Pioneer Era

    ตอนที่ 115 บอสแห่งทะเลสาบไข่มุขปรากฏกาย!

    ***จ่าฝูงแห่งเวหา [เทล]

    จะ… เจ็บ!

    มันเกิดอะไรขึ้น?

    จำได้ว่ากำลังหลับสบายอยู่ในวังวนโดมสายน้ำเหมือนทุกวัน แล้วอยู่ ๆ ก็รู้สึกได้ถึงร่างกายที่หนักอึ้ง ก่อนจะร่วงลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว

    เจ็บชิบหายเลยค่ะ

    ให้ตายสิ คุณธรรมชาติ อย่ามาทรมานคนแก่ด้วยแผ่นดินไหวแบบนี้สิค่ะ



    “แล้วนี่… เสียงอะไร? ”

    ฉันได้ยินเสียงดังอื้ออึงมาจากหมอกสีชมพูที่ลงหนาทึบตรงหน้า

    ภายในเงาของหมอกนั้น คือเหล่าลูกหลานของฉัน กับเหยื่อขนาดเล็กจำนวนมากที่ติดอยู่ในห้วงของการฝากครรภ์

    “ขนาดเจอแผ่นดินไหวถล่มไปขนาดนั้น ยังคึกกันได้อีกนะ สมกับเป็นลูก ๆ ของฉันเสียจริง”

    ฉันบ่นด้วยความดีใจ

    ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นานคงมีกองกำลังมากพอไปยึดป่าเขตอื่นเพื่อขยับขยายพื้นที่หากิน

    เพราะดินแดนน้ำตกยักษ์แห่งนี้ มันเริ่มคับแคบเกินไปสำหรับพวกเราที่มีขนาดตัวใหญ่ยักษ์

    อาหารมีไม่พอ แถมเหยื่อที่จะมาใช้ฝากตั้งครรภ์ก็มีจำนวนน้อยลง

    แต่ดูเหมือนว่าวันนี้พวกลูก ๆ ของฉันจะโชคดีล่ามาได้เยอะเป็นพิเศษเลยแฮะ



    “…”

    พอเห็นแบบนี้ก็รู้สึกคึกขึ้นมาเลย

    งั้น… คุณป้าคนนี้ขอร่วมวงด้วยคนนะคะ

    ฉันก้าวขาเดินเข้าไปในหมอกตรงหน้าด้วยร่างกายที่ใหญ่โต

    ต้องระวังไม่ให้พลาดไปเหยียบใส่พวกเหยื่อตัวจิ๋วด้วย

    “หืม? ”

    อะไรเนี่ย?

    ทำไมกลิ่นของฮอร์โมนถึงแปลก ๆ?

    นี่มันไม่ใช่กลิ่นที่พวกเราแผ่ออกมานี่?

    แถมถ้าดูให้ดี พวกลูกหลานของฉันเองก็ยัง [คลั่ง] เพราะกลิ่นนี้ไปด้วยไม่ใช่หรือ?



    อึ๊ก…

    จะว่าไป สติของฉันเองก็แทบจะไปด้วยอีกคนเลยนะ

    ใคร!?

    ใครคือเจ้าของผู้ผลิตกลิ่นที่แส้นเย้ายวนใจนี้กัน!

    ขนาดตัวฉันที่ใช้ชีวิตมาร่วมสามร้อยปี ยังไม่เคยสามารถสร้างกลิ่นที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาก่อนได้ในชีวิตนี้เลยนะ!

