เกมส์อาณาจักรเทพ: เริ่มต้นด้วยระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้า

    ตอนที่ 188 บาปแห่งความหยิ่งยะโส

            ภายในคฤหาสน์ของอนาเธอร์


            บรรยากาศในเช้านี้เต็มไปด้วยความหรูหราและการเตรียมตัวที่พิถีพิถัน ชายหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์ยืนอยู่หน้ากระจกในห้องโถงใหญ่ สวมใส่ชุดสูทสีดำที่ออกแบบมาอย่างประณีต เนื้อผ้าแวววาวพอเหมาะและตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว เสริมให้เขาดูสง่างามและทรงอำนาจในทุกย่างก้าว


            ส่วนเหล่าภรรยาทั้งสามของเขา—คริสติน่า ไอริน และเฟรย่า—ต่างอยู่ในชุดเดรสตัดสั้นที่เผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามและสง่าผ่าเผย


            คริสติน่ามาในชุดเดรสสีเงินที่ปักเลื่อมระยิบระยับเหมือนดวงดาวในคืนมืด


            ไอรินในชุดสีฟ้าอ่อนที่พริ้วราวกับสายน้ำ และเฟรย่าในชุดสีแดงสดที่ดูโดดเด่นเหมือนเปลวเพลิง ทั้งสามยืนอยู่ข้างอนาเธอร์


            พร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่ก็ปนเปไปด้วยความสงสัยเล็กน้อยเกี่ยวกับแผนการที่ชายหนุ่มเตรียมไว้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้


            “ทุกคนพร้อมแล้วใช่ไหม?”


            อนาเธอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ขณะที่เขาทองพวกเธอผ่านกระจกบานใหญ่ด้วยความชื่นชม


            คริสติน่าพยักหน้าเบาๆ


            “พร้อมเสมอค่ะ จะให้เราเดินทางอย่างไรคะ? เครื่องบินส่วนตัวพร้อมแล้วหรือยัง?”


            ขณะที่รับฟัง เฟรย่าที่ถือแฟ้มเอกสารซึ่งบันทึกตารางการเดินทางไว้ก็เอ่ยขึ้นทันที


            “หากทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ เราสามารถออกเดินทางได้ทันที?”


            “เพราะก่อนหน้านี้เราได้แจ้งไปยังสนามบินแล้ว ให้เขาจัดเตรียม...?”


            ทว่าอนาเธอร์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุด ก่อนที่เขาจะเผยรอยยิ้มเล็กๆ


            “เฟรย่า.. ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบินส่วนตัว สามีคนนี้มีวิธีการเดินทางที่เหมาะสมกว่านั้น”


            “สำหรับฐานะอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา”


            คำพูดของเขาทำให้เหล่าภรรยาทั้งสามชะงักไปครู่หนึ่ง


            “วิธีการอื่นหรือคะ?”


            “สามีหมายถึงอะไร?”


            ไอรินเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับถามด้วยความสงสัย


            “พวกเราจะเดินทางไปโดยใช้สิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดและสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของฉัน!”


            อนาเธอร์ตอบพร้อมกับยักไหล่เล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความลึกลับ


            ไม่นานนัก พวกเขาทั้งสี่ก็ออกเดินทางจากคฤหาสน์ของอนาเธอร์ และมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หลักของตระกูลซิกฟรีด คานซึ่งกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ในสวนกลางคฤหาสน์ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเหล่าผู้ติดตาม


            เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาเยือนคืออนาเธอร์พร้อมกับเหล่าภรรยา


            “อนาเธอร์.. ตัวของลูกมาถึงคฤหาสน์หลักแต่เช้าเชียว มีธุระอะไรรึเปล่า?”


            คานเอ่ยถามและยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยน้ำชาลง พลางลุกขึ้นต้อนรับลูกชายของตน


            “ผมจะมายืมสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลสำหรับการเดินทางของผมในวันนี้”


            อนาเธอร์เดินเข้ามาอย่างสง่างาม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ


            “สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด? เจ้าหมายถึงอะไร?”


            คานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย


            “ท่านลุงเฟนเรียร์”


            อนาเธอร์ตอบสั้นๆอย่างหนักแน่น แต่คำตอบนั้นกลับทำให้คานแทบจะพ่นน้ำชาออกมา


            “เฟนเรียร์หรือ?”


            ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม พร้อมกับจ้องมองมายังอนาเธอร์ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ นี่อาจคือครั้งแรกที่เขากล้าทำแบบนี้เลยนะ


            “ก็ผมเป็นทายาทของตระกูลซิกฟรีด การเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวธรรมดาๆ มันไม่เหมาะสมกับสถานะเลยซักนิด และมันก็ไม่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ที่เปรียบได้กับจักรพรรดิของผมเลย”


            “เพราะตัวตนระดับผมน่ะ..”


            “ต้องเหนือยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีกขั้น!”


            เมื่อรับฟังเช่นนั้น คานได้แต่ยืนมองลูกชายของเขาอย่างเหนื่อยใจ ใบหน้าของชายวัยกลางคนแทบจะบอกบุญไม่รับเลยก็ว่าได้


            “เอาเถอะ ในเมื่อขอมาข้าก็กล้าให้!”


            “ถ้าเจ้าต้องการมันจริงๆ ข้าจะไม่ขัดเจ้า! แต่ข้าแค่หวังว่าเจ้าจะไม่ก่อปัญหามากไปกว่านี้!”


            เมื่อพูดจบ ผู้เป็นพ่อก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ดูเหมือนบาปแห่งความโลภจะผ่านไปแล้ว ในตอนนี้เขาเป็นบาปแห่งความโอหังหรือไง


            “ไม่ต้องห่วงไปหรอก ท่านพ่อ”


            “สัญญาว่าในงานประมูลครั้งนี้ผมจะไม่ก่อเรื่องอะไรทั้งสิ้น เพราะผมเปรียบได้ดั่งจักรพรรดิ! ผมจะไปลดตัวพูดคุยกันกับสามัญชนได้ยังไง?”


            อนาเธอร์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


            ทำให้ทั้งสี่ต้องอึ้งและพูดอะไรไม่ออก นี่เขายกตนเองมาเป็นจักรพรรดิแล้วเหรอเนี่ย


            ไม่นานนัก เฟนเรียร์ มังกรเพลิงจักรพรรดิที่ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของตระกูลซิกฟรีด ยืนตระหง่านอยู่หน้าคฤหาสน์หลักด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความสง่างาม เกล็ดสีแดงเพลิงที่ส่องประกายวาววับเมื่อกระทบกับแสงแดด เสริมให้รูปลักษณ์ของมันดูทรงพลังและน่าเกรงขาม


            ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องมองอนาเธอร์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความลังเล แม้เฟนเรียร์จะเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่สุดในตระกูล แต่ก็ไม่ค่อยชอบให้ใครมาสั่งการโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร


            อนาเธอร์ก้าวเข้าไปใกล้เฟนเรียร์ เขาเผยรอยยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง


            “ท่านลุงเฟนเรียร์..”


            “ตัวของท่านลุงโชคดีที่วันนี้ผมเลือกให้ท่านลุงเป็นพาหนะ การได้ทำหน้าที่ในวันนี้จะยิ่งเสริมเกียรติยศและศักดิ์ศรีของลุงด้วยนะ”


            เฟนเรียร์เอียงศีรษะเล็กน้อย มองอนาเธอร์ด้วยแววตาเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน มันคำรามเสียงเบา คล้ายกำลังจะถามว่า


            “เจ้าเด็กนี่อยู่ในสภาวะอารมณ์บาปแบบไหนกันแน่?”


            คานที่ยืนอยู่ข้างมังกรใหญ่ได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้และกระซิบกระซาบข้างหูเฟนเรียร์ผ่านพันธะสัญญาของตนเอง


            “เอาเถอะเฟนเรียร์ เจ้าอดทนหน่อย ตอนนี้เขาอยู่ในสภาวะแห่งความหยิ่งยะโส!”


            “เจ้าเด็กตัวเหม็นนี่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบไปหมด มีทั้งพลัง ฐานะ และอิทธิพล ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจหรอก แต่ปล่อยให้ได้ทำตามใจสักครั้ง คงอยากใช้เจ้าเพื่อเสริมบารมี ทำให้เหล่าผู้เล่นที่งานประมูลต้องตะลึงในความยิ่งใหญ่ของเขา”


            เฟนเรียร์หันมามองคานก่อนจะคำรามเบาๆแล้วถามว่า


            “แล้วทำไมข้าต้องทำตามเจ้าเด็กนี่ด้วย?”


            คานตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปลอบใจคู่หูของเขา


            “เพราะมันจะไม่ทำร้ายใคร และมันก็เป็นเพียงแค่การแสดงเท่านั้น”


            “อย่าลืมว่าเจ้ามีหน้าที่ปกป้องตระกูลซิกฟรีด และครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนั้น”


            เฟนเรียร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเล็กน้อยอย่างไม่เต็มใจ ดวงตาสีอำพันของมันมองไปยังอนาเธอร์อีกครั้ง


            “ข้าจะยอมให้เจ้าใช้งานข้าเพียงครั้งนี้เท่านั้น”


            เมื่อเห็นเฟนเรียร์ยอมจำนนต่อแผนการของเขา อนาเธอร์ก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก เขาเดินไปลูบเกล็ดของเฟนเรียร์อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ


            “ดีท่านลุงเฟนเรียร์ ผมรับรองว่าวันนี้ทุกคนจะจดจำชื่อของท่านไปพร้อมกับชื่อของผม!”


            เหล่าภรรยาทั้งสามที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล ต่างเผยสีหน้าที่ปนเประหว่างความประหลาดใจและความอดกลั้นไม่ให้หัวเราะออกมา


            “ดูเหมือนว่าบาปแห่งความหยิ่งยะโสกำลังทำให้เขาหลงระเริงไปเสียแล้ว แต่ก็โชคดีที่มันไม่ได้สร้างปัญหาอะไรใหญ่โตในตอนนี้”


            คริสติน่าเองก็ได้กระซิบเบาๆกับไอริน


            “นั่นสินะ แต่ข้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเราจะต้องคอยแก้ปัญหาอะไรอีกหรือเปล่าในระหว่างทาง”


            ไอรินตอบพร้อมกับยิ้มบางๆ ซึ่งประโยคนี้เองก็ทำให้ตัวของเฟรย่าพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย


            “คิดว่าเราต้องคอยเฝ้าดูเขาใกล้ๆไว้”


            “จะได้ไม่มีเรื่องที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น!”


            เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว อนาเธอร์ก็ออกคำสั่งให้เฟนเรียร์กางปีกที่ใหญ่โตของมันออก


            ปีกเหล่านั้นส่องประกายระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงแดด ทำให้ทุกคนที่อยู่ในคฤหาสน์ต่างต้องหยุดมองด้วยความทึ่ง


            เมื่ออนาเธอร์ก้าวขึ้นไปบนหลังเฟนเรียร์พร้อมกับเหล่าภรรยาที่ตามขึ้นไปนั่งด้านหลัง ภาพของพวกเขาดูเหมือนเหล่าราชวงศ์ผู้ทรงอำนาจที่กำลังเดินทางไปยังสนามรบสำคัญ


            “ไปกันเถอะท่านลุงเฟนเรียร์ พาผมและภรรยาไปสู่เมืองศักดิ์สิทธิ์”


            “และจงแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลซิกฟรีด!”


            อนาเธอร์เอ่ยเสียงดังด้วยความมั่นใจ


            “โฮกกกกกกกกกกกก!”


            เฟนเรียร์คำรามเสียงกึกก้อง ก่อนจะกระพือปีกและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงลมที่เกิดจากการกระพือปีกของมันทำให้ต้นไม้โดยรอบโค้งงอ


            เหล่าผู้รับใช้ในคฤหาสน์ต่างวิ่งหลบลมพายุที่เกิดขึ้นจากพลังของมัน คานที่ยืนมองอยู่เบื้องล่างได้แต่ส่ายหัวและถอนหายใจ


            “เฮ้อ ข้าแค่หวังว่าหลังจากนี้จะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นนะ”


            และด้วยการเดินทางครั้งนี้ ความหยิ่งยะโสของอนาเธอร์และเฟนเรียร์ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดในงานประมูลครั้งยิ่งใหญ่ของหอการค้าศักดิ์สิทธิ์...



            ...

            ตูจะลั่น 5555+


    คล้ายกับเรื่องเกมส์อาณาจักรเทพ: เริ่มต้นด้วยระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้า ที่คุณอ่าน