กึก กึก กึก
ได้ยินเสียงจังหวะใครบางคนย้ำเท้าหนักอยู่ไม่ห่าง เสียงเท้านั้นค่อยๆดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
หญิงสาวรูปร่างบอบบางนอนแน่นิ่งเป็ผักอยู่บนเตียงผู้ป่วย เธอเพิ่งจะรู้สึกตัว
พยายามแล้วพยายามอีกจะเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งแต่ก็ไร้ผล กลิ่นััแรกที่แตะปลายจมูกทำให้พอจะฉุกคิดได้ ว่าขณะนี้เธอนอนอยู่ที่ใด
‘โรงพยาบาลล่ะสิ’ โชคดีของคาร์ลาจริงๆ แม้ว่าพลัดตกจากเรือสำราญที่มีความสูงราวตึกสองชั้น ทิ้งร่างดิ่งลงสู่แม่น้ำอันไหลเชี่ยวเย็นเฉียบสักเพียงใด เธอก็ยังพาชีวิตนางพญารอดมาได้
ตายยากตายเย็นอยู่หรอกนะ...คนมันทั้งสวยทั้งแกร่ง
“จะตายได้ยังไง ฉันยังใช้เงินไม่คุ้มเลย หรือต่อให้ตายไปจริงๆ ฉันก็จะเป็ผีเลดี้เฝ้าทรัพย์อยู่อย่างนั้น ฮ่าๆๆ” เสียงแหบเบาเอ่ยขณะที่ยังพยายามเปิดเปลือกตา อยากมองเห็นบรรยากาศรอบข้างซะเหลือเกิน
ว่าโรงพยาบาลแห่งนี้สะดวกสบายสมฐานะเธอหรือไม่?
"เหลือเชื่อว่าแม่น้ำเย็นๆก็พรากชีวิตไปไม่ได้ ฉันนี่มันสุดยอดมนุษย์จริงๆ ฮ่า"
เธอมีความสุขเกิดเป็ความสะใจ หลงคิดว่าตัวเธอเองนั้นหนังเหนียวกว่านางเอกหนังHollywoodเสียอีก
ทว่าต่อมากลับรู้สึกว่าร่างกายในเวลานี้อ่อนแรงเหลือเกิน แต่ก็คงเป็ผลกระทบจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
ก็ไม่แปลก ในเมื่อเธอพลัดตกจากเรือสำราญที่สูงพอตัวเลยนะ ร่างกายก็ย่อมมีเอฟเฟกต์เกิดขึ้นบ้าง
คนอื่นอาจจะตายไปแล้ว แต่สำหรับคาร์ลา...เธอรอดโว๊ยย!
“ว่าแต่เ้าของปาร์ตี้เฉียดตายขนาดนี้ คุณเพื่อนรักทั้งหลายคงไม่เปิดเพลงดิ้นต่อกันหรอกใช่ไหม”
“พร่ำอะไรนักหนา!”
เธอได้ยินเสียงทุ้มเบาของใครสักคนที่เพิ่งหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงข้างกาย คาดว่าคงเป็เ้าของเท้าหนักเมื่อสักครู่นั่นเอง ว่าแต่เขาเดินมาถึงตัวเธอั้แ่เมื่อไร แล้วได้ยินเธอพร่ำเพ้ออะไรไปบ้างล่ะทีนี้
“?” ใครกันนะ พูดจาก็ไม่มีหางเสียง จะว่าเป็หมอก็คงไม่ใช่ เพราะคุณหมอคงมีมารยาทและพูดจาอ่อนโยนกว่านี้
เวลาต่อมาระบบประสาทต่างๆก็เริ่มรับรู้และได้ยินเสียงบรรยากาศรอบข้างที่หายไปชั่วขณะ เธอไม่ได้นอนโดดเดี่ยวอยู่ในโรงพยาบาลเหมือนที่แล้วมา คาดว่ามีฝูงชนรอบกายอีกจำนวนหนึ่ง
ว่าแต่ใครล่ะ?
"ฮึก ฮือ คุณหนู"
ได้ยินแต่เสียงร่ำไห้ก้องเข้ามาในหู อย่างว่าอยู่ในงานศพไม่ใช่โรงพยาบาล แต่หากว่าเป็งานศพของคาร์ลาจริงๆ คงไม่ได้ยินเสียงร่ำไห้จากมนุษย์หลายสิบชีวิตอย่างนี้หรอก
คนที่รักเธอแทบไม่มีเหลืออยู่ในโลกใบนี้ หรือพูดว่าไม่มีเลยยังจะดีกว่า
“ก็ยังไม่ตายนี่ครับ” เ้าของเสียงคนเดิมพูดพร้อมกับใช้มือเปิดเปลือกตาข้างหนึ่งของเธอ
ทำให้คนป่วยบนเตียงมองเห็นบุคคลตรงหน้าเป็ภาพเบลออยู่พักใหญ่ ต่อมาภาพของผู้ชายตรงหน้าก็เริ่มชัดเจนขึ้น
‘หน้าคุ้นๆแฮะ เหมือนเคยเจอที่ไหน ตามคลับเหรอ?’
“ยังไม่ตายครับ รบกวนทุกคนหยุดร้องไห้แล้วออกไปรอนอกห้องก่อน ผมจะวินิจฉัยให้แน่ชัดอีกที”
เสียงเท้าหลายสิบคู่พากันเดินออกไปตามคำสั่ง จังหวะเดียวกันเ้าของร่างอ่อนแอก็ลืมตาทั้งสองข้างได้พอดี เธอมองตามแผ่นหลังบุคคลไม่คุ้นเคยเป็ภาพเลือนรางหน่อยๆ ทุกคนกำลังหันหลังเดินออกจากห้องผู้ป่วยไป
“คนพวกนั้นเป็ใคร?” แม้คิดสงสัยแต่ก็ไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นเพื่อวิ่งไปสอบถาม
ว่าพวกคุณคือใครยะ แล้วร้องไห้ดีใจที่เธอกำลังจะตายใช่ไหม?
เธอพยายามพยุงตัวให้พอจะลุกนั่งบนเตียงจนได้ แต่กลับถูกนิ้วชี้ของชายผู้สวมกาวน์ทับเชิ้ตสีดำแตะ แล้วผลักให้นอนราบลงที่เดิม
พลั่กก
“นาย” จริงแล้วอยากเปล่งเสียงให้ดังปรอทแตกเหมือนเคย แต่เพราะอะไรโทนเสียงของเธอถึงไม่เหมือนเดิม มันแหบเบาไม่น่าฟังเอาเสียเลย
นี่ก็คงเป็ผลกระทบจากอุบัติเหตุอย่างนั้นสิ?
“กล้าขึ้นเสียงใส่พี่เหรอ”
บ้าบอคอแตก นี่เขาเรียกเสียงกระซิบแบบนี้ว่า...ขึ้นเสียง
What?
ชายหนุ่มยื่นใบหน้าสะอาดสะอ้านเข้ามาใกล้ เธอมองสำรวจอย่างพิจารณา พร้อมใช้จมูกสูดดมกลิ่นคุ้นเคยด้วยท่าทางคล้ายสุนัขไม่ผิด กลิ่นที่แผ่ออกมาจากลมหายใจของเขา
‘ตาบ้าขี้เมานี่เข้ามาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยของฉันได้ยังไง หวังจะจีบคาร์ลาคนดัง จนต้องแกล้งเป็หมอกันเลยเหรอ คนสวยก็งี้’
“หมอกรคะ”
“หมอ! อย่าบอกนะว่าอีตาคนนี้เป็หมอจริงๆ?” เธอตะเบ็งเสียงแหบพร่า แต่คล้ายว่าพยาบาลรายอื่นภายในห้องจะได้ยินไม่ชัดเจน มีเพียงตาคุณหมอที่นามว่ากรเท่านั้นได้ยินเต็มสองหู
เขาสบตาเธอ ก่อนจะพูดเป็คำสั่งหรือว่าด่า คนสวยงง?
“ตื่นมารอบนี้ประหลาดขึ้นนะ พี่คุยกับพยาบาลไม่นาน เธอมีเวลาเตรียมคำตอบเอาไว้เหมือนทุกที หาเหตุผลดีๆก็แล้วกัน แต่พี่ไม่โง่หลงเชื่อเธอง่ายๆหรอก”
“ฮะ…?” คนบนเตียงชักสีหน้าไม่เข้าใจ ชายผู้นี้พูดเื่อะไรกัน ทำทีเหมือนสนิท ทั้งที่ไม่เคยรู้จักสนิทสนมกันมาก่อน
ความรู้สึกแรกที่คล้ายว่าเธอเคยเจอเขามาจากที่ใด แต่พอมองให้ดีอีกที กลับรู้สึกว่าคงไม่เคยเจอมาก่อนแน่ๆ ผู้ชายเพ้อเจ้ออย่างนี้เธอไม่คิดจะทำความรู้จักให้เสียเวลาหรอก
“เป็อะไรของตาบ้านั่น แล้วเขาพูดเื่อะไร หมายความว่าไงให้เตรียมคำตอบ?” งงแล้วงงอีก
ทิวากรเดินออกไปคุยกับพยาบาลสาวสองราย ซึ่งห่างจากเตียงออกไปหน่อย ตรงนั้นยังมีคุณหมอหน้าตาขาวใสอีกคนร่วมสนทนาด้วยกัน
“ก่อนมึงจะมาถึงน้องจันทร์หยุดหายใจไปแล้วจริงๆ”
“ใช่ค่ะหมอกร เมื่อกี้หมอดินช่วยเหลือเต็มที่แล้ว แต่พอหมอกรเปิดประตูเข้ามา จู่ๆ หัวใจเธอก็กลับมาเต้นปกติอีกครั้ง พวกเรายังงงไม่หายเลยค่ะ”
'จะคิดอะไรให้ปวดหัว ยัยแสงจันทร์ก็แค่เรียกร้องความสนใจเหมือนทุกที' ทิวากรคิดอย่างนี้
คงมีแค่เขาล่ะสิที่ดูเกมของเธอออก แต่ครั้งนี้แสงจันทร์แกล้งตายเพื่อขอความเห็นใจจากผู้ใหญ่ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ!
'ทำไมไม่ไปแต่งกับลูกหลานบ้านอื่นให้มันจบๆไปวะ'
ยิ่งแสงจันทร์ทำตัวน่าสงสาร ผู้ใหญ่ก็ยิ่งเห็นใจ งานวิวาห์ระหว่างเขาและเธออาจจะถูกรวบรัดเลื่อนมาให้รวดเร็วขึ้นก็ได้
งานวิวาห์ที่ทิวากรพยายามเลี่ยงไม่ให้ถูกจัดขึ้นมาโดยตลอด
#สำหรับร่างใหม่ จะใช้ชื่อบรรยาว่าแสงจันทร์นะคะ