    แล้วฉันก็พบต้นตอของไอหมอกสีชมพูนี้

    ตัวการคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มีสองขา สองแขน ผมสีคราม และมีแผ่นผิวประหลาดสีดำปกคลุมผิวหนังสีเนื้อที่ดูเนียนนุ่มน่ากัด

    สิ่งมีชีวิตตัวนั้นกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า โดยมีแสงอาทิตย์สาดส่องใส่เป็นฉากหลัง

    ควันสีชมพูถูกปล่อยออกมาต่อเนื่องของเธอ จะถูกสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมีปีกแสง คอยควบคุมทิศทางลมอยู่ข้างหลังอีกที

    มันช่างเป็นภาพที่เจิดจ้า และประทับตรึงตราจิตใจของฉันเป็นอย่างมาก



    “อ๊า…”

    น้ำตาของฉันไหลลงมาโดยที่ไม่ทันรู้ตัว

    ถึงจะต่างสายพันธุ์ แต่พลังในการสร้างฮอร์โมนกระตุ้นของสิ่งมีชีวิตตัวนั้นคือของจริง

    ฉันเดินเข้าไปใกล้เธอโดยที่ไม่รู้ตัว

    วิ่งผ่านใจกลางวงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กซึ่งกำลังตะโกนกูก้องใส่กัน

    ไม่สนคมเขี้ยวที่กำลังฆ่าฟันอย่างบ้าคลั่ง

    ไม่สนใจนักรบคล้ายหมาป่าขนดำ กับนักรบกระต่ายขนสีขาวที่ถูกฉันแตะปลิวออกไปไกล

    ไม่สนใจทุกสิ่งรอบตัว จนกระทั้งไปหยุดลงตรงด้านล่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กตัวนั้น แล้วก้มหัวโค้งตัวให้อย่างงดงาม

    ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อที่จะเอยคำ คำนี้เท่านั้น

    “ขอทำความเคารพ ท่านจ่าฝูงค่ะ”



    ***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    “ดินแดนทะเลสาบไข่มุข... รอก่อนนะ จะช่วยทุกคนออกมาเดียวนี้ละ! ”

    โฮปตะโกนเสียงดังอยู่ตรงหน้าเพื่อเพิ่มกำลังใจให้กับตัวเอง

    “ว่าแต่ฐานทัพลับที่ว่าอยู่ตรงส่วนไหนของทะเลสาบกันหรือดอง? ”

    “พูดอีกก็ถูกอีก ดินแดนที่มีแต่หมอกปกคลุมอย่างนี้คงหายาก แถมยังได้ยินมาว่าเป็นเกาะลอยฟ้าอีก คงต้องหวังพึ่งเธอแล้วละไฮเจน! รบกวนใช้ความสามารถในการบินของเธอช่วยตรวจหาให้ทีนะ! ”

    “ได้ค่ะโฮป! ”

    อึ๊ก…

    พอเห็นเจ้าโฮปคุยกับไฮเจนอย่างสนิทสนมแล้ว มันก็รู้สึกเจ็บหัวใจจีดขึ้นมาเลยดอง…

    รู้สึกหงุดหงิดจนอยากแกล้งเจ้าโฮปกับไฮเจนขึ้นมาเลยสิน้า~

    เริ่มด้วยการแคะน้ำมูกแล้วแอบหย่อนใส่ถ้วยน้ำ แล้วส่งให้พวกเขาดื่มดีไหมน้า~



    “เห็นทางออกแล้วเจ้าค่ะ! ”

    เอทหันมาส่งเสียงเตือนพวกเราจากที่นั่งอานม้าแถวหน้าสุด

    ผืนป่าที่หนาทึบเริ่มบางตาจนกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง

    หัวใจของฉันเริ่มเต้นรั่วอย่างบ้าคลั่ง

    ดินแดนที่มีแผ่นดินลอยฟ้า กับแม่น้ำที่วิ่งจากล่างขึ้นบน

    ดินแดนที่ราวกับทวีปแห่งความฝันเหนือจินตนาการณ์ที่เคยได้แต่เฝ้ามองอ่านจากตำรา

    นั่นละคือการผจญภัยที่ฉันเฝ้ารอคอยตั้งแต่วันแรก ที่มาเหยียบในทวีปนี้แล้ว! ดอง!

    ดินแดนในฝันที่งดงาม---



    ---งะ งะ งาม?

    “ทำไม่มันโล่งเตียนแบบนี้กันละดอง! ”

    สิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือเนินดินขนาดใหญ่

    มันเป็นเนินดินที่เต็มไปด้วยเศษซากต้นไม้ สิ่งก่อสร้างโบราณที่พังทลาย กับน้ำสีโคลน

    “สงสัยว่าการระเบิดเมื่อกี้นี้ จะทำให้ทั้งดินแดนถล่มพังลงมาละมั้งคะ? ”

    *ปี้~*

    คงจะจริงอย่างที่พรุนกับเจ้ามังกรขี้เรื้อนว่า…

    เพราะระเบิดเมื่อกี้มันรุนแรงมาก จนทำให้มีฝุ่นหมอกจำนวนมากลอยปกคลุมหนาทึบไปทั่วดินแดน

    ตอนแรกพวกเราพยายามคิดในแง่ดี ว่าคงมีแค่หอคอยกับผิวดินบางส่วนที่พังทลาย

    แต่นี่อะไร? เล่นถล่มลงมาทั้งดินแดนเลยหรือดอง!?



    “พวกแฟตจะปลอดภัยหรือเปล่าเนี่ย? ”

    “ข้าน้อยได้ยินเสียงดังวุ่นวายมาจากทางเหนือ ลองไปดูกันก่อนไหมเจ้าค่ะ”

    “ก็ดีนะเอท ดอง~”

    “บอกว่าชื่อ [เพกมาไทต์] หรือเรียกสั้น ๆ ว่า [เพก] เจ้าค่ะ”

    อุ้ย! เผลอเรียกด้วยชื่อจริงของเจ้าตัวอีกแล้วดอง!?

    แบบนี้ต้องผิวปากแก้เขิน~

    “ดอง ด่อง ด้อง~”



    “รีบลงมาได้แล้วยัยบ้องหัวเขียว”

    “เหวอ!?! ”

    อยู่ ๆ เจ้าโฮปก็จับมือของฉัน แล้งดึงลงมาจากอานบนตัวอสรพิษยักษ์

    ดะ… ได้จับมือด้วยละ!

    กรี๊ดดดดดด!?!

    “เจ้านี่มันกลัวจนตัวสั่นอยู่เห็นไหม? ที่เหลือคงต้องเดินเท้าไปกันเองแล้วละ”

    “อะ… อืม…”

    ฉันรีบพยายามซ่อนใบหน้าที่กำลังแดงเป็นลูกตำลึง ในตอนที่ร่อนลงพื้นพร้อมกับเขา



    พวกเราทุกคนลงมายืนบนพื้นที่นุ่มและชื้นแฉะ เพราะว่ามันเต็มไปด้วยแอ่งโคลนจำนวนมาก

    แถมพื้นที่หลายส่วนยังเต็มไปด้วยเศษซากต้นไม้ หิน กับสิ่งก่อสร้างที่แหลมคม เลยทำให้เคลื่อนไหวกันได้ลำบาก

    หลังจากที่พวกเราเดินตัดมาทางเหนือได้ราวสิบนาที...

    “นี่มันอะไรกันเนี่ย? ดอง? ”

    พวกเราก็พบกับ...เออ…ทะเลเนื้อแห่งกามรมละ… ดอง~



    มันคือทะเลเนื้อแห่งกามรม ที่มีคนจากทุกเผ่าพันธุ์แก้ผ้าแล้วจับคนที่อยู่ติดกันมา *ตรูด ๆ * กันอย่างบ้าคลั่ง

    “นั่นมันพวก [เอลิโดโค-เอส] เจ้าค่ะ มันคือเจ้าป่าแถบนี้ เป็นสัตว์ที่สามารถผลิตหมอกสีชมพูซึ่งสามารถล่อลวงให้ผู้คนติดสัดอย่างรุนแรงได้เจ้าค่ะ”

    ดูท่าต้นเหตุจะมาจากจระเข้ขนาดยักษ์พวกนั้นสินะดอง?

