หลังจากที่โอดินได้แสดงพลังอำนาจและศักยภาพที่แข็งแกร่งมากที่สุด
กระทั่งในที่สุด จุดแตกหักก็ได้เกิดขึ้น าศักดิ์สิทธิ์ที่เกือบจะเป็เพียงคำเล่าลือในอดีตก็ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง
กองทัพของเผ่าพันธุ์ระดับตำนานได้รวมตัวกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
สิ่งมีชีวิตโบราณนับร้อยสายพันธุ์ยืนเคียงข้างกันโดยไม่สนใจความขัดแย้งในอดีต
พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือทำลายตัวตนของโอดิน หรืออย่างน้อยก็ต้องหยุดยั้งเส้นทางแห่งหายนะของเขา
และด้วยความที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ให้การคุ้มครองโอดินมาตลอด บรรดาเผ่าต่างๆจึงประกาศว่าถ้ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมโอดินได้ พวกเขาจะถือว่ามนุษย์คือพันธมิตรของความหายนะและจะทำลายล้างทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขา
และสุดท้ายได้มีข้อเสนอที่ถูกส่งมาโดยพันธมิตรแห่งเผ่าโบราณ
“ถ้าพวกเ้า้ารักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ ทางเดียวคือจงผนึกตัวของโอดินเสีย กักขังเขาไว้ในห้วงนิรันดร์แห่งอาณาจักรต้นกำเนิด จนกว่าวันหนึ่งเขาจะสิ้นอายุขัย ขอเพียงแค่ทำเช่นนั้น าศักดิ์สิทธิ์จะไม่เริ่มต้น และความสงบสุขจะกลับคืนมา!”
คำขอที่ดูเหมือนจะเป็หนทางสุดท้ายนี้ ได้นำพามาซึ่งการหักหลังที่เ็ปที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เสมือนมีมืออันเย็นเฉียบที่คว้าหัวใจแห่งความศรัทธาไปบีบทำลายด้วยความเงียบงันไร้ปรานี
เมื่อข่าวสารแห่งคำขาดจากเผ่าพันธุ์โบราณถูกส่งถึง บรรดาผู้นำสูงสุดของมนุษย์จึงได้ประชุมกันในความมืด
พวกเขาต่างรู้ดีว่าทางเลือกของตนมิได้มีมากนัก หากยังยึดมั่นในโอดิน เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลจะต้องถูกกวาดล้างจนสิ้นสูญ แต่หากยอมทอดทิ้งชายผู้ที่เป็ดั่งเสาหลักแห่งยุค พวกเขาอาจยังมีโอกาสที่จะรักษาไว้อยู่ในดินแดนทรินิตี้เซเว่นต่อไป
ท่ามกลางความขัดแย้งที่ลุกโชนในใจของเหล่าผู้นำ ได้ตกลงใจรับข้อเสนอนั้น พวกเขากระซิบสัจจะสุดท้ายแก่กันด้วยใบหน้าไร้แวว ก่อนจะเรียกตัวแทนจากวิหารหลักทั้งหกของเผ่าพันธุ์มนุษย์มารวมตัวกัน
ผู้นำวิหารแห่งการสังหาร เทียนหลง ผู้เยียบเย็นดั่งเหมันต์ปฐมพายุ ผู้ที่ยึดมั่นในเส้นทางแห่งพลังอันบริสุทธิ์ไร้ซึ่งความลังเล
ผู้นำวิหารแห่งนักฆ่า อิงซือ เงารัตติกาลผู้ไร้ชื่อ ผู้มีจิตแกร่งกล้าและสติที่เยือกเย็นดั่งเหมันต์แห่งขั้วโลก
ผู้นำวิหารแห่งดวงดารา เซียวิ ผู้เป็เสาหลักแห่งความสมดุลระหว่างพลังและจิติญญา ผู้อ่านวงจรแห่ง์ได้ดั่งอักษรโบราณ
ผู้นำวิหารแห่งจอมเวทย์ลงทัณฑ์ หลานลู่ ผู้ปกครองเปลวอัคคีและคำพิพากษาแห่งดินแดนฟ้าร้อง
ผู้นำวิหารแห่งจอมเวทย์ิญญา จินเย่ ผู้บัญชาการสัตว์อสูรและเสียงสะท้อนของจิติญญาอันไร้เสียง
ผู้นำวิหารแห่งจอมเวทย์แสงเรืองรอง โซเฟีย ผู้แบกรับความสว่างไสวอันเป็ความหวังสุดท้ายของมวลมนุษย์
ทั้งหกคนและพันธมิตรแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ตกลงใจที่จะทรยศและหักหลังตัวของโอดิน ผู้ที่ครั้งหนึ่งได้ถูกยกย่องให้เป็แสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์
เมื่อวันแห่งคำตัดสินมาถึง
กองกำลังผู้วิวัฒน์ระดับสูงแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้นำโดยผู้นำวิหารทั้งหก รวมกำลังพลลับได้เข้าจู่โจมตัวของโอดินในอาณาเขตแห่งนึงของโลก อาวุธยุทธ์ เวทมนตร์ และเจตจำนงที่ฟาดฟันกันแผ่สะท้อนจนฟ้าะเื แผ่นดินไหวระริก เส้นแบ่งมิติแตกสลาย
ทว่าท่ามกลางการโจมตีอย่างดุดันเ่าั้ โอดินกลับมิได้ตอบโต้ เขาไม่เคยสะบัดคทา ไม่เคยร่ายเวทสวน ไม่เคยแม้แต่จะเปล่งเสียงแห่งการล้างแค้น สิ่งเดียวที่หลุดออกจากริมฝีปากของเขาคือเสียงคำรามอันเต็มไปด้วยความเ็ปปนความสับสน
ชายผู้ที่ครั้งหนึ่งอาจสถาปนาเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นจากเถ้าธุลี
หยัดยืนอยู่เบื้องหน้าอารยธรรมทั้งหลาย กลับต้องเผชิญหน้ากับหอกและดาบของศิษย์และผู้คนที่ตนเคยโอบอุ้ม
“ข้าทำผิดสิ่งใดกัน..”
เขากู่ก้องออกมาท่ามกลางหมู่ศัตรูและอดีตสหาย
“ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อพวกท่านทั้งสิ้น.. เพื่อครึ่งหนึ่งของสายเืที่ไหลเวียนอยู่ในตัวข้า เพื่อความภาคภูมิใจที่ถูกมองว่าต่ำต้อยไร้ค่า!”
น้ำเสียงของเขาปลิวไหวไปตามสายลมแห่งหายนะ ดวงตาของโอดินเปล่งแสงเรืองรองแต่ก็เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตา เขายืนอยู่ท่ามกลางการรุมทำลายจากผู้คนที่เคยปกป้อง โดยไม่คิดแม้จะยกมือขึ้นต่อต้าน
เมื่อการโจมตีสิ้นสุดลง แผ่นดินรอบตัวโอดินกลายเป็เศษเสี้ยวของความพินาศ แผ่นดินหลายชั้นถูกบีบอัดเป็เพียงจุดศูนย์กลางเดียว
พลังของโอดินถูกทำให้หยุดนิ่งด้วยมนตราผนึกระดับสูงสุดที่เรียกว่าตราเจตจำนงหกทิศ เป็พันธนาการซึ่งผนวกเจตจำนงของผู้นำวิหารทั้งหกเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็ตราผนึกทั้งหกที่แผ่ขยายออกมาจากแท่นพันธนาการกลางวิหารศักดิ์สิทธิ์
เจตจำนงแต่ละทิศล้อมรอบและบีบอัดจิติญญาของโอดินไว้ด้วยโซ่แห่งแสงและเงา
ตราทั้งหกถูกสลักไว้เหนือผืนทรายของห้วงนิรันดร์ โดยเชื่อมต่อเข้ากับชีวิตของผู้นำวิหารแต่ละคน
ด้วยเหตุนี้ ตราผนึกจะไม่มีวันถูกทำลายได้หากชีวิตของพวกเขายังคงอยู่
โอดินถูกพันธนาการและปิดผนึกไว้ในใจกลางของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ถูกตัดขาดจากเส้นทางสู่ทรินิตี้เซเว่น ถูกลบชื่อออกจากบัญชีประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ทุกบันทึก ทุกตำนาน ทุกร่องรอยถูกสั่งให้ลบล้างโดยสมบูรณ์
หอคอยที่เคยเป็ปราการแห่งแสงกลายเป็พื้นที่ต้องห้าม วิหารแห่งต้นกำเนิดที่เคยสว่างไสวกลายเป็ความมืดที่ไม่มีแสงใดส่องผ่าน
แม้แต่นามของเขาก็กลายเป็คำต้องห้ามที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยอีกต่อไป จากชายผู้เป็แสงสว่างที่ส่องนำทางเผ่าพันธุ์มนุษย์ โอดินกลับกลายเป็เพียงตำนานเงียบงันในห้วงนิรันดร์ที่ถูกลืมเลือน ชื่อของเขาหายไปจากตำราศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน