นอกจากหนิงเฟยหลงต้องการฝึกฝนกระบี่แล้วที่สำคัญอีกอย่างคือการฝึกความเข้าใจเจตจำนงนั่นจะช่วยเสริมศักยภาพการต่อสู้ให้เป็นอย่างมาก
ยอดฝีมือคนเถื่อนกลายเป็นที่รับคมมีดให้กับชายหนุ่มไปแล้วนี่ย่อมเป็นเรื่องดีหนิงเทียนเองก็เห็นด้วยนอกจากจะเป็นการฝึกปรือฝีมือหลานชายแล้วยังช่วยให้หาจุดอ่อนของพวกคนเถื่อนไว้ได้ด้วย นี่ย่อมเป็นผลดีไร้ผลเสียไยต้องห้ามปราม
แต่ความสำเร็จในตอนนี้กลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของชายหนุ่มเท่าไหร่นักแม้ว่าจะมีวิชากระบี่ เปลวเพลิงสีชาดเป็นพลังโจมตี ร่างลมหวนก้ามชมจันทร์ใช้หลบหลีก แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอแน่นอนว่าเขาคงไม่สนใจวิชาป้องกันเท่าใดนักเนื่องจากความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อร่างกายเขาแข็งแรงกว่าคนเถื่อนด้วยซ้ำไป
แต่ที่เขาสนใจคือจะเพิ่มการโจมตีที่รุนแรงได้อย่างไร ?กระบี่กับเพลิงย่อมสร้างการโจมตีได้ไม่ยากแต่เป็นการโจมตีที่หลากหลายยากจะจบศึกที่ดุเดือดหากว่าไม่มีกระบี่วิญญาณจะทำอย่างไร ? จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาบิดาและท่านปู่
“หลงเอ๋อร์วิชาของตระกูลเราแน่นอนว่าต้องเป็นวิชาฝ่ามือทว่าฝ่ามือทลายบรรพตนี้มีข้อข้อจำกัดมากมาย แต่ก็เป็นวิชาที่ทรงพลังที่สุดตราบใดที่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพก็ไม่อาจสำแดงพลังของมันออกมาได้”หนิงเทียนอธิบาย หนิงเฉิงก็พยักเห็นด้วยพลางหันมามองบุตรชายด้วยความอบอุ่น
หนิงเฟยหลงมีสีหน้าที่ผิดหวังเล็กน้อยกำลังจะเอ่ยปากทว่าหนิงเทียนกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ข้อจำกัดหลัก ๆ คือ พลังกาย และพลังลมปราณหากว่ามีทั้งสองอย่างนี้มากพอก็สามารถแสดงพลังฝ่ามือออกมาได้”หนิงเทียนมองหลานชายอย่างเอ็นดู พลางยกมือลูบศีรษะเบา ๆหนิงเฟยหลงรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจใบหน้าก็เผยรอยยิ้มที่มีความสุขออกมาอย่างไม่ปิดบังในที่นี้หาได้มีใครอยู่นอกจากทั้งสาม หนิงเทียนจึงไม่ใคร่ใส่ใจการกระทำเท่าใดนัก
หนิงเฟยหลงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดทำท่าขึงขังแววตาแสดงความมุ่งมั่นเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นว่า “ท่านปู่ท่านพ่อ ข้าอยากลองดู ขอพวกท่านช่วยส่งเสริมด้วย !”
หนิงเทียน และหนิงเฉิงลังเลเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ยับยั้งอีก “ดี ! เช่นนั้นปู่จะเป็นคนสอนเจ้าเอง”
อันที่จริงแล้วหนิงเฟยหลงเคยศึกษามันมาอยู่บ้างก่อนหน้านี้หลังจากที่เขาแอบคัดลอกบันทึกไว้เมื่อคราที่ได้เข้าไปในหอสมุดตระกูลชั้นบนสุด ต่อมาก็ลองศึกษาดูพบว่าไม่อาจทำความเข้าใจได้แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนเปลี่ยนมาทำการศึกษาก้ามชมจันทร์แทน
แต่เวลานี้มันจำเป็นต้องหาทักษะโจมตีที่ทรงพลังไม่มีวิชาไหนจะเหมาะสมเท่ากับวิชานี้อีกแล้วจึงตั้งใจมาถามไถ่หาวิชา แต่ที่จริงคือขอคำชี้แนะจากปู่ และบิดาโดยตรง จากประสบการณ์ของท่านทั้งสองน่าจะแนะนำตนได้ดีกว่าศึกษาเอง
หนิงเทียนเริ่มแสดงให้ดูท่านยกฝ่ามือขึ้นแล้วผลักออกอย่างสบาย ๆเงามายาบรรพตประทับฝ่ามือกระแทกไปยังน้ำตกจำลองภายในจวนมันถูกบดขยี้บี้แบนในพริบตา
“เจ้าเห็นอะไร ?” หนิงเทียนเอ่ยถามพลางยิ้มให้กำลังใจหลานชาย
หนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบทันทีใช้เวลานี้ครุ่นคิดประมวลภาพฝ่ามือ “ภาพมายา ?”
“ยังไม่ถูกงั้นดูใหม่” คราวนี้หนิงเทียนเล็งไปยังพื้นดินฟาดฝ่ามือประทับลงไป ภาพภูเขาที่มีนิ้วทั้งห้าก็ยังปรากฏทันซ้อนเช่นเดิม
“คราวนี้เจ้าเห็นอะไร ?”
“ภูเขา” หนิงเทียนพยักหน้าเบา ๆ คล้ายชื่นชมด้วยการสังเกตของเขาย่อมรู้ว่าหนิงเฟยหลงเริ่มเข้าใจแล้ว
‘นี่มันจะง่ายเกินไปหน่อยหรือไม่ ? มองอย่างไรก็เป็นภูเขาวิชาอันลึกล้ำมีความพิสดารเพียงแค่นี้ย่อมเป็นไปไม่ได้’หนิงเฟยหลงขบคิด
หนิงเทียนไม่ได้รีบร้อนให้หลานชายเข้าใจในทันที“หลงเอ๋อร์เจ้าก็ทำความเข้าใจที่นี่ไปก่อน ปู่และบิดาของเจ้ายังมีธุระ”หนิงเฟยหลงประสานมือโค้งคารวะส่งปู่ บิดาอย่างนอบน้อมแล้วกลับมาจดจ่อที่รอยฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ประทับลึกไปบนพื้นดิน
“ภูเขา...ภูเขา ฝ่ามือภูเขา ทำไมถึงหนักอึ้งได้ถึงเพียงนั้นแม้นว่าหัตถ์นั้นจะหนักเพียงใด ก็ไม่น่าดุดันถึงเพียงนี้ได้ อืม...”
ชายหนุ่มเดินวนรอบฝ่ามือ แต่ก็ยังไม่บังเกิดความคิดแจ่มแจ้งจึงลงนั่งจ้องตาเขม็งอยู่หลายชั่วยาม ทว่าสมองกลับตื้อตันนัก ขบคิดสิ่งใดไม่ออกเขาคิดแบบแยบคายแต่ก็ดูจะคิดมากไป จึงปล่อยวางความคิดนำมือวางสัมผัสฝ่ามือใหญ่
ตึง !
เสียงดังสนั่นประหลาดปรากฏขึ้นในหัวสมอง ใบหน้าเหยเกโดยพลัน แววตาสั่นไหวมุมปากของมันกระตุก รีบชักมือกลับโดยพลัน สีหน้าฉายแววตระหนก
“จะโหดร้ายเกินไปแล้ว ข้าเพียงสัมผัสเจตจำนงเท่านั้น เหตุใดต้องทำร้ายข้าด้วย”หนิงเฟยหลงตัดพ้อฝ่ามือใหญ่นั้น เขาทั้งโมโห ทั้งอับอาย และดีใจแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้สิ่งใดกลับมาเลย เจตจำนงนี้ย่อมชัดแจ้งขึ้นมาส่วนหนึ่ง ฝ่ามือนี่ก็เปรียบเสมือนคีรีที่สูงตระหง่านยิ่งสัมผัสก็ยิ่งหนักอึ้ง จำต้องเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของมัน พูดง่ายแต่ทำยาก
หนิงเฟยหลงลองปล่อยฝ่ามือออกตามความรู้สึกที่ได้รับมา
ปัง !!
ลานดินมีรอยฝ่ามือเพิ่มอีกหนึ่ง ทว่ารอยนั้นตื้นเขินเกินไป เขายังคงไม่พอใจแต่ก็สัมผัสได้ถึงวิธีการโคจรพลัง และเจตจำนงของฝ่ามือนี้ไม่น้อยเลย
เวลาล่วงเลยไปมากกว่าสิบวันหนิงเฟยหลงยังคงนั่งเหม่อมองฝ่ามือที่หนิงเทียนประทับไว้ให้อยู่ไม่รู้วันคืนดวงตาก่ำเหนื่อยล้าเต็มทน ในช่วงที่เขากำลังจะหมดแรงสิ้นสติดวงตาก็พลันสาดประกายจ้าราวกับทำความเข้าใจอันลึกซึ้ง...
ต้องเข้าใจว่าการทำความเข้าใจอันลึกซึ้งต้องใช้ความพยายามโดยมากเสียงทั้งพลังกาย พลังความคิดและจิตวิญญาณจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นเป็นเวลานานจนเกิดความอ่อนล้าอย่างถึงที่สุดแม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงสิบวัน แต่สิบวันนี้ช่างยาวนานสำหรับการทำความเข้าใจนัก
เวลาผ่านไปอีกยี่สิบวันครบหนึ่งเดือนหนิงเฟยหลงหลับตาลงแล้วแต่ยังคงนั่งอยู่ระหว่างเวลาหนึ่งเดือนนี้หนิงเทียนมีคำสั่งให้ทหารองครักษ์พันนายยอดฝีมือแก่นแท้พลังสิบนายคอยปกป้องหลานชายอย่างรัดกุม
นี่เป็นเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งในการรู้แจ้งห้ามให้มีคนมารบกวนโดยเด็ดขาดการทำความเข้าใจอันลึกซึ้งไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย ใช่ว่าจะอัจฉริยะอย่างไรก็ทำได้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยาก แต่หายกลับรวดเร็วนัก
ในที่สุดเปลือกตาของชายหนุ่มก็เปิดขึ้นเสียงครืนก้องไปทั่วราวกับภูผาเคลื่อน
ร่างของเขาลอยขึ้นกลางอากาศดวงตาส่องแสงสีทองเจิดจ้า
“ฝ่ามือข้าก็คือบรรพต ! หนักอึ้ง สูงชัน ตระหง่านฟ้า กำราบ !”
