“พี่หญิง เหตุใดจึงมาช้า ท่านไม่รู้หรือเ้าคะว่าพวกเราทุกคนกำลังรอท่านอยู่” ซูชิงหว่านถามพี่สาวอย่างไม่พอใจ
“ขออภัยที่ต้องให้รอเ้าค่ะท่านพ่อ ท่านแม่ หลินฮูหยิน” ซูหยุนหรานกล่าว “เพียงแต่ข้ารอชุดที่จะใส่ไปงานวันนี้อยู่นาน แต่สาวใช้ก็ไม่นำชุดมาให้ข้าสักที ข้าให้เซียงเซียงไปสอบถามจึงได้รู้ว่าเหลียนซินกำลังสวมใส่เสื้อผ้าของข้าอยู่เ้าค่ะ”
“เหลียนซินอย่างนั้นรึ?” ฮูหยินใหญ่หันไปมองซูชิงหว่าน “เหลียนซินไม่ใช่สาวใช้ที่อยู่ข้างกายเ้าหรอกหรือ เหตุใดนางถึงเอาเสื้อผ้าของหรานเอ๋อไปใส่ได้เล่า”
“สาวใช้ทำอะไรแล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเ้าคะ” ซูชิงหว่านหันไปฟ้องบิดา “ท่านพ่อ...ฮูหยินใหญ่พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ นาง้าใส่ความเพื่อให้ท่านพ่อตำหนิข้าใช่หรือไม่”
แม้ระยะนี้ซูจิ้นจงจะหันมาโปรดปรานฮูหยินใหญ่และไม่เคยไปค้างที่เรือนของหลินฮูหยิน แต่เมื่อเป็เื่ของลูกสาว เขาก็ยังรักและเอาใจลูกสาวคนเล็กมากกว่าลูกสาวคนโตอยู่ดี
“ช่างเถอะน่า! เสื้อผ้าแค่ไม่กี่ชิ้นยังจะทำให้เป็เื่ใหญ่” ซูจิ้นจงหันไปมองซูหยุนหรานอย่างไม่พอใจ “ไม่ใช่ว่าเ้าไม่มีเสื้อผ้าใส่เสียหน่อย หากไม่มีอะไรแล้วก็รีบขึ้นมาเถอะ เดี๋ยวจะไปร่วมงานเลี้ยงสายจนทำให้ผู้อื่นตำหนิ”
“ท่านแม่เ้าคะ ข้าสอบถามเหลียนซินมาแล้ว นางบอกว่าเป็น้องรองที่ยกชุดของข้าให้นางเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานบอกมารดา นางแค่้าลองใจและอยากดูว่ามารดาจะทำดีกับนางเหมือนที่เคยสัญญาไว้หรือไม่
และฮูหยินใหญ่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นางมองหน้าสามีก่อนจะหันมายิ้มให้ลูกสาว “แค่เสื้อผ้าชุดเดียวก็ยกให้สาวใช้ไปเถอะ กลับมาแม่จะตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เ้าสักหลายชุด แล้วยังจะให้เหลียนซินมาขอโทษเ้าด้วย”
“สาวใช้เอาชุดของเ้านายไปสวมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่โทษของนางเพียงแค่ต้องมาขอโทษข้าเท่านั้นหรือเ้าคะ” ซูหยุนหรานแสร้งก้มลงมองชุดของตนเอง “ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ในเมื่อทุกคนบอกว่าเสื้อผ้าที่คุณหนูใหญ่อย่างข้าสวมใส่อยู่เหมาะสมกับหน้าตาของจวนดีแล้ว เช่นนั้นข้าก็ไม่ติดใจเื่นี้แล้วเ้าค่ะ”
ซูหยุนหรานขึ้นบันไดไปนั่งบนรถม้าทันที
