อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 47 การประลองเมืองบุปผาแดง (2)

    ตอนที่ 47


    ระหว่างที่ ซุน กำลังตกอยู่ในภวังค์สมาธิ...จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงแรงที่กดลงมาบนฝ่าเท้าอย่างรุนแรง ประหนึ่งมีคนทิ้งน้ำหนักทั้งร่างลงมาเป็นเหตุให้ภวังค์เหล่านั้นถูกทำลายจากสมาธิที่สูญเสียไป...

     

    ซุนใบหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงความเจ็บปวดใด ๆ หันมองเพียงปลายเท้าตน ก็พบว่ากำลังถูกเท้าของอีกฝ่ายเหยียบพลางขยี้โดยเจตนา...

    “ไง...เจ้าเด็กบ้านนอกแบกศิลา เจอกันอีกแล้วน่ะ...” หานเฉียง เค้นเสียงพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้โดยอาศัยร่างที่สูงใหญ่และกำยำยิ่งกว่า... ซึ่งผู้ที่กำลังเหยียบเท้าของ ซุนก็มิใช่ใครอื่นนอกจากเด็กหนุ่มผู้นี้...

     

    อีกทั้งนอกเหนือจากหานเฉียง แล้ว ซุนยังเห็นกลุ่มผู้เยาว์อีกหลายคน ตีวงโอบล้อมกระชับเข้ามา รอยยิ้มของแต่ละคนล้วนดูชั่วช้าคล้ายกำลังกดดันกลั่นแกล้ง ส่อเจตนาร่วมกับ หานเฉียง...

     

    ซุนกดหัวคิ้วต่ำลง... ก่อนจะใช้กำลังยกเท้าตนเองขึ้น ในสภาพที่ หานเฉียง ทิ้งน้ำหนักลงมาอย่างง่ายดายเพราะเมื่อเปรียบกันแล้ว น้ำหนักตัวของ หานเฉียง ยังไม่ถึง 1 ใน 4 ส่วนของขวานศิลา ที่ ซุน แบกเอาไว้ด้วยซ้ำ

     

    ร่างของผู้กำยำตัวโตลอยสูงขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ หานเฉียง เสียหลักเกือบจะหน้าคะมำลงที่พื้น... ใบหน้าของ หานเฉียงบิดงอไม่คิดว่าตนจะถูกยกลอยขึ้นในสภาพเช่นนั้นได้ ปักใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่เป็นเพราะพละกำลังของอีกฝ่ายแต่คิดว่า เหยาซุน น่าจะใช้กลอุบายบางอย่าง...

     

    “บัดซบ!!”

     

    หานเฉียงกำหมัดแนบแน่นขึ้น...

    จังหวะนั้นก็ได้มีเสียงกระแอมด้านหลักย้ำเตือนสติ...

     

    หานเฉียงมองเห็นสายตาของยอดฝีมือสวมชุดมือปราบ มีปลอกแขนองครักษ์ตระกูลฉี หนึ่งในผู้รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในระแวกนี้เขม็งมองมา...หาก หานเฉียง ก่อความวุ่นวายขึ้น หรือมีการปะทะนอกเวทีประลอง ผู้ที่ริเริ่มก่อนจะถูกตัดสิทธิการแข่งในทันทีตามกฎการประลอง...

     

    จุดที่ซุน และ หานเฉียง อยู่ในตอนนี้ คือจุดรวมผู้เข้าร่วมแข่งขัน ที่ยังไม่ได้ขึ้นบนเวทีดังนั้นการพบเจอกันของทั้งคู่ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... หานเฉียง นับเป็นผู้มีอิทธิพลในหมู่ผู้เยาว์มากที่สุดในเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ต่อให้ผู้เยาว์คนอื่น ๆ มาจากต่างขุมกำลัง สุดท้ายก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกสมุนของหานเฉียง ทั้งสิ้น การจะควานหาตัว ซุน ในกลุ่มคนนับร้อยก็มิใช่เรื่องยากเย็น...

