของชิวหลินรุ่ย ทำให้ลู่จือฉิงรู้สึกราวกับว่าเพียงแค่เข้าใกล้ก็อาจจะแข็งตาย หรือบางทีอาจเป็นเพราะเหตุผลอื่น ที่ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองกำลังจะแข็งตาย แต่กลับหน้าแดงก่ำราวกับเมฆแดงยามอรุณรุ่งทุกครั้งไป
ใบหน้าด้านข้างของชิวหลินรุ่ยคมกริบดุจคมมีด คางของเขาเรียวได้รูปราวกับงานแกะสลักหยกชั้นดี ลู่จือฉิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าด้วยความชื่นชม บนโลกนี้ยังมีสิ่งงดงามเช่นนี้อยู่อีกหรือ
บุรุษรูปงามกำลังจดจ่ออยู่กับสายฉินในมือ สายฉินสีเงินนั้นท่ามกลางแสงสว่างของม่านน้ำ ดูราวกับสายไหมโปร่งแสง นิ้วมือของชิวหลินรุ่ยนั้นเรียวงามราวกับต้นหอม ผิวละเอียดเนียนสวย เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสสายฉิน ก็ทำให้หัวใจของผู้คนสั่นไหว
ชิวหลินรุ่ยค่อยๆ ดีดสายฉิน บทเพลงที่บรรเลงเป็นท่อนแรกของเพลงเมื่อครู่ หลังจากบรรเลงจบชิวหลินรุ่ยก็ปล่อยมือเป็นสัญญาณให้ลู่จือ ฉิงบรรเลงตามที่เขาพึ่งแสดงให้ดู
ลู่จือฉิงเข้าใจความหมายของเขา แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขานางก็อดประหม่าไม่ได้ ทั้งสองมือพยายามวางลงบนสายฉินสีเงินอย่างใจเย็น เสียงของสายฉินแต่ละเส้นที่เรียนรู้มาตลอดหลายวันนี้ลู่จือฉิงจำได้ขึ้นใจ การจดจำท่อนเพลงเมื่อครู่จึงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่การเลียนแบบท่วงทำนองเมื่อครู่นั้นไม่ยาก เท่ากับการถ่ายทอดอารมณ์ในเพลงนั้น ความเศร้าโศกที่เข้มข้นราวกับท้องทะเลสีดำก่อนเกิดพายุฝน มีพลังอันยิ่งใหญ่และลึกล้ำ
ลู่จือฉิงไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดอารมณ์เช่นนั้นออกมาได้อย่างไร เพียงแค่ดีดสายฉินไม่กี่เส้น ทันใดนั้นนางก็เข้าใจนี่อาจเป็นสิ่งที่อาจารย์กล่าวไว้ว่า เพลงของนางไม่มีจิตวิญญาณ
แต่นางจะหาจิตวิญญาณได้อย่างไร ลู่จือฉิงพยายามนึกถึงเรื่องราวที่ไม่สบายใจทั้งหมด ทั้งการทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้อีกครั้งการให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของผู้อื่น การถูกจับกุมตัวโดยไร้สาเหตุเมื่อครั้งเข้าเมืองหลวง
เมื่อคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ลู่จือฉิงจึงลองเลียนแบบวิธีการของชิวหลินรุ่ย และเริ่มบรรเลงฉิน