เมื่อทุกคนได้เห็นเสื้อผ้าที่ซูหยุนหรานสวม เสื้อผ้าชุดนี้ทั้งเก่าและซีด อีกทั้งแบบของชุดดูแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าชุดนี้เป็ชุดที่นางได้รับต่อมาจากผู้อื่น โดยเฉพาะซูจิ้นจงย่อมจำได้ เสื้อผ้าชุดนี้เป็ชุดที่หลินฮูหยินเคยใส่เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่งานเลี้ยงที่พระราชวังก็จวนจะได้เวลา หากเขาพาลูกสาวไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ร้านก็คงไม่ทัน แต่จะให้ลูกสาวเข้างานไปในสภาพนี้ ฝ่าาคงคิดว่าจวนสกุลซูกำลังดูิ่พระองค์อยู่เป็แน่
ซูชิงหว่านเป็เพียงผู้เดียวที่พอใจเมื่อเห็นสภาพของพี่สาว นางรีบกระซิบบอกบิดา “พี่หญิงแต่งกายเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันเ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าวันนี้จะมีประกาศสมรสพระราชทานให้พี่หญิงกับฉิงอ๋องหรือเ้าคะ แต่ไหนแต่ไรฉิงอ๋องก็ไม่เป็ที่โปรดปราน ข้าคิดว่านอกจากฝ่าาจะไม่ตำหนิ แต่พระองค์คงพอใจที่เราทำให้ฉิงอ๋องขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายด้วยเ้าค่ะ”
ซูจิ้นจงคิดตามคำของลูกสาวคนเล็กก็เห็นด้วย ฉิงอ๋องไม่เป็ที่โปรดปราน แต่เสียนอ๋องมีโอกาสขึ้นเป็รัชทายาท ข่มฉิงอ๋องไว้ั้แ่ตอนนี้ฝ่าากับเสียนอ๋องจะได้ไม่ขุ่นเคือง และหากเป็ไปได้ ลูกสาวคนโตคนนี้เขาก็ไม่อยากเก็บไว้ เพียงแต่เขายังหาโอกาสตัดสัมพันธ์กับนางไม่ได้ หรือเื่เครื่องแต่งกายวันนี้จะเป็โอกาสที่เขาจะตัดสัมพันธ์กับนางต่อหน้าผู้คน
ซูหยุนหรานไม่รู้ว่าบิดามีความคิดที่จะตัดสัมพันธ์กับนาง เพราะในใจนางก็กำลังคิดว่าจะใช้เื่นี้ตัดสัมพันธ์กับครอบครัวและทำให้คนตระกูลซูขายหน้าได้อย่างไรเช่นกัน เพราะอีกไม่ถึงสิบห้าวันก็จะถึงพิธีสมรสของนางกับฉินจื่อฉิงแล้ว นางไม่อยากเป็เ้าสาวที่แต่งออกจากสกุลซู นางอยากเป็เ้าสาวที่แต่งออกไปจากสกุลลั่ว
ซูเผิงที่เพิ่งกลับจากการเดินทางออกไปศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านกับสหายร่วมสำนักศึกษา ด้วยความสามารถด้านการเรียนและวิชาแพทย์ที่โดดเด่น อีกทั้งปีนี้ซูเผิงมีอายุครบสิบสี่ปีแล้ว ซูจิ้นจงจึงอยากพาลูกชายออกงานเพื่อให้ลูกชายเป็ที่รู้จัก เขาจึงให้ลูกชายไปร่วมงานเลี้ยงที่พระราชวังในครั้งนี้ด้วย
ซูเผิงมองเครื่องแต่งกายของพี่สาวคนโตก็ขมวดคิ้ว เขารู้มาตลอดว่าพี่สาวถูกคนในครอบครัวปฏิบัติไม่ดี แต่เขาเป็บุตรจึงไม่อาจไปก้าวก่ายการตัดสินใจของบิดาได้ รวมถึงหน้าที่จัดการเื่ในจวนล้วนเป็เื่ของสตรี ฮูหยินใหญ่กับมารดาจึงมีหน้าที่จัดการกับเื่นี้ได้อย่างเต็มที่ เขาเป็บุรุษจึงไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเื่หลังบ้าน