     

    “นับว่าเจ้ากล้ามากที่ประกาศว่าตนจะชนะเลิศในการประลองนี้... แสดงว่าเจ้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยงั้นสินะเมื่อ 10 วันก่อน หากไม่มี แม่นางฉี เข้ามาห้ามไว้ล่ะก็(ตอนที่ 33) มีหรือที่เจ้าจะยังมีโอกาสยืนประจันหน้าข้าในตอนนี้ได้...” หานเฉียงเค้นเสียงดุดัน

     

    ซุนเกาศีรษะ เล็กน้อยแสดงสีหน้าครุ่นคิด...

    “นั่นสินะข้าคงไม่เห็นเจ้าอยู่ในสายตาจริง ๆ ทั้งที่เจ้ากำลังประกาศปาว ๆพ่นวาจาไร้สาระอยู่เบื้องหน้าข้าในตอนนี้ แต่มันก็ยังทำให้เข้านึกหน้าเจ้าไม่ออกเลยว่าข้ากับเจ้าพบเจอกันเมื่อใด?! ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรนะ หากอยากให้ผู้อื่นเป็นที่จดจำ ใยมิแขวนป้ายชื่อไว้ที่คอเล่า?!”

     

    หานเฉียงถลึงตาขึ้นทันที เดือดดาล

    “สารเลว!! ไว้เราจะได้เห็นดีกัน!!”

     

    หานเฉียงจำเป็นต้องถอยจากไป เพราะหวั่นเกรงว่าจะระงับโทสะตนเองไม่ได้... หากพลั้งเผลอสังหารซุน ทิ้งในตอนนี้ซึ่งมิใช่บนเวทีประลองจะถือว่าผิดเงื่อนไขการเดิมพัน ตระกูลหาน อาจจะต้องรับผิดชอบทั้งหมด...

     

    เหล่าลูกสมุนยังคงล้อมหน้าล้อมหลังหานเฉียง ตามประสาผู้มีอิทธิพล...

    “พวกเจ้าทั้งหมดจงลอบกระจายข่าวออกไปในหมู่ผู้เข้าประลอง...หากใครสามารถจัดการกับเจ้าบ้านนอกแบกศิลานั่นได้ ข้ายินดีจะจ่ายให้คนผู้นั้น หนึ่งแสนเหรียญทองเทียบเท่ารางวัลชนะเลิศในการประลองครั้งนี้!!” หานเฉียง สั่งการเหล่าลูกสมุนที่ติดตาม

     

    แน่นอนว่ามันได้กระตุ้นให้ทุกคนเบิกตากว้างในทันทีการเอาชนะคนเพียงคนเดียว กลับมีเงินรางวัลเทียบเท่าการชนะเลิศ ใครบ้างจะไม่สนใจ...เพียงไม่นานข้อมูลนี้ก็แพร่กระจายในหมู่ผู้เยาว์ที่เข้าประลองเกือบทั้งหมด สายตาของทุกคนค่อยๆ จับจ้องมายัง ซุน ประหนึ่งเหยื่อที่มีค่าหัวมหาศาล...

     

    แต่ด้านเจ้าตัวหาได้สนใจไม่...

    ยังคงชมการประลองต่อไป...

     

    “เจ้านี่ชื่นชอบสร้างความวุ่นวายไม่เปลี่ยนเลยนะ...ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มขึ้นเวทีแท้ ๆ แต่เจ้าได้กลายเป็นศัตรูกับผู้เยาว์ทุกคนในเมืองนี้เป็นที่เรียบร้อย...”เสียงของหญิงสาวแว่วดังมาด้านหลัง ก่อนจะพบว่าคนผู้นั้น ฉีลู่ชิง สาวงามอันดับ 1ของเมืองบุปผาแดง ทั้งยังเป็นหนึ่งในตัวเต็งการประลองในครั้งนี้

     

    ซุนเผยรอยยิ้มเจือจาง...