    ท่ามกลางจระเข้ขนาดยักษ์จำนวนมาก มันมีตัวหนึ่งที่ใหญ่กว่าเพื่อนกำลังบินอยู่เหนือผู้คนในบริเวณนี้อยู่

    มันมีขนาดตัวที่ยาวมากกว่าห้าสิบเมตร มีกรามที่ใหญ่กว่าสิบเมตร และยังมีผิวหนังหนาหยาบกร้านจนไม่อยากเข้าไปใกล้

    เจ้านั่นคงเป็นตัวจ่าฝูงแน่นอน



    “มีคนกำลังต่อสู้กับมันอยู่ด้วยเจ้าค่ะ”

    เอทชี้ไปที่ตัวจ่าฝูงอีกครั้ง

    บนท้องฟ้าสูงขึ้นไป มีจุดเล็ก ๆ สีแดงอยู่สองจุดกำลังต่อสู้กับสิ่งนั้นอยู่

    “จุดเล็ก ๆ ที่ต่อสู้… นั่นมันพวกไพไรต์ไม่ใช่หรือดอง? ”

    ร่างเล็ก ๆ ตรงนั้น คนหนึ่งคือสาวแมวเมดสีเงิน กับบุรุษสิงโตสีทอง

    พวกเขาถูกหุ้มด้วยแสงสีแดงที่แผ่ออกมาจากโนอาร์ แล้วเข้าต่อสู้กับสัตว์ร้ายที่มีขนาดความยาวมากกว่าตัวเองราวสามสิบเท่าอย่างไม่เกรงกลัว

    หมัดพายุแมวกับกระบวนท่ากรงเล็บสิงโตสังหาร ต่างถูกปลดปล่อยซัดกระหน่ำใส่ผิวของสัตว์ร้าย

    แต่ทว่าการโจมตีของพวกเขานั้น มันไม่อาจแม้แต่จะระคายผิวหนังหนาของมันได้

    ถึงขนาดที่ทนพลังโจมตีอันร้ายกาจของโนอาร์ได้เลยเชียวหรือดอง…

    นี่มันระดับสัตว์ประหลาดแล้วดอง!


    “รีบไปช่วยพวกเขากันเถอะดอง! ”

    ว่าแล้ว ฉันก็รีบเตรียมใช้พลังภูติเพื่อบินทะยานขึ้นท้องฟ้า

    แต่ทว่า

    “หยุดเลยลี่”

    โฮปกลับมาหยุดฉันเอาไว้เสียก่อน

    น้ำเสียงของเขาฟังดูโกรธมากอีกด้วย

    “พวกเรามาเพื่อช่วยเพื่อนกับตัวประกัน ไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้าบ้านั่นสักหน่อย”

    “แต่ว่าจะปล่อยไปแบบนี้---”

    “...กับคนใจดำที่สั่งให้เธอออกไปหยุดทั้งกองทัพด้วยตัวคนเดียว ยังจะต้องไปแคร์มันอีกเรอะ? ”

    โฮปพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์

    “นี่… กำลังโกรธให้กับฉันอยู่หรือดอง? ”

    “.... มีคนล่อตัวบอสให้แบบนี้ มันก็โอกาสเหมาะไปเลยไม่ใช่หรือยังไง? มาหาทางช่วยทุกคนออกจากหมอกพิษบ้า ๆ นี้กันเถอะ”



    อุ๊ย?

    อุ๊ยยย~?

    หนุ่มซึน~?

    ทำเป็นบ่ายเบี่ยงพูดถึงเรื่องอื่นหรือค่ะ~? ดอง~?

    “... ใช้พลังของเธอจัดการกับหมอกบ้านี้ทีสิ”

    “ได้เลยดอง~”

    ฉันตอบรับเขาอย่างร่าเริง

    เอาน่า~ ถึงจะน่าเป็นห่วง แต่คนระดับอย่างโนอาร์กับไพไรต์คงเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว



    “เอาละนะ ถ้าพูดถึงหมอกก็ต้องพูดถึงลม! ดอง! ”

    ฉันเริ่มสะสมพลัง สร้างมวลอุณหภูมิร้อนกับเย็นที่แตกต่างขึ้นภายในมวลอากาศตรงหน้า แล้วใช้ความแตกต่างนั้นเพื่อให้เกิดกระแสลมไหลเวียนอย่างรุนแรงโดยธรรมชาติ