ซูหยุนหรานเห็นน้องชายต่างมารดามองมาที่ตนอยู่นานแต่ไม่พูดอะไร นางก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเช่นกัน ถึงอย่างไรเ้าของร่างเดิมกับพี่น้องก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว แต่เวลานี้หากซูหยุนหรานรู้ความคิดของน้องชาย นางคงด่าน้องชายว่าเป็พวกหัวโบราณคร่ำครึที่ไม่กล้าตัดสินใจแม้จะรู้ว่าสิ่งที่บิดามารดากระทำเป็สิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพียงเพราะความเชื่อที่ว่าบุรุษมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวและสตรีมีหน้าที่จัดการเื่ในจวน
เพียงแต่สายตาที่ซูเผิงมองมาที่นางมันช่างน่ารำคาญ ซูหยุนหรานจึงยิ้มถาม “น้องชาย เ้ามองข้าแล้วเอาแต่ขมวดคิ้วหมายความว่าอย่างไร เ้าคิดว่าข้าแต่งกายไปร่วมงานเลี้ยงไม่เหมาะสมใช่หรือไม่ แต่ข้าจะมีทางเลือกอะไร ในเมื่อเสื้อผ้าของข้าเป็พี่สาวเ้าที่ยกให้สาวใช้ไปแล้ว อีกทั้งท่านพ่อยังอนุญาตให้ข้าสวมเสื้อผ้าชุดนี้ไปร่วมงานเลี้ยงได้ แต่ไหนแต่ไรเ้าก็เชื่อฟังคำของท่านพ่อมากไม่ใช่หรือ เช่นนั้นเ้าก็ไม่ควรมองข้าด้วยสายตาแบบนี้สิ”
ซูหยุนหรานพูดออกไปในสิ่งที่คิดโดยไม่รู้ว่าคำพูดของนางแทงใจซูเผิงเข้าเต็มๆ เพราะความคิดของเขาก็เป็เช่นนี้ แต่ก็เป็อย่างที่พี่สาวพูด ในเมื่อบิดาเป็คนอนุญาตให้พี่สาวสวมเสื้อผ้าชุดนี้ไปร่วมงานเลี้ยงได้ แล้วเขายังจะพูดอะไรได้อีก
“ข้าขออภัยขอรับ” ซูเผิงกล่าวขออภัยอย่างสุภาพ แม้ในใจอยากจะบอกกับพี่สาวว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำของบิดา และเขาไม่ได้มีเจตนาจะมองพี่สาวด้วยสายตาตำหนิเช่นนั้น
“คุณหนูใหญ่ เ้าก็รู้ว่าเผิงเอ๋อของข้าเป็คนจิตใจดี แล้วทำไมเ้าถึงพูดกับเผิงเอ๋อด้วยน้ำเสียงเช่นนั้น เ้าคงไม่ได้ลืมไปแล้วใช่หรือไม่ว่าเผิงเอ๋อไม่ได้เป็บุตรของอนุที่ต้องถูกเ้ารังแกอีกแล้ว” หลินฮูหยินที่เวลานี้ได้ขึ้นเป็ฮูหยินเท่าเทียมอย่างถูกต้อง นางจึงไม่คิดจะเกรงใจผู้ใดอีก
“หลินฮูหยินกล่าวผิดแล้วเ้าค่ะ ไม่ว่าจะเป็เมื่อก่อนหรือตอนนี้ คนที่ถูกบุตรชายหญิงของท่านรังแกล้วนเป็ข้า ส่วนคำพูดเมื่อครู่ข้าก็ไม่เห็นว่ามันจะไม่เหมาะสมตรงไหน ข้าก็แค่อธิบายให้เขาฟังถึงสิ่งที่มันเกิดขึ้นเท่านั้น” ซูหยุนหรานหันไปมองมารดา จากความทรงจำของร่างเดิม มารดามีนางเป็บุตรเพียงคนเดียว อีกทั้งบิดายังมอบความรักทั้งหมดให้หลินฮูหยินและน้องสาวน้องชาย แม้มารดาของนางจะถือตำราแพทย์ของสกุลลั่วไว้ในมือ แต่ในใจลึกๆ มารดายังรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในตำแหน่งฮูหยินใหญ่อยู่ดี ดังนั้นมารดาจึงรักและตามใจซูเผิงด้วยเช่นกัน ซูหยุนหรานลองใจมารดาอีกครั้ง “ท่านแม่ ท่านก็คิดว่าข้าพูดกับน้องชายแรงไปใช่หรือไม่เ้าคะ”
“เผิงเอ๋อเป็คนสุภาพเรียบร้อย เจอท่าทางแข็งกร้าวของเ้าเข้าไป หากเขาจะใก็ไม่แปลก เ้าก็ขอโทษเขาเสียหน่อย” ฮูหยินใหญ่หันไปยิ้มให้ซูเผิง “เผิงเอ๋อ พี่หญิงใหญ่ของเ้าไม่ได้รับการอบรมที่ดี เอาไว้กลับจวนข้าจะอบรมนางใหม่ ส่วนเ้า... ข้าได้ยินมาว่ามีพู่กันกับแท่นฝนหมึกอย่างดีส่งมาจากแคว้นชิง ข้าจะพาเ้าไปซื้อพู่กันกับแท่นฝนหมึกอันใหม่ดีหรือไม่”
“ไม่เป็ไรขอรับ” ซูเผิงรีบปฏิเสธ “พู่กันกับแท่นฝนหมึกที่ส่งมาจากแคว้นชิงแม้จะเป็ของดีแต่ราคาก็สูงมากเช่นกัน สหายร่วมสำนักของข้าใช้เงินซื้อมาถึงชุดละสามร้อยตำลึง ข้าไม่จำเป็ต้องใช้ของมีราคาเช่นนั้นขอรับ”
ซูเผิงอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็ แต่ฮูหยินใหญ่กลับเข้าใจว่าที่เขาพูดออกมานั้นเพราะเกรงใจ “เ้ากลัวว่าข้าจะไม่มีเงินจ่ายหรือ ไม่เป็ไรหรอก ของราคาไม่กี่ร้อยตำลึงข้ายังจ่ายให้เ้าไหว หรือหากเ้ามีอะไรที่อยากได้เ้าก็บอกข้ามา ข้าจะซื้อให้เ้าหมดทุกอย่าง”
ซูหยุนหรานมองมารดาด้วยสายตาผิดหวังถึงที่สุด แม้จะรู้ว่ามารดาคงเปลี่ยนความคิดตัวเองไม่ได้ แต่นางก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
ซูชิงหว่านกลับตาไว นางเห็นสายตานั้นของพี่สาวทันที นางจึงยิ้มอย่างพอใจ “พี่หญิงอิจฉาที่ฮูหยินใหญ่จะซื้อของให้น้องชายข้าหรือ แต่ข้าคิดว่าท่านไม่จำเป็ต้องอิจฉา เพราะน้องชายของข้าคนนี้มีความสามารถ อีกทั้งฮูหยินใหญ่ไม่มีบุตรชาย ดังนั้นในอนาคตฮูหยินใหญ่จึงต้องพึ่งพาน้องชายของข้า หากนางจะเอาใจน้องชายข้าบ้างก็ไม่ใช่เื่แปลก ผิดกับท่านที่เป็คนไร้ความสามารถ ชาตินี้ทั้งชาติข้ายังไม่รู้ว่าท่านจะเป็พี่พึ่งของผู้ใดได้เลย”
“ฟังจากคำพูดของเ้าข้าก็เห็นด้วย อย่างไรบุตรชายย่อมพึ่งพาได้กว่าบุตรสาว แต่สกุลซูมีข้าเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวเสียเมื่อไหร่ เ้าก็เป็บุตรสาวเช่นกันไม่ใช่หรือ” ซูหยุนหรานหันไปยิ้มให้ซูชิงหว่าน “อย่างที่คำโบราณว่าไว้ บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออก ซึ่งทำอย่างไรก็ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ ข้าที่กำลังจะแต่งเข้าจวนฉิงอ๋อง ต่อไปข้าก็ต้องเป็คนของฉิงอ๋อง หรือต่อให้ตายข้าก็ตายเป็ผีของจวนฉิงอ๋อง ก็เหมือนกับเ้าที่ต้องแต่งไปเป็คนของจวนเสียนอ๋อง หรือเ้ายังคิดที่จะกลับมายุ่งวุ่นวายกับบ้านเดิมอยู่อีก เช่นนั้นก็ต้องดูว่าจวนเสียนอ๋องจะใจกว้างเพียงนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะเสียนกุ้ยเฟย หากพระนางรู้ว่าว่าที่ลูกสะใภ้จ้องแต่จะหาประโยชน์กลับให้บ้านเดิม พระนางจะมองลูกสะใภ้เช่นเ้าอย่างไร”
ซูชิงหว่านเหมือนกับกินแมลงวันเข้าไปทั้งตัว ประเดี๋ยวหน้าเขียวประเดี๋ยวหน้าซีดเพราะไม่อาจตอบโต้ซูหยุนหรานได้แม้แต่คำเดียว โดยเฉพาะซูจิ้นจงที่มองลูกสาวทั้งสองอย่างพิจารณา เขาเป็แพทย์หลวงมาหลายปีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสตรีในวังหลังแต่ละคนเป็อย่างไร ฉิงอ๋องที่ถูกแต่งตั้งให้เป็อ๋องนอกราชวงศ์ แม้ไม่มีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์ั แต่เขากลับใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
ผิดกับเสียนอ๋องที่อยู่ใน่แย่งชิงอำนาจกับบรรดาพี่น้องเพื่อจะก้าวขึ้นเป็รัชทายาท โดยมีเสียนกุ้ยเฟยคอยสนับสนุนอยู่เื้ั แต่เสียนกุ้ยเฟยมีนิสัยอย่างไร ความโเี้เืเย็นของพระนางเลื่องลือไปทั่ววังหลัง เื่นี้เขาย่อมทราบดี
หากซูชิงหว่านแต่งเข้าจวนเสียนอ๋องย่อมต้องปฏิบัติตามคำของเสียนกุ้ยเฟยอย่างเคร่งครัด แล้วที่เขาคาดหวังว่าสกุลซูจะได้รับประโยชน์จากการที่ลูกสาวคนเล็กได้แต่งไปเป็พระชายาเล่า มันจะเป็จริงได้หรือ
“ท่านพี่! ท่านอย่าไปฟังคำพูดของคุณหนูใหญ่สิเ้าคะ ข้าเชื่อว่าหว่านเอ๋อของเราย่อมทำให้ตระกูลซูเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน” หลินฮูหยินเดาได้ทันทีว่าสามีคิดอย่างไร นางรีบพูดแทนลูกสาว
ฮูหยินใหญ่ก็ใกับคำพูดตรงไปตรงมาของลูกสาวไม่แพ้กัน อีกทั้งที่ผ่านมาสามีก็เริ่มดีกับนางและยังมาค้างกับนางทุกคืน นางกลัวว่าสามีจะกลับไปเมินเฉยเหมือนแต่ก่อน นางรีบหันไปพูดกับซูหยุนหรานเสียงเข้ม “หากพูดดีไม่ได้ก็หุบปากไปเสีย!”
แม้ซูจิ้นจงจะคล้อยตามคำพูดของซูหยุนหราน แต่ด้วยความรักและความคาดหวังที่มีอยู่เต็มเปี่ยม เขายังคงเชื่อมั่นว่าซูชิงหว่านจะพาความก้าวหน้ามาสู่ตระกูลซูได้ “ข้าเชื่อว่าหว่านเอ๋อของเราทำได้”