    “เรื่องวุ่นวายมันเป็นฝ่ายชื่นชอบข้าเองต่างหาก... แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มองข้าเป็นศัตรูอย่างน้อยก็มีเจ้าคนหนึ่งมิใช่หรือ ที่เป็นมิตรกับข้า?!”

     

    นางสาวส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความเอือมระอา สืบเท้าเข้ามาชมการประลอง ข้าง ๆ ซุน...

    “แต่ข้าจะไม่ออมมือแน่หากต้องเผชิญหน้ากับเจ้าบนเวที...”

     

    “แต่ข้ายินดีจะออมมือให้เจ้าหากในตอนที่เผชิญหน้ากัน เจ้ายอมปลดผ้าที่ปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งของเจ้าออก...” เด็กหนุ่มกล่าวเหน็บแนมตามประสา

     

    นางขมวดคิ้วเล็กน้อย...แต่ก็ไม่กล่าวสิ่งใดตอบโต้ นางยังคงเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง แน่นิ่งดุจศิลา บุคลิกและอุปนิสัยของนางช่างแตกต่างกับ ซ่งจื่อฮุ่ย ชนิดที่ว่าคนละขั้วกันเลย... แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่ล้วนมีไม่แตกต่างคงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เพศตรงข้ามรู้สึกอยากเข้าหา แม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงมากเพียงใดก็ตามที...

     

    หนึ่งชั่วยามผ่านไป(2 ชั่วโมง)

     

    การประลองในรอบแรกจบสิ้นไปแล้วว่า60 สายประลอง ตัวแทนผู้เยาว์จำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะเปล่งประกายเหนือผู้ใด...โดยมากผู้ที่ผ่านเข้ารอบจะเป็นผู้เยาว์ในชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินทั้งสิ้นการประลองรอบแรกมิต่างจากการคัดสรรค์ผู้ที่เหมาะสมแท้จริง...

     

    ฉีลู่ชิงและ หานเฉียง ผ่านรอบแรกได้โดยไร้รอยขีดข่วนตามที่ทุกคนคาดไว้...ทั้งสองใช้เวลาในการเอาชนะเพื่อผ่านเข้ารอบ ด้วยเวลาอันสั้นไม่ถึงหนึ่งร้อยอึดใจเท่านั้นสืบเนื่องด้วยชื่อเสียงของทั้งสองล้วนเป็นที่ครั่นคร้ามน้อยคนนักที่จะกล้าเผชิญหน้า เพียงแค่รู้ว่าต้องอยู่สายประลองเดียวกับ ฉีลู่ชิงและ หานเฉียง กลุ่มผู้เข้าแข่งขันกว่าครึ่งก็สมัครใจถอนตัวในทันที ไม่เสี่ยงพบเจออาการบาดเจ็บ...

     

    “ผู้เข้าประลองในสายที่64 เชิญขึ้นเวที” กรรมการประกาศขึ้น...

     

    ข่าวลือเรื่องการเดิมพันของตระกูลหานและ ตระกูลซ่ง ได้แพร่กระจายออกไปแล้วในหมู่ชาวเมือง มันยิ่งทำให้หลายคนจับตามองผู้เยาว์แปลกหน้านามเหยาซุน ตัวแทนตระกูลซ่งเป็นพิเศษ!! เพราะผลลัพธ์ในการต่อสู้ของ เหยาซุน สามารถกำหนดทิศทางของสองตระกูลใหญ่ได้เลย

     

    ซุนเดินแหวกกลุ่มผู้เข้าประลอง ขึ้นเวทีเป็นคนแรก ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จดจ้องมองตัวของ ซุน มิต่างบ่อเงินบ่อทอง เพียงแค่จัดการ ซุน ได้ก็จะได้รับค่าหัวเทียบเท่ารางวัลชนะเลิศ!! อีกทั้ง ซุนยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในการแบกขวานศิลาไว้บนหลัง ต่อให้ไม่ต้องกวาดตามองหาก็ยังระบุตัวได้ง่ายดาย...