    เค้นสมาธิถึงขีดสุด คำนวณอย่างชาญฉลาด แล้วควบคุมตีวงให้เหลือแค่เฉพาะคนที่ไม่ใช่ศัตรู

    โชคดีที่พวกศัตรูสวมชุดทหารสีขาวคล้าย ๆ กัน

    ถึงจะเปลืองผ้าออก แต่ก็ยังเหลือผ้าส่วนเอวหรือผ้าส่วนคลุมหัวไหลอยู่บ้าง เลยทำให้สามารถแยกแยะออกจากกันได้ง่าย



    *พรึบ! *



    พริบตานั้น สายลมเย็นก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า

    จากสายลมอ่อน เริ่มรุนแรงรวดเร็วจนกลายเป็นดั่งพายุขนาดย่อม

    พายุนั้นก่อตัวเป็นเกลียว ผุดขึ้นกระจายไปทั่วหมอก แล้วปัดเป่านำพาพิษร้ายให้ปลิวว่อนหายไปจากเหล่าตัวประกันที่จมอยู่ในภวังค์แห่งกามรม



    “อึ๊ก…”

    “วะ...แหวะ!? ”

    ทันทีที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ลงไปในปอด พวกเขาก็เริ่มออกอาการอาเจียนอย่างรุนแรง

    บางคนถึงกับสลบสิ้นสติไป

    บางคนยังคงประคองสติ และลุกขึ้นมายืนอย่างสันสนคล้ายคนสร่างเมา

    บางคนก็ทำตาปรือ ราวกับว่ายังคงจมอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน

    จากที่ฉันสังเกตุ คนที่สามารถประคองสติรอดมาได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนจากเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มด



    “กำลังเสริมมาช่วยแล้ว! ใครที่ได้สติ รีบขนคนที่ไม่ได้สติหนีไปทางใต้ด่วน ที่นั่นจะมีรถลากจอดรอเอาไว้อยู่คันหนึ่งเจ้าค่ะ! ”

    “ไม่ต้องกลัวพวกเราค่ะ! ทั้งฉันกับคุณกระต่ายตรงนี้ ล้วนแต่เป็นมิตรของพวกท่านค่ะ! ”

    “ปิ~ ปิ้ว~! ”

    “...ช่วยเหลือ? ... อืม? ครับผม? ”

    เอทกับพรุน แล้วก็เจ้ามังกรขี้เรื้อน ต่างพร้อมใจกันตะโกนเสียงดัง

    พวกเธอเดินเข้ามาจูงมือคนที่สับสน แล้วเริ่มนำทางให้กับพวกเขาเพื่อควบคุมสถานการณ์ก่อนที่ผู้คนจะก่อความวุ่นวายขึ้นมา



    ในตอนนั้นเอง…

    *กี๊สสสสสสสส! *

    ที่มีจระเข้ยักษ์ขนาดใหญ่กว่ายี่สิบเมตร จำนวนหลายสิบตัวพุ่งออกมาจากหมอกสีชมพู

    มันคำรามลั่น แล้วกางปีกหนังสีดำน่ากลัวออกปกคลุมท้องฟ้า

    “จะ--- จระเข้ยักษ์! ”

    พวกตัวประกันต่างส่งเสียงกรีดร้องกันอย่างตื่นตระหนก

    มันส่งเสียงคำรามพร้อมกับดวงตาแดงก่ำไร้สติ ราวกับเป็นคนบ้าที่กำลังโกรธแค้น

    มันเป็นความโกรธแค้น… ที่มีต่อคนซึ่งหาญกล้ามาบังอาจแย่งคนรักของมันไป

    พวกมันหมุนตัวกลางอากาศ แล้วใช้หางที่เต็มไปด้วยครีบหนังแข็งฟาดลงมาใส่ฉัน

    ใช่ มันเล็งโจมตีมาที่ฉัน ราวกับรับรู้ได้ ว่าฉันคือสาเหตุที่พัดหมอกพิษให้ปลิวหายไป



