ภายในคฤหาสน์ของอนาเธอร์
บรรยากาศในเช้านี้เต็มไปด้วยความหรูหราและการเตรียมตัวที่พิถีพิถัน ชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์ยืนอยู่หน้ากระจกในห้องโถงใหญ่ สวมใส่ชุดสูทสีดำที่ออกแบบมาอย่างประณีต เนื้อผ้าแวววาวพอเหมาะและตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว เสริมให้เขาดูสง่างามและทรงอำนาจในทุกย่างก้าว
ส่วนเหล่าภรรยาทั้งสามของเขา—คริสติน่า ไอริน และเฟรย่า—ต่างอยู่ในชุดเดรสตัดสั้นที่เผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามและสง่าผ่าเผย
คริสติน่ามาในชุดเดรสสีเงินที่ปักเลื่อมระยิบระยับเหมือนดวงดาวในคืนมืด
ไอรินในชุดสีฟ้าอ่อนที่พริ้วราวกับสายน้ำ และเฟรย่าในชุดสีแดงสดที่ดูโดดเด่นเหมือนเปลวเพลิง ทั้งสามยืนอยู่ข้างอนาเธอร์
พร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่ก็ปนเปไปด้วยความสงสัยเล็กน้อยเกี่ยวกับแผนการที่ชายหนุ่มเตรียมไว้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้
“ทุกคนพร้อมแล้วใช่ไหม?”
อนาเธอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ขณะที่เขาทองพวกเธอผ่านกระจกบานใหญ่ด้วยความชื่นชม
คริสติน่าพยักหน้าเบาๆ
“พร้อมเสมอค่ะ จะให้เราเดินทางอย่างไรคะ? เครื่องบินส่วนตัวพร้อมแล้วหรือยัง?”
ขณะที่รับฟัง เฟรย่าที่ถือแฟ้มเอกสารซึ่งบันทึกตารางการเดินทางไว้ก็เอ่ยขึ้นทันที
“หากทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ เราสามารถออกเดินทางได้ทันที?”
“เพราะก่อนหน้านี้เราได้แจ้งไปยังสนามบินแล้ว ให้เขาจัดเตรียม...?”
ทว่าอนาเธอร์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุด ก่อนที่เขาจะเผยรอยยิ้มเล็กๆ
“เฟรย่า.. ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบินส่วนตัว สามีคนนี้มีวิธีการเดินทางที่เหมาะสมกว่านั้น”
“สำหรับฐานะอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา”
คำพูดของเขาทำให้เหล่าภรรยาทั้งสามชะงักไปครู่หนึ่ง
“วิธีการอื่นหรือคะ?”
“สามีหมายถึงอะไร?”
ไอรินเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับถามด้วยความสงสัย
“พวกเราจะเดินทางไปโดยใช้สิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดและสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของฉัน!”
อนาเธอร์ตอบพร้อมกับยักไหล่เล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความลึกลับ
ไม่นานนัก พวกเขาทั้งสี่ก็ออกเดินทางจากคฤหาสน์ของอนาเธอร์ และมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หลักของตระกูลซิกฟรีด คานซึ่งกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ในสวนกลางคฤหาสน์ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าผู้ติดตาม
เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาเยือนคืออนาเธอร์พร้อมกับเหล่าภรรยา
“อนาเธอร์.. ตัวของลูกมาถึงคฤหาสน์หลักแต่เช้าเชียว มีธุระอะไรรึเปล่า?”
คานเอ่ยถามและยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยน้ำชาลง พลางลุกขึ้นต้อนรับลูกชายของตน
“ผมจะมายืมสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลสำหรับการเดินทางของผมในวันนี้”
อนาเธอร์เดินเข้ามาอย่างสง่างาม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด? เจ้าหมายถึงอะไร?”
คานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“ท่านลุงเฟนเรียร์”
อนาเธอร์ตอบสั้นๆอย่างหนักแน่น แต่คำตอบนั้นกลับทำให้คานแทบจะพ่นน้ำชาออกมา
“เฟนเรียร์หรือ?”
ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม พร้อมกับจ้องมองมายังอนาเธอร์ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ นี่อาจคือครั้งแรกที่เขากล้าทำแบบนี้เลยนะ
“ก็ผมเป็นทายาทของตระกูลซิกฟรีด การเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวธรรมดาๆ มันไม่เหมาะสมกับสถานะเลยซักนิด และมันก็ไม่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ที่เปรียบได้กับจักรพรรดิของผมเลย”
“เพราะตัวตนระดับผมน่ะ..”
“ต้องเหนือยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีกขั้น!”
เมื่อรับฟังเช่นนั้น คานได้แต่ยืนมองลูกชายของเขาอย่างเหนื่อยใจ ใบหน้าของชายวัยกลางคนแทบจะบอกบุญไม่รับเลยก็ว่าได้
“เอาเถอะ ในเมื่อขอมาข้าก็กล้าให้!”
“ถ้าเจ้าต้องการมันจริงๆ ข้าจะไม่ขัดเจ้า! แต่ข้าแค่หวังว่าเจ้าจะไม่ก่อปัญหามากไปกว่านี้!”
เมื่อพูดจบ ผู้เป็นพ่อก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ดูเหมือนบาปแห่งความโลภจะผ่านไปแล้ว ในตอนนี้เขาเป็นบาปแห่งความโอหังหรือไง
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ท่านพ่อ”
“สัญญาว่าในงานประมูลครั้งนี้ผมจะไม่ก่อเรื่องอะไรทั้งสิ้น เพราะผมเปรียบได้ดั่งจักรพรรดิ! ผมจะไปลดตัวพูดคุยกันกับสามัญชนได้ยังไง?”
อนาเธอร์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ทำให้ทั้งสี่ต้องอึ้งและพูดอะไรไม่ออก นี่เขายกตนเองมาเป็นจักรพรรดิแล้วเหรอเนี่ย
ไม่นานนัก เฟนเรียร์ มังกรเพลิงจักรพรรดิที่ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของตระกูลซิกฟรีด ยืนตระหง่านอยู่หน้าคฤหาสน์หลักด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความสง่างาม เกล็ดสีแดงเพลิงที่ส่องประกายวาววับเมื่อกระทบกับแสงแดด เสริมให้รูปลักษณ์ของมันดูทรงพลังและน่าเกรงขาม
ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องมองอนาเธอร์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความลังเล แม้เฟนเรียร์จะเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่สุดในตระกูล แต่ก็ไม่ค่อยชอบให้ใครมาสั่งการโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร
อนาเธอร์ก้าวเข้าไปใกล้เฟนเรียร์ เขาเผยรอยยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง
“ท่านลุงเฟนเรียร์..”
“ตัวของท่านลุงโชคดีที่วันนี้ผมเลือกให้ท่านลุงเป็นพาหนะ การได้ทำหน้าที่ในวันนี้จะยิ่งเสริมเกียรติยศและศักดิ์ศรีของลุงด้วยนะ”
เฟนเรียร์เอียงศีรษะเล็กน้อย มองอนาเธอร์ด้วยแววตาเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน มันคำรามเสียงเบา คล้ายกำลังจะถามว่า
“เจ้าเด็กนี่อยู่ในสภาวะอารมณ์บาปแบบไหนกันแน่?”
คานที่ยืนอยู่ข้างมังกรใหญ่ได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้และกระซิบกระซาบข้างหูเฟนเรียร์ผ่านพันธะสัญญาของตนเอง
“เอาเถอะเฟนเรียร์ เจ้าอดทนหน่อย ตอนนี้เขาอยู่ในสภาวะแห่งความหยิ่งยะโส!”
“เจ้าเด็กตัวเหม็นนี่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบไปหมด มีทั้งพลัง ฐานะ และอิทธิพล ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจหรอก แต่ปล่อยให้ได้ทำตามใจสักครั้ง คงอยากใช้เจ้าเพื่อเสริมบารมี ทำให้เหล่าผู้เล่นที่งานประมูลต้องตะลึงในความยิ่งใหญ่ของเขา”
เฟนเรียร์หันมามองคานก่อนจะคำรามเบาๆแล้วถามว่า
“แล้วทำไมข้าต้องทำตามเจ้าเด็กนี่ด้วย?”
คานตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปลอบใจคู่หูของเขา
“เพราะมันจะไม่ทำร้ายใคร และมันก็เป็นเพียงแค่การแสดงเท่านั้น”
“อย่าลืมว่าเจ้ามีหน้าที่ปกป้องตระกูลซิกฟรีด และครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนั้น”
เฟนเรียร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเล็กน้อยอย่างไม่เต็มใจ ดวงตาสีอำพันของมันมองไปยังอนาเธอร์อีกครั้ง
“ข้าจะยอมให้เจ้าใช้งานข้าเพียงครั้งนี้เท่านั้น”
เมื่อเห็นเฟนเรียร์ยอมจำนนต่อแผนการของเขา อนาเธอร์ก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก เขาเดินไปลูบเกล็ดของเฟนเรียร์อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“ดีท่านลุงเฟนเรียร์ ผมรับรองว่าวันนี้ทุกคนจะจดจำชื่อของท่านไปพร้อมกับชื่อของผม!”
เหล่าภรรยาทั้งสามที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล ต่างเผยสีหน้าที่ปนเประหว่างความประหลาดใจและความอดกลั้นไม่ให้หัวเราะออกมา
“ดูเหมือนว่าบาปแห่งความหยิ่งยะโสกำลังทำให้เขาหลงระเริงไปเสียแล้ว แต่ก็โชคดีที่มันไม่ได้สร้างปัญหาอะไรใหญ่โตในตอนนี้”
คริสติน่าเองก็ได้กระซิบเบาๆกับไอริน
“นั่นสินะ แต่ข้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเราจะต้องคอยแก้ปัญหาอะไรอีกหรือเปล่าในระหว่างทาง”
ไอรินตอบพร้อมกับยิ้มบางๆ ซึ่งประโยคนี้เองก็ทำให้ตัวของเฟรย่าพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“คิดว่าเราต้องคอยเฝ้าดูเขาใกล้ๆไว้”
“จะได้ไม่มีเรื่องที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น!”
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว อนาเธอร์ก็ออกคำสั่งให้เฟนเรียร์กางปีกที่ใหญ่โตของมันออก
ปีกเหล่านั้นส่องประกายระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงแดด ทำให้ทุกคนที่อยู่ในคฤหาสน์ต่างต้องหยุดมองด้วยความทึ่ง
เมื่ออนาเธอร์ก้าวขึ้นไปบนหลังเฟนเรียร์พร้อมกับเหล่าภรรยาที่ตามขึ้นไปนั่งด้านหลัง ภาพของพวกเขาดูเหมือนเหล่าราชวงศ์ผู้ทรงอำนาจที่กำลังเดินทางไปยังสนามรบสำคัญ
“ไปกันเถอะท่านลุงเฟนเรียร์ พาผมและภรรยาไปสู่เมืองศักดิ์สิทธิ์”
“และจงแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลซิกฟรีด!”
อนาเธอร์เอ่ยเสียงดังด้วยความมั่นใจ
“โฮกกกกกกกกกกกก!”
เฟนเรียร์คำรามเสียงกึกก้อง ก่อนจะกระพือปีกและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงลมที่เกิดจากการกระพือปีกของมันทำให้ต้นไม้โดยรอบโค้งงอ
เหล่าผู้รับใช้ในคฤหาสน์ต่างวิ่งหลบลมพายุที่เกิดขึ้นจากพลังของมัน คานที่ยืนมองอยู่เบื้องล่างได้แต่ส่ายหัวและถอนหายใจ
“เฮ้อ ข้าแค่หวังว่าหลังจากนี้จะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นนะ”
และด้วยการเดินทางครั้งนี้ ความหยิ่งยะโสของอนาเธอร์และเฟนเรียร์ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดในงานประมูลครั้งยิ่งใหญ่ของหอการค้าศักดิ์สิทธิ์...
...
ตูจะลั่น 5555+