     

    หานเฉียงแสยะยิ้มขึ้น...

    “เศษสวะหยั่งเจ้า...ไม่จำเป็นต้องถึงมือข้าด้วยซ้ำไป!!”

     

    เวทีประลองที่ผ่านๆ มา ที่ทุกคนล้วนกระจายตำแหน่งระแวดระวังรอบด้าน... แต่ทว่า บนเวทีประลองในสายที่64 นี้ มีการแบ่งแยกตำแหน่งเพียงสองส่วนอย่างชัดเจน!! ซุน ยืนอยู่เพียงลำพังเท่านั้นส่วนผู้เยาว์ที่เหลืออีก 12 คน กระจุกรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ส่งสายตาส่อเจตนาชัดเจนพร้อมอาวุธหลากหลายประเภทในมือ...

     

    ถึงแม้ว่าผู้เข้าประลองทั้งหมดในรอบแรกนี้จะรุมเล่นงาน ซุน คนเดียว แต่การทำเช่นนี้ ไม่นับเป็นการผิดกฎ... ขอเพียงผลลัพธ์ที่ออกมาปรากฏตัวแทนคนสุดท้ายก็ถือว่าเป็นการประลองที่สมบูรณ์...

     

    บนอัฒจันทร์หลักที่นั่งพิเศษ...

     

    ชายชราซ่งไห่เฟิง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น... โดยมีหญิงสาว ซ่งจื่อฮุ่ย นั่งรับชมการประลองอยู่เคียงข้างสีหน้าของหญิงสาวไม่รู้ดีนัก สองมือกุมกันไว้แนบแน่น คล้ายนางกำลังสวดภาวณาต่อสวรรค์ให้คุ้มครอง ซุน อีกแรง...

     

    ด้านหานเต้าหยี แสยะยิ้มลูบปลายคางเบา ๆ ชายชราย่อมทราบเรื่องที่บุตรชายแพร่กระจายค่าตัวของซุน ออกไป เพราะตนคือผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง...

    “หานเฉียงทำได้ดีมาก สมเป็นบุตรข้า...”

     

    เจ้าเมืองฉีเฟยเทียน เผยรอยยิ้ม แววตาดูให้ความสนใจอย่างยิ่ง...

    “ช่างน่าสนุกจริงๆ เหยาซุน ถูกเพ่งเล็งตามที่คาดไว้ อยากรู้ยิ่งนักว่าเจ้าเด็กคนนั้นมันจะรับมือกับสถานการณ์เยี่ยงไร...เฟยหลง เจ้ามีความเห็นยังไงงั้นหรือ?!” เจ้าเมือง เอ่ยถามบุตรชาย ผู้นำตระกูลฉี

     

    ฉีเฟยหลงจดจ้อง ซุน บนเวทีไม่วางตา พิจารณาก่อนจะกล่าว...

    “พยัคฆ์แท้จริง...ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บซ่อนรัศมีแห่งพยัคฆ์”

     

    บนเวทีประลอง...

     

    เกร้ง! เสียงโซ่ตรวนที่พันรอบตัวค่อยๆ ถูกปลด ก่อนที่ ซุน จะจับด้ามขวานศิลาด้วยสองมือแนบแน่น แววตาของเด็กหนุ่มสาดประกายรัศมีออร่าเจือจางแผ่ล้น บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมรับมือทุกชั่วขณะ

     

    เหล่าผู้เยาว์นับสิบเบื้องหน้าอดไม่ได้ที่ผงะไปเล็กน้อย...

     

    “ยะ...อย่าไปกลัวมัน!!ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นแรก ไม่มีทางรับมือพวกเราทั้งหมดพร้อมกันได้อีกทั้งน้ำหนักของขวานศิลานั่นคงไม่ใช่น้อย การถือไว้ในมือย่อมทำให้มันไม่อาจใช้วิชาตัวเบาหลบหนีการโจมตีที่ถาโถม!!” หนึ่งในลูกสมุนของ หานเฉียง แผดเสียงขึ้นปลุกระดม

     

    กรรมการบนเวทีหันมองความพร้อม... ก่อนจะยกมือขึ้นเป็นสัญญาญ...

    “เริ่มการประลองได้!!”

     

    สิ้นเสียงกรรมการกลุ่มผู้เยาว์นับสิบก็แผดเสียงคำรามด้วยความฮึกเหิม เงินนับแสนเหรียญมองกองอยู่ตรงหน้ารอการไขว่คว้าจากพวกมัน ทุกผู้ยกชูอาวุธทะยานร่างพุ่งตรงเข้าหา ซุน ในทันที ประหนึ่งกองกำลังขนาดย่อม...

     

    เด็กหนุ่มและขวานศิลาในมือยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง... จิตใจไม่สั่นคลอนแม้ถูกรายล้อม สายตาของ ซุน มิได้มองที่ใบหน้าหรือศาสตราในมือของคู่ต่อสู้แม้แต่น้อยสิ่งที่ ซุน กำลังจับจ้องคือปลายเท้าที่กำลังวิ่งเข้ามา...

     

    อีก10 ก้าว... อีก 7 ก้าว... อีก 5 ก้าว... อีก 3 ก้าว...

     

    อีกหนึ่งก้าว!!

     

    ปลายศาสตราของทุกคนห่างจากซุน เพียงหนึ่งคืบ...

    แต่พวกมันก็ได้เข้าสู่ระยะของซุน เป็นที่เรียบร้อย...

     

    “ปัดกวาด!!”

     

    ตูม!!

     

     ซุน กวัดแกว่งขวานศิลาออกไปเพียงครั้งก่อเกิดพลังทำลายอันมหาศาล... ศาสตราเบื้องหน้าที่หันชี้มายัง ซุน ล้วนแล้วแต่แตกหักหมดสภาพคามือของเหล่าผู้เยาว์ที่พุ่งเข้ามา!! อีกทั้งความน่ากลัวของเพลงขวานวายุ ยังทำให้ก่อเกิดกระแสลมที่กรรโชกรุนแรงพุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างของผู้เยาว์นับสิบ จนลอยสูงเหนือพื้นดินกว่าจะตกลงเบื้องล่าง มันก็มิใช่พื้นเวทีประลองอีกต่อไป

     

    กลุ่มผู้เยาว์นับสิบตกจากเวทีภายในการกวัดแกว่งขวานศิลาเพียงครั้งเดียว...

     

    “!!!!!!!!!!!!” รอบข้างสนามประลองพลันเงียบงัน ทุกคนตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็นจนแทบหลงลืมวิธีการหายใจทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากชนิดที่ว่าหากผู้ใดกะพริบตาในช่วงเวลานั้นก็เท่ากับพลาดโอกาสที่จะเห็นฉากตัดสิน

     

    ซุนเผยรอยยิ้มเจือจาง กวัดแกว่งขวานศิลาเบา ๆ ก่อนจะปักปลายขวานลงที่พื้นเวที เกิดแรงสั่นสะเทือนไปรอบๆ จากน้ำหนักของขวานศิลา ใช้เรียกสติผู้ที่ตกตะลึง...

    “กรรมการ...ผลการประลองเล่า?!”

     

    กรรมการบนเวทีเบิกตากว้างขึ้น ตกตะลึงจนหลงลืมหน้าที่...

    “กะ...การประลอง สายที่ 64 เหยาซุน ตัวแทนจากสำนักขวานวายุตระกูลซ่งผ่านเข้ารอบ!!”

     

    เฮ้!!! เสียงกู่ร้องรอบเวทีจากชาวเมืองนับหมื่น กระหึ่มขึ้นในพริบตา

     

    ............................................