เขายกฝ่ามือผลักออกอย่างมั่นคงลมกระโชกแรงห้วงอากาศถูกฝ่าออกเสียงดังอื้ออึงชั่วครู่ก่อนตามมาด้วยเสียงดังกัมปนาทสะท้านสะเทือน
ยอดฝีมือและทหารที่ประจำการเฝ้าอยู่เผ่นหนีแทบไม่ทันดวงตาก็เบิกถลนทั้งตื่นตกใจ ทั้งตะลึงพรึงเพริด
“ฝ่ามือทลายบรรพต !!!!”
ผู้อาวุโสในตระกูลหนิงโพล่งเสียงขึ้นมาแทบพร้อมกัน มีใครในตระกูลไม่รู้จักวิชานี้บ้างแม้ไม่อาจฝึกฝนวิชานี้ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขามองชายหนุ่มกลางอากาศด้วยสายตาที่เหลือเชื่อ
ไม่นานกลางอากาศก็มีคนมาเยือนถึงสี่คน ทั้งสี่คนนั้นหนิงเฟยหลงเองก็ย่อมรู้จักดีหนิงเทียน หนิงเฉิง จูเฉินช่างจิ่นกวางล้วนรีบรุดมาโดยเร็วด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นแต่ก็เพราะเห็นหนิงเฟยหลงกลางอากาศนั่นจึงทำให้ทุกคนคลายใจลง
ทว่าแววตากลับตกตะลึงไม่น้อยดูจากรอยประทับฝ่ามือที่ใกล้เคียงกับของหนิงเทียนแล้วนี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่ง
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มลอยอยู่กลางอากาศค่อย ๆ ร่อนลงมา ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อยหอบหายใจอย่างหนักหน่วง การปล่อยฝ่ามือเมื่อครู่ดูคล้ายสามัญทว่าความจริงกลับดูดกลืนลมปราณไปเกือบหมด ขีดจำกัดของเขาคือหนึ่งฝ่ามือเท่านั้นหากมากกว่าหนีคงหลีกหนีไม่พ้นลมปราณเหือดแห้งจนถึงแก่ความตาย
ยอดฝีมือเข้าสู่พิภพทั้งสี่ร่อนลงตามมา หนิงเทียนกล่าวชมหลานชายไม่ขาดปากหนิงเฉิงเองก็ยิ้มแป้น ช่างจิ่นกวางเกิดความรู้สึกชื่นชมอย่างบอกไม่ถูก ในสายตาของเขาแล้วหนิงเฟยหลงไม่ใช่ทั้งบุตรหลานหรือนายบ่าว แต่กลับให้ความรู้สึกว่าไม่ห่างเหินคล้ายครอบครัวย่อมต้องเอ็นดูเป็นธรรมดา
ส่วนจูเฉินมองชายหนุ่มด้วยสายตาซับซ้อนก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพียงเห็นว่าตระกูลหนิงปลอดภัยก็จากไปทันที
ข่าวในตระกูลหนิงถูกเก็บเงียบ ไม่มีข่าวใดเล็ดรอดออกไป แม้แต่ฝ่ายของจูเฉินก็ได้ระงับไว้เรื่องนี้สำคัญนัก หากหนิงเฟยหลงถูกเพ่งเล็งเกินไปนับว่าไม่ใช่ผลดีมีเพียงทหารพันนาย และยอดฝีมือร้อยคน กับผู้อาวุโสของตระกูลไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
หนิงเฟยหลงกลายเป็นที่จับตาของผู้อาวุโสเก่าแก่หลายคนในทันทีและได้รับการปกป้องอย่างลับ ๆ อย่างดีเยี่ยมแม้แต่ชนชั้นแดนพิภพก็ไม่อาจลอบเข้ามาทำร้ายชายหนุ่มได้
นั่นทำให้ตำแหน่งว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลของหนิงเฉิงมั่นคงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะผลงานจากต้นชีวิตโลกาที่ทำให้เกิดยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพมาอีกหลายคนในตระกูลก็ยังเป็นเพราะบุตรชายที่มากพรสวรรค์ผู้นี้ของเขา
คุณชายใหญ่และคุณชายรองปิดปากเงียบไร้การเคลื่อนไหวใด ๆแม้จะรู้ว่าในอนาคตตระกูลหนิงจะต้องก้าวขึ้นสู่อาณาจักรแต่ก็ไม่มีใครฝันหวานที่จะเป็นรัชทายาทในเวลานี้หากยังมีหนิงเฉิงอยู่แต่ก็ใช่ว่าจะเลิกหาโอกาส
..........