    “เธอคนนั้นรีบหนีเร็ว! ”

    พวกตัวประกันต่างส่งเสียงเตือนฉันเป็นการใหญ่

    แต่ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกถึงอันตรายใด ๆ เลย

    *แกว๊ก!?! *

    นั่นก็เพราะว่าฉันในตอนนี้ มีบุรุษผู้มากความสามารถอย่าง [โฮป] คอยปกป้องเอาไว้อยู่ยังไงละ

    ร่างขนาดยักษ์ของจระเข้ติดปีกค้างคาวขาดครึ่งออกจากกัน ณ ใจกลางเวหา

    เงามืดที่บดบังแสงแห่งรุ่งอรุณ ได้ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเงาสีดำที่ฝ่าครึ่งมันออกไป

    “อะไรกันละนั่น? ”

    “นกหรือ? ”

    “เครื่องบินหรือเปล่า? ”

    “ไม่ใช่! ”

    “นั่นมันเด็กเผ่ามนุษย์ต่างหาก! ”



    เงานั้นคือเงาของบุรุษจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์สุดหล่อคนหนึ่ง

    เขาไว้ผมสั้นกระเซิง มีความสูงกับหน้าตาอยู่เพียงแค่ระดับค่าเฉลี่ยของเผ่ามนุษย์ แถมยังไม่มีดวงเรื่องเงินทอง

    แต่กระนั้น เขาก็เฝ้าฝึกฝนตัวเองจนเก่งกาจ และมีเสน่ห์หาใครเทียบเคียง

    ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่โฮปของฉันจะเปล่งประกายต่อหน้าทุกคน ณ เวลานี้

    พูดแล้วเหมือนว่ากำลังอวดแฟนตัวเองอยู่เลย~ ดอง~

    “สุดยอด! ”

    “เพียงแค่ดาบเดียวเท่านั้น! ”

    “แถมยังสามารถกระโดดได้สูงถึงขนาดนั้นอีก! ”

    “ดูนั่น! เขาเริ่มร่ายรำบทเพลงต่อไปแล้ว! ”



    ฉันทำหน้าที่ขับไล่ปัดเป่าหมอกพิษร้าย

    พรุน เอท กับเจ้ามังกรขี้เรื้อนรับทำหน้าที่ดูแลพวกตัวประกัน

    และคนที่คอยรับมือศัตรูจากภายนอก ก็คือโฮปสุดหล่อของ---

    “ดูนั่นสิ เขามีปีกงอกออกมาจากหลังด้วยละ! ”

    “ไม่ใช่ นั่นเขาให้เผ่ามนุษย์นกคนหนึ่งช่วยแบกเอาไว้อยู่ต่างหาก! ”

    --โฮปสุดหล่อของฉัน…

    วะ ว่ายังไงนะดอง!?!



    “ไฮเจน ฝากดูเรื่องการบินที! ”

    “ไว้ใจฉันได้เลย! ”

    ที่โฮปขึ้นไปสูงเหนือพื้นมากกว่ายี่สิบเมตรได้นั้น มันไม่ใช่เป็นเพราะแรงกระโดดของเขา

    แต่มันเป็นเพราะเขาให้ไฮเจนใช้กรงเล็บจิกเข้าไปที่แผ่นหลังของเขา แล้วพาบินขึ้นท้องฟ้าต่างหาก

    ไม่เจ็บหรือนั่น!?!

    “จงกลายเป็นเครื่องหนังราคาแพงไปซะ เจ้าพวกจระเข้ยักษ์! ”

    โฮปกับไฮเจน พวกเขาทั้งคู่กำลังเคลื่อนไหวไปในอากาศอย่างรวดเร็ว

    โฮปชักกระบี่สีดำกับกระบี่สีเทาขึ้นสูงเหนือหัว

    กระบี่ทั้งสองเล่มต่างเปล่งกระกายจนเป็นสีแดงฉาน ก่อนจะเริ่มกวัดแกว่งเข้าไปในใจกลางดงของศัตรู



    *กีสสส! *

    พวกจระเข้ยักษ์ต่างกรีดร้องรุนแรงอย่างเจ็บปวด

    พวกมันถูกสับฝ่าครึ่ง และถูกเลาะฟันเขี้ยวที่แหลมคมออกจากปาก ก่อนจะถูกถลกหนังทั้งเป็น

    ทั้งที่มีจำนวนมากกว่า ร่างกายใหญ่โตกว่า แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งนั้นทำให้พวกมันเสียเปรียบ

    ด้วยกรามที่ใหญ่โต กับหางที่ใหญ่เทอะทะ จึงทำให้พวกมันเริ่มโจมตีถูกพวกเดียวกันเองที่ใจกลางอากาศนั้น

    ในขณะที่พวกโฮปใช้ร่างกายที่เล็กกว่าให้เป็นประโยชน์ ด้วยการบินหลบมุดผ่านใต้ท้อง แล้วโฉบโจมตีจากมุมอับสายตาของพวกมัน

    คนหนึ่งโจมตี คนหนึ่งควบคุมการบิน

    ทั้งสองคนเคลื่อนไหวเข้าขากันอย่างดี ราวกับว่าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ



    “สุดยอด! ”

    “สองคนนั้นเข้าขากันมากเลยละ! ”

    “ราวกับเป็นคู่สามีภรรยากันเลยนะ! ”

    ได้ยินที่พวกตัวประกันพูดวิจารณ์กันแล้ว… มันก็เจ็บจี๊ดหัวใจขึ้นมาเลยงะ

    จะน่าอิจฉาไปแล้วนะดอง!

    แต่ต้องขอบคุณความเก่งกาจนั้น เลยทำให้ฉันสามารถใช้พลังของภูติได้อย่างสบายใจ

    แต่ก็อิจฉางะ!

    แง!



    หลังจากที่เป่าหมอกให้ปลิวหายไปได้สักพัก---

    "นั่นแฟตนี่! "

    "เดียวฉันเข้าไปช่วยเธอออกมาเองค่ะ"

    "ฝากทีนะพรุน"

    พวกเราก็พบกับแฟตที่กำลังยืนกลั้นหายใจคนเดียวอยู่ในใจกลางหมอกสีชมพู

    "อึ๊ก… ฮ่า… ขอบคุณที่มาช่วยค่ะ"

    เธอพูดกล่าวขอบคุณพวกเราด้วยสภาพที่อ่อนแรง ในระหว่างที่ถูกพรุนอุ้มออกมา



    "แฟต หัวของเธอ!? "

    "ไม่ใช่เวลาจะมาพูดเรื่องนี้ค่ะ พวกเราพยายามหนีออกมา แต่เจอศัตรูเข้าให้ก่อน ตอนนี้คุณจาวิสยังหมดพลังและยังจมอยู่ในหมอก ส่วนคุณไพไรต์กับคุณโนอาร์กำลังต่อสู้อยู่อย่างที่เห็นค่ะ"

    สรุปมาได้สั้นดีจัง ดอง~

    "ส่วน ผอ. บานา ฉันเห็นท่านอยู่ในหมอก เลยออกไปทางขวาจากจุดที่เจอฉันราวห้าสิบเมตรค่ะ"

    " ขอบคุณค่ะแฟต! "

    พรุนดูมีความสุขมาก ที่รู้ว่าพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ข้างในหมอกตรงนั้น

    " จริงสิ แล้วเจ้าเยลโล่ละดอง? "

    " ออ… ถ้าเป็นคุณเยลโล่ละก็…"

    เธอหยุดพูด แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองที่ตัวจ่าฝูงบนท้องฟ้า

    " กำลังทำเรื่องบ้าบออยู่บนนั้นค่ะ"

    พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงเงาขนาดเล็กสองจุด ที่กำลังแผ่หมอกสีชมพูออกมาเป็นจำนวนมากอยู่ข้างบนหัวของตัวจ่าฝูง

    "..."

    หมอนั่นมันไปทำบ้าอะไรอยู่ตรงนั้นกันเนี่ยดอง!?

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน