ภายในหอสั่งการ ชั่วครู่หลังต้านทานทัพหลีหยางระลอกแรก ณ ด่านเฟิงหยา
บรรยากาศภายในหอสั่งการยังคงอึมครึมและกดดัน แม้จะสามารถขับไล่ทัพหลีหยางระลอกแรกกลับไปได้ แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าหวาดวิตก กำลังข้าศึกที่ล้อมอยู่ภายนอกยังคงมีมหาศาลราวกับมดดำในรัง แม่ทัพนายกองรายงานความสูญเสียและถกเถียงถึงยุทธวิธีรับมือต่อไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด องค์ชายใหญ่จ้าวหลิงเฟิงประทับยังที่ประธาน ทอดพระเนตรแผนที่การรบด้วยพระพักตร์เรียบเฉย หากแต่แววพระเนตรฉายประกายครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง พระอนุชาทั้งสี่พระองค์ประทับอยู่ด้วย แต่ละองค์มีสีหน้าและท่าทีที่แตกต่างกันไปตามอุปนิสัย บ้างกังวล บ้างหงุดหงิด บ้างก็แฝงแววตาแห่งการรอคอยโอกาส
"หากพวกมันทุ่มกำลังบุกเข้ามาอีกครั้งพร้อมกันทุกทิศทาง กำแพงเมืองของเราอาจต้านทานได้ไม่นานพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพชราผู้รักษาด่านกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล "กำลังพลเราเหลือน้อยเต็มที เสบียงและอาวุธก็ร่อยหรอลงทุกขณะ"
"เช่นนั้น ท่านแม่ทัพคิดว่าเราควรจะยอมจำนนงั้นหรือ?" องค์ชายรอง จ้าวอี้เฟิง ผู้มีท่าทีทะเยอทะยานอยู่เสมอ เอ่ยถามเสียงดัง กึ่งท้าทายถึงความสามารถขององค์ชายใหญ่ผู้เป็พี่
"การยอมจำนนไม่ใช่ทางเลือก!" จ้าวหลิงเฟิงตรัสขัดขึ้นทันที พระสุรเสียงหนักแน่นและเด็ดขาด "การตั้งรับเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการรอความตาย หนทางที่จะพลิกชะตาศึกครั้งนี้ได้ มีเพียงหนทางเดียว!" พระองค์เงยพระพักตร์ขึ้น สบตาพระอนุชาและเหล่าแม่ทัพนายกองทีละคน ก่อนจะประกาศแผนการอันท้าทาย "เราต้องบุก! แต่ไม่ใช่การบุกซึ่งหน้า หากแต่เป็การตัดหัวใจของศัตรู! ข้าเสนอ...ให้ลอบเข้าค่ายสังหารแม่ทัพใหญ่หลีหยางเสีย!"
คำประกาศนั้นสร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งห้องประชุม!
"สังหารแม่ทัพใหญ่?" องค์ชายสาม จ้าวหย่งเจี๋ย ผู้สุขุม ร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ "เสด็จพี่! ค่ายศัตรูมีทหารนับหมื่น การป้องกันต้องแ่า ยากจะแทรกซึมเข้าไปได้! นี่มันเสี่ยงเกินไปพ่ะย่ะค่ะ!"
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! หากล้มเหลว ไม่เพียงแต่ผู้ที่ไปจะต้องตายเปล่า แต่ขวัญทหารทั้งกองทัพก็จะหมดสิ้น!" องค์ชายสี่ จ้าวิซวน ผู้ขี้ขลาด กล่าวสนับสนุนด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
"แล้วพวกท่านมีความคิดที่ดีกว่านี้หรือ?" จ้าวหลิงเฟิงตรัสถามกลับ แววพระเนตรคมกริบมองไปยังเหล่าพระอนุชา "หรือจะให้นั่งรอความตายอยู่ที่นี่?"
องค์ชายทั้งสี่ต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าเสนอตัวหรือหาญกล้าพอที่จะรับภารกิจเสี่ยงตายเช่นนี้ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุม บรรยากาศยิ่งกดดันหนักหน่วงกว่าเดิม
ในขณะนั้นเอง เฟยหลง ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เื้ัองค์ชายใหญ่มาตลอด ก็ค่อยๆ ก้าวออกมาข้างหน้า แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "ฝ่าา" น้ำเสียงของเขาเรียบสงบ แต่กลับดังกังวานชัดเจน "หากนี่คือหนทางเดียวที่จะรักษาด่านเฟิงหยาและชีวิตทหารหาญทั้งหลายไว้ได้... และหากฝ่าาทรงตัดสินพระทัยจะดำเนินแผนการนี้แล้ว... กระหม่อมขออาสาติดตามฝ่าาไปปฏิบัติภารกิจนี้... แม้จะต้องไปกันเพียงลำพังก็ตาม พ่ะย่ะค่ะ"
คำประกาศอาสานั้นทำให้ทุกคนหันไปมองเฟยหลงเป็ตาเดียว โดยเฉพาะจ้าวหลิงเฟิง พระองค์ทอดพระเนตรจอมยุทธ์หนุ่มด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งความซาบซึ้งในความภักดีอันไม่หวั่นเกรงต่อความตาย และความกังวลในความเสี่ยงอันใหญ่หลวงที่รออยู่เบื้องหน้า "เฟยหลง... เ้า... เ้ารู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด?"
"กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ" เฟยหลงตอบโดยไม่ลังเล สบพระเนตรองค์ชายใหญ่อย่างแน่วแน่ "แต่กระหม่อมเชื่อในแผนการของฝ่าา และเชื่อมั่นในวรยุทธ์ของตนเอง"
"ข้าเชื่อในตัวเ้า... และเชื่อว่าเราสองคนทำได้" จ้าวหลิงเฟิงตรัสตอบในที่สุด พระสุรเสียงแฝงความรู้สึกผูกพันอันลึกซึ้ง ความไว้วางใจที่ทรงมีต่อเฟยหลงในยามนี้ มีมากกว่าพระอนุชาร่วมสายเืเสียอีก
"แต่เสด็จพี่! ท่านจะเข้าไปกันเพียงสองคนได้อย่างไร!" องค์ชายสามยังคงคัดค้าน
"ข้ามีวิธีเพคะ!" เสียงใสๆ ที่ไม่ควรจะดังขึ้นในห้องประชุมศึกานี้ ทำให้ทุกคนหันไปมองด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง องค์หญิงน้อยจ้าวเยว่ซินในคราบทหารเกณฑ์เดินฝ่าวงล้อมเข้ามา นางถอดหมวกออก เผยโฉมหน้าที่แท้จริง
"เยว่ซิน! นี่เ้า!" จ้าวหลิงเฟิงกำลังจะเอ่ยปากตำหนิ แต่ก็ถูกน้องสาวพูดตัดบทเสียก่อน
"เสด็จพี่อย่าเพิ่งดุหม่อมฉันเลยเพคะ ฟังแผนของหม่อมฉันก่อน!" เยว่ซินกล่าวอย่างรวดเร็ว "การควบม้าหรือลอบเดินเท้าเข้าไปย่อมถูกจับได้ง่าย แต่ถ้าเรา... บินข้ามไปเล่าเพคะ?" นางเล่าถึงความคิดเื่ "ว่าวขนาดั์" ที่ได้ยินมาจากทหารช่าง และเสนอแผนการอันเหนือจินตนาการในการใช้ว่าวบรรทุกองค์ชายใหญ่และเฟยหลงบินข้ามกองทัพศัตรูในยามพลบค่ำ เพื่อลอบเข้าโจมตีจากด้านหลังค่ายบัญชาการ!
เหล่าองค์ชายและแม่ทัพนายกองต่างคิดว่ามันเป็แผนที่เพ้อฝันและเหลวไหลสิ้นดี แต่จ้าวหลิงเฟิงและเฟยหลงกลับมองเห็นประกายความเป็ไปได้ในนั้น โดยเฉพาะเฟยหลง ผู้มีวิชาตัวเบาและพลังลมปราณสูงส่ง การควบคุมว่าวและร่อนลงอย่างเงียบเชียบนั้น แม้จะยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้เสียทีเดียว
"เป็แผนที่เสี่ยง แต่ก็น่าลอง" เฟยหลงทูลสนับสนุนความคิดขององค์หญิง
"ดี!" จ้าวหลิงเฟิงตัดสินพระทัยขั้นเด็ดขาด "เช่นนั้นเราจะใช้แผนนี้!" พระองค์หันไปทางพระอนุชาทั้งสี่ "พวกเ้ามีหน้าที่สำคัญยิ่งกว่า คือต้องตรึงกำลังทัพหลีหยางไว้ที่หน้าด่านนี้ให้ได้ ั้แ่บ่ายจนถึงพลบค่ำ ทำให้พวกมันพะวงอยู่กับการรบที่นี่ ห้ามให้พวกมันระแคะระคายถึงแผนการลอบสังหารเป็อันขาด! ส่วนข้ากับเฟยหลง เมื่อถึงยามพลบค่ำ เราสองคนจะออกไปจัดการกับแม่ทัพหลีหยางเอง!"
พระราชโองการสุดท้ายเปี่ยมด้วยอำนาจและความเด็ดเดี่ยว แม้เหล่าพระอนุชาจะยังมีสีหน้าไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านอีกต่อไป แผนการเสี่ยงตายที่เดิมพันด้วยอนาคตของแคว้นเจียนเซียนได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว โดยมีเพียงองค์รัชทายาท จอมยุทธ์หนุ่มผู้ลึกลับ และองค์หญิงน้อยเ้าปัญญาเท่านั้น ที่เป็ผู้ขับเคลื่อนความหวังอันริบหรี่นี้...