***จ่าฝูงแห่งเวหา [เทล]
จะ… เจ็บ!
มันเกิดอะไรขึ้น?
จำได้ว่ากำลังหลับสบายอยู่ในวังวนโดมสายน้ำเหมือนทุกวัน แล้วอยู่ ๆ ก็รู้สึกได้ถึงร่างกายที่หนักอึ้ง ก่อนจะร่วงลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
เจ็บชิบหายเลยค่ะ
ให้ตายสิ คุณธรรมชาติ อย่ามาทรมานคนแก่ด้วยแผ่นดินไหวแบบนี้สิค่ะ
“แล้วนี่… เสียงอะไร? ”
ฉันได้ยินเสียงดังอื้ออึงมาจากหมอกสีชมพูที่ลงหนาทึบตรงหน้า
ภายในเงาของหมอกนั้น คือเหล่าลูกหลานของฉัน กับเหยื่อขนาดเล็กจำนวนมากที่ติดอยู่ในห้วงของการฝากครรภ์
“ขนาดเจอแผ่นดินไหวถล่มไปขนาดนั้น ยังคึกกันได้อีกนะ สมกับเป็นลูก ๆ ของฉันเสียจริง”
ฉันบ่นด้วยความดีใจ
ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นานคงมีกองกำลังมากพอไปยึดป่าเขตอื่นเพื่อขยับขยายพื้นที่หากิน
เพราะดินแดนน้ำตกยักษ์แห่งนี้ มันเริ่มคับแคบเกินไปสำหรับพวกเราที่มีขนาดตัวใหญ่ยักษ์
อาหารมีไม่พอ แถมเหยื่อที่จะมาใช้ฝากตั้งครรภ์ก็มีจำนวนน้อยลง
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้พวกลูก ๆ ของฉันจะโชคดีล่ามาได้เยอะเป็นพิเศษเลยแฮะ
“…”
พอเห็นแบบนี้ก็รู้สึกคึกขึ้นมาเลย
งั้น… คุณป้าคนนี้ขอร่วมวงด้วยคนนะคะ
ฉันก้าวขาเดินเข้าไปในหมอกตรงหน้าด้วยร่างกายที่ใหญ่โต
ต้องระวังไม่ให้พลาดไปเหยียบใส่พวกเหยื่อตัวจิ๋วด้วย
“หืม? ”
อะไรเนี่ย?
ทำไมกลิ่นของฮอร์โมนถึงแปลก ๆ?
นี่มันไม่ใช่กลิ่นที่พวกเราแผ่ออกมานี่?
แถมถ้าดูให้ดี พวกลูกหลานของฉันเองก็ยัง [คลั่ง] เพราะกลิ่นนี้ไปด้วยไม่ใช่หรือ?
อึ๊ก…
จะว่าไป สติของฉันเองก็แทบจะไปด้วยอีกคนเลยนะ
ใคร!?
ใครคือเจ้าของผู้ผลิตกลิ่นที่แส้นเย้ายวนใจนี้กัน!
ขนาดตัวฉันที่ใช้ชีวิตมาร่วมสามร้อยปี ยังไม่เคยสามารถสร้างกลิ่นที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาก่อนได้ในชีวิตนี้เลยนะ!
แล้วฉันก็พบต้นตอของไอหมอกสีชมพูนี้
ตัวการคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มีสองขา สองแขน ผมสีคราม และมีแผ่นผิวประหลาดสีดำปกคลุมผิวหนังสีเนื้อที่ดูเนียนนุ่มน่ากัด
สิ่งมีชีวิตตัวนั้นกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า โดยมีแสงอาทิตย์สาดส่องใส่เป็นฉากหลัง
ควันสีชมพูถูกปล่อยออกมาต่อเนื่องของเธอ จะถูกสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมีปีกแสง คอยควบคุมทิศทางลมอยู่ข้างหลังอีกที
มันช่างเป็นภาพที่เจิดจ้า และประทับตรึงตราจิตใจของฉันเป็นอย่างมาก
“อ๊า…”
น้ำตาของฉันไหลลงมาโดยที่ไม่ทันรู้ตัว
ถึงจะต่างสายพันธุ์ แต่พลังในการสร้างฮอร์โมนกระตุ้นของสิ่งมีชีวิตตัวนั้นคือของจริง
ฉันเดินเข้าไปใกล้เธอโดยที่ไม่รู้ตัว
วิ่งผ่านใจกลางวงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กซึ่งกำลังตะโกนกูก้องใส่กัน
ไม่สนคมเขี้ยวที่กำลังฆ่าฟันอย่างบ้าคลั่ง
ไม่สนใจนักรบคล้ายหมาป่าขนดำ กับนักรบกระต่ายขนสีขาวที่ถูกฉันแตะปลิวออกไปไกล
ไม่สนใจทุกสิ่งรอบตัว จนกระทั้งไปหยุดลงตรงด้านล่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กตัวนั้น แล้วก้มหัวโค้งตัวให้อย่างงดงาม
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อที่จะเอยคำ คำนี้เท่านั้น
“ขอทำความเคารพ ท่านจ่าฝูงค่ะ”
***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
“ดินแดนทะเลสาบไข่มุข... รอก่อนนะ จะช่วยทุกคนออกมาเดียวนี้ละ! ”
โฮปตะโกนเสียงดังอยู่ตรงหน้าเพื่อเพิ่มกำลังใจให้กับตัวเอง
“ว่าแต่ฐานทัพลับที่ว่าอยู่ตรงส่วนไหนของทะเลสาบกันหรือดอง? ”
“พูดอีกก็ถูกอีก ดินแดนที่มีแต่หมอกปกคลุมอย่างนี้คงหายาก แถมยังได้ยินมาว่าเป็นเกาะลอยฟ้าอีก คงต้องหวังพึ่งเธอแล้วละไฮเจน! รบกวนใช้ความสามารถในการบินของเธอช่วยตรวจหาให้ทีนะ! ”
“ได้ค่ะโฮป! ”
อึ๊ก…
พอเห็นเจ้าโฮปคุยกับไฮเจนอย่างสนิทสนมแล้ว มันก็รู้สึกเจ็บหัวใจจีดขึ้นมาเลยดอง…
รู้สึกหงุดหงิดจนอยากแกล้งเจ้าโฮปกับไฮเจนขึ้นมาเลยสิน้า~
เริ่มด้วยการแคะน้ำมูกแล้วแอบหย่อนใส่ถ้วยน้ำ แล้วส่งให้พวกเขาดื่มดีไหมน้า~
“เห็นทางออกแล้วเจ้าค่ะ! ”
เอทหันมาส่งเสียงเตือนพวกเราจากที่นั่งอานม้าแถวหน้าสุด
ผืนป่าที่หนาทึบเริ่มบางตาจนกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง
หัวใจของฉันเริ่มเต้นรั่วอย่างบ้าคลั่ง
ดินแดนที่มีแผ่นดินลอยฟ้า กับแม่น้ำที่วิ่งจากล่างขึ้นบน
ดินแดนที่ราวกับทวีปแห่งความฝันเหนือจินตนาการณ์ที่เคยได้แต่เฝ้ามองอ่านจากตำรา
นั่นละคือการผจญภัยที่ฉันเฝ้ารอคอยตั้งแต่วันแรก ที่มาเหยียบในทวีปนี้แล้ว! ดอง!
ดินแดนในฝันที่งดงาม---
---งะ งะ งาม?
“ทำไม่มันโล่งเตียนแบบนี้กันละดอง! ”
สิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือเนินดินขนาดใหญ่
มันเป็นเนินดินที่เต็มไปด้วยเศษซากต้นไม้ สิ่งก่อสร้างโบราณที่พังทลาย กับน้ำสีโคลน
“สงสัยว่าการระเบิดเมื่อกี้นี้ จะทำให้ทั้งดินแดนถล่มพังลงมาละมั้งคะ? ”
*ปี้~*
คงจะจริงอย่างที่พรุนกับเจ้ามังกรขี้เรื้อนว่า…
เพราะระเบิดเมื่อกี้มันรุนแรงมาก จนทำให้มีฝุ่นหมอกจำนวนมากลอยปกคลุมหนาทึบไปทั่วดินแดน
ตอนแรกพวกเราพยายามคิดในแง่ดี ว่าคงมีแค่หอคอยกับผิวดินบางส่วนที่พังทลาย
แต่นี่อะไร? เล่นถล่มลงมาทั้งดินแดนเลยหรือดอง!?
“พวกแฟตจะปลอดภัยหรือเปล่าเนี่ย? ”
“ข้าน้อยได้ยินเสียงดังวุ่นวายมาจากทางเหนือ ลองไปดูกันก่อนไหมเจ้าค่ะ”
“ก็ดีนะเอท ดอง~”
“บอกว่าชื่อ [เพกมาไทต์] หรือเรียกสั้น ๆ ว่า [เพก] เจ้าค่ะ”
อุ้ย! เผลอเรียกด้วยชื่อจริงของเจ้าตัวอีกแล้วดอง!?
แบบนี้ต้องผิวปากแก้เขิน~
“ดอง ด่อง ด้อง~”
“รีบลงมาได้แล้วยัยบ้องหัวเขียว”
“เหวอ!?! ”
อยู่ ๆ เจ้าโฮปก็จับมือของฉัน แล้งดึงลงมาจากอานบนตัวอสรพิษยักษ์
ดะ… ได้จับมือด้วยละ!
กรี๊ดดดดดด!?!
“เจ้านี่มันกลัวจนตัวสั่นอยู่เห็นไหม? ที่เหลือคงต้องเดินเท้าไปกันเองแล้วละ”
“อะ… อืม…”
ฉันรีบพยายามซ่อนใบหน้าที่กำลังแดงเป็นลูกตำลึง ในตอนที่ร่อนลงพื้นพร้อมกับเขา
พวกเราทุกคนลงมายืนบนพื้นที่นุ่มและชื้นแฉะ เพราะว่ามันเต็มไปด้วยแอ่งโคลนจำนวนมาก
แถมพื้นที่หลายส่วนยังเต็มไปด้วยเศษซากต้นไม้ หิน กับสิ่งก่อสร้างที่แหลมคม เลยทำให้เคลื่อนไหวกันได้ลำบาก
หลังจากที่พวกเราเดินตัดมาทางเหนือได้ราวสิบนาที...
“นี่มันอะไรกันเนี่ย? ดอง? ”
พวกเราก็พบกับ...เออ…ทะเลเนื้อแห่งกามรมละ… ดอง~
มันคือทะเลเนื้อแห่งกามรม ที่มีคนจากทุกเผ่าพันธุ์แก้ผ้าแล้วจับคนที่อยู่ติดกันมา *ตรูด ๆ * กันอย่างบ้าคลั่ง
“นั่นมันพวก [เอลิโดโค-เอส] เจ้าค่ะ มันคือเจ้าป่าแถบนี้ เป็นสัตว์ที่สามารถผลิตหมอกสีชมพูซึ่งสามารถล่อลวงให้ผู้คนติดสัดอย่างรุนแรงได้เจ้าค่ะ”
ดูท่าต้นเหตุจะมาจากจระเข้ขนาดยักษ์พวกนั้นสินะดอง?
ท่ามกลางจระเข้ขนาดยักษ์จำนวนมาก มันมีตัวหนึ่งที่ใหญ่กว่าเพื่อนกำลังบินอยู่เหนือผู้คนในบริเวณนี้อยู่
มันมีขนาดตัวที่ยาวมากกว่าห้าสิบเมตร มีกรามที่ใหญ่กว่าสิบเมตร และยังมีผิวหนังหนาหยาบกร้านจนไม่อยากเข้าไปใกล้
เจ้านั่นคงเป็นตัวจ่าฝูงแน่นอน
“มีคนกำลังต่อสู้กับมันอยู่ด้วยเจ้าค่ะ”
เอทชี้ไปที่ตัวจ่าฝูงอีกครั้ง
บนท้องฟ้าสูงขึ้นไป มีจุดเล็ก ๆ สีแดงอยู่สองจุดกำลังต่อสู้กับสิ่งนั้นอยู่
“จุดเล็ก ๆ ที่ต่อสู้… นั่นมันพวกไพไรต์ไม่ใช่หรือดอง? ”
ร่างเล็ก ๆ ตรงนั้น คนหนึ่งคือสาวแมวเมดสีเงิน กับบุรุษสิงโตสีทอง
พวกเขาถูกหุ้มด้วยแสงสีแดงที่แผ่ออกมาจากโนอาร์ แล้วเข้าต่อสู้กับสัตว์ร้ายที่มีขนาดความยาวมากกว่าตัวเองราวสามสิบเท่าอย่างไม่เกรงกลัว
หมัดพายุแมวกับกระบวนท่ากรงเล็บสิงโตสังหาร ต่างถูกปลดปล่อยซัดกระหน่ำใส่ผิวของสัตว์ร้าย
แต่ทว่าการโจมตีของพวกเขานั้น มันไม่อาจแม้แต่จะระคายผิวหนังหนาของมันได้
ถึงขนาดที่ทนพลังโจมตีอันร้ายกาจของโนอาร์ได้เลยเชียวหรือดอง…
นี่มันระดับสัตว์ประหลาดแล้วดอง!
“รีบไปช่วยพวกเขากันเถอะดอง! ”
ว่าแล้ว ฉันก็รีบเตรียมใช้พลังภูติเพื่อบินทะยานขึ้นท้องฟ้า
แต่ทว่า
“หยุดเลยลี่”
โฮปกลับมาหยุดฉันเอาไว้เสียก่อน
น้ำเสียงของเขาฟังดูโกรธมากอีกด้วย
“พวกเรามาเพื่อช่วยเพื่อนกับตัวประกัน ไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้าบ้านั่นสักหน่อย”
“แต่ว่าจะปล่อยไปแบบนี้---”
“...กับคนใจดำที่สั่งให้เธอออกไปหยุดทั้งกองทัพด้วยตัวคนเดียว ยังจะต้องไปแคร์มันอีกเรอะ? ”
โฮปพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์
“นี่… กำลังโกรธให้กับฉันอยู่หรือดอง? ”
“.... มีคนล่อตัวบอสให้แบบนี้ มันก็โอกาสเหมาะไปเลยไม่ใช่หรือยังไง? มาหาทางช่วยทุกคนออกจากหมอกพิษบ้า ๆ นี้กันเถอะ”
อุ๊ย?
อุ๊ยยย~?
หนุ่มซึน~?
ทำเป็นบ่ายเบี่ยงพูดถึงเรื่องอื่นหรือค่ะ~? ดอง~?
“... ใช้พลังของเธอจัดการกับหมอกบ้านี้ทีสิ”
“ได้เลยดอง~”
ฉันตอบรับเขาอย่างร่าเริง
เอาน่า~ ถึงจะน่าเป็นห่วง แต่คนระดับอย่างโนอาร์กับไพไรต์คงเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว
“เอาละนะ ถ้าพูดถึงหมอกก็ต้องพูดถึงลม! ดอง! ”
ฉันเริ่มสะสมพลัง สร้างมวลอุณหภูมิร้อนกับเย็นที่แตกต่างขึ้นภายในมวลอากาศตรงหน้า แล้วใช้ความแตกต่างนั้นเพื่อให้เกิดกระแสลมไหลเวียนอย่างรุนแรงโดยธรรมชาติ
เค้นสมาธิถึงขีดสุด คำนวณอย่างชาญฉลาด แล้วควบคุมตีวงให้เหลือแค่เฉพาะคนที่ไม่ใช่ศัตรู
โชคดีที่พวกศัตรูสวมชุดทหารสีขาวคล้าย ๆ กัน
ถึงจะเปลืองผ้าออก แต่ก็ยังเหลือผ้าส่วนเอวหรือผ้าส่วนคลุมหัวไหลอยู่บ้าง เลยทำให้สามารถแยกแยะออกจากกันได้ง่าย
*พรึบ! *
พริบตานั้น สายลมเย็นก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า
จากสายลมอ่อน เริ่มรุนแรงรวดเร็วจนกลายเป็นดั่งพายุขนาดย่อม
พายุนั้นก่อตัวเป็นเกลียว ผุดขึ้นกระจายไปทั่วหมอก แล้วปัดเป่านำพาพิษร้ายให้ปลิวว่อนหายไปจากเหล่าตัวประกันที่จมอยู่ในภวังค์แห่งกามรม
“อึ๊ก…”
“วะ...แหวะ!? ”
ทันทีที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ลงไปในปอด พวกเขาก็เริ่มออกอาการอาเจียนอย่างรุนแรง
บางคนถึงกับสลบสิ้นสติไป
บางคนยังคงประคองสติ และลุกขึ้นมายืนอย่างสันสนคล้ายคนสร่างเมา
บางคนก็ทำตาปรือ ราวกับว่ายังคงจมอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน
จากที่ฉันสังเกตุ คนที่สามารถประคองสติรอดมาได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนจากเผ่ายักษ์กับเผ่ามนุษย์มด
“กำลังเสริมมาช่วยแล้ว! ใครที่ได้สติ รีบขนคนที่ไม่ได้สติหนีไปทางใต้ด่วน ที่นั่นจะมีรถลากจอดรอเอาไว้อยู่คันหนึ่งเจ้าค่ะ! ”
“ไม่ต้องกลัวพวกเราค่ะ! ทั้งฉันกับคุณกระต่ายตรงนี้ ล้วนแต่เป็นมิตรของพวกท่านค่ะ! ”
“ปิ~ ปิ้ว~! ”
“...ช่วยเหลือ? ... อืม? ครับผม? ”
เอทกับพรุน แล้วก็เจ้ามังกรขี้เรื้อน ต่างพร้อมใจกันตะโกนเสียงดัง
พวกเธอเดินเข้ามาจูงมือคนที่สับสน แล้วเริ่มนำทางให้กับพวกเขาเพื่อควบคุมสถานการณ์ก่อนที่ผู้คนจะก่อความวุ่นวายขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง…
*กี๊สสสสสสสส! *
ที่มีจระเข้ยักษ์ขนาดใหญ่กว่ายี่สิบเมตร จำนวนหลายสิบตัวพุ่งออกมาจากหมอกสีชมพู
มันคำรามลั่น แล้วกางปีกหนังสีดำน่ากลัวออกปกคลุมท้องฟ้า
“จะ--- จระเข้ยักษ์! ”
พวกตัวประกันต่างส่งเสียงกรีดร้องกันอย่างตื่นตระหนก
มันส่งเสียงคำรามพร้อมกับดวงตาแดงก่ำไร้สติ ราวกับเป็นคนบ้าที่กำลังโกรธแค้น
มันเป็นความโกรธแค้น… ที่มีต่อคนซึ่งหาญกล้ามาบังอาจแย่งคนรักของมันไป
พวกมันหมุนตัวกลางอากาศ แล้วใช้หางที่เต็มไปด้วยครีบหนังแข็งฟาดลงมาใส่ฉัน
ใช่ มันเล็งโจมตีมาที่ฉัน ราวกับรับรู้ได้ ว่าฉันคือสาเหตุที่พัดหมอกพิษให้ปลิวหายไป
“เธอคนนั้นรีบหนีเร็ว! ”
พวกตัวประกันต่างส่งเสียงเตือนฉันเป็นการใหญ่
แต่ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกถึงอันตรายใด ๆ เลย
*แกว๊ก!?! *
นั่นก็เพราะว่าฉันในตอนนี้ มีบุรุษผู้มากความสามารถอย่าง [โฮป] คอยปกป้องเอาไว้อยู่ยังไงละ
ร่างขนาดยักษ์ของจระเข้ติดปีกค้างคาวขาดครึ่งออกจากกัน ณ ใจกลางเวหา
เงามืดที่บดบังแสงแห่งรุ่งอรุณ ได้ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเงาสีดำที่ฝ่าครึ่งมันออกไป
“อะไรกันละนั่น? ”
“นกหรือ? ”
“เครื่องบินหรือเปล่า? ”
“ไม่ใช่! ”
“นั่นมันเด็กเผ่ามนุษย์ต่างหาก! ”
เงานั้นคือเงาของบุรุษจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์สุดหล่อคนหนึ่ง
เขาไว้ผมสั้นกระเซิง มีความสูงกับหน้าตาอยู่เพียงแค่ระดับค่าเฉลี่ยของเผ่ามนุษย์ แถมยังไม่มีดวงเรื่องเงินทอง
แต่กระนั้น เขาก็เฝ้าฝึกฝนตัวเองจนเก่งกาจ และมีเสน่ห์หาใครเทียบเคียง
ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่โฮปของฉันจะเปล่งประกายต่อหน้าทุกคน ณ เวลานี้
พูดแล้วเหมือนว่ากำลังอวดแฟนตัวเองอยู่เลย~ ดอง~
“สุดยอด! ”
“เพียงแค่ดาบเดียวเท่านั้น! ”
“แถมยังสามารถกระโดดได้สูงถึงขนาดนั้นอีก! ”
“ดูนั่น! เขาเริ่มร่ายรำบทเพลงต่อไปแล้ว! ”
ฉันทำหน้าที่ขับไล่ปัดเป่าหมอกพิษร้าย
พรุน เอท กับเจ้ามังกรขี้เรื้อนรับทำหน้าที่ดูแลพวกตัวประกัน
และคนที่คอยรับมือศัตรูจากภายนอก ก็คือโฮปสุดหล่อของ---
“ดูนั่นสิ เขามีปีกงอกออกมาจากหลังด้วยละ! ”
“ไม่ใช่ นั่นเขาให้เผ่ามนุษย์นกคนหนึ่งช่วยแบกเอาไว้อยู่ต่างหาก! ”
--โฮปสุดหล่อของฉัน…
วะ ว่ายังไงนะดอง!?!
“ไฮเจน ฝากดูเรื่องการบินที! ”
“ไว้ใจฉันได้เลย! ”
ที่โฮปขึ้นไปสูงเหนือพื้นมากกว่ายี่สิบเมตรได้นั้น มันไม่ใช่เป็นเพราะแรงกระโดดของเขา
แต่มันเป็นเพราะเขาให้ไฮเจนใช้กรงเล็บจิกเข้าไปที่แผ่นหลังของเขา แล้วพาบินขึ้นท้องฟ้าต่างหาก
ไม่เจ็บหรือนั่น!?!
“จงกลายเป็นเครื่องหนังราคาแพงไปซะ เจ้าพวกจระเข้ยักษ์! ”
โฮปกับไฮเจน พวกเขาทั้งคู่กำลังเคลื่อนไหวไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
โฮปชักกระบี่สีดำกับกระบี่สีเทาขึ้นสูงเหนือหัว
กระบี่ทั้งสองเล่มต่างเปล่งกระกายจนเป็นสีแดงฉาน ก่อนจะเริ่มกวัดแกว่งเข้าไปในใจกลางดงของศัตรู
*กีสสส! *
พวกจระเข้ยักษ์ต่างกรีดร้องรุนแรงอย่างเจ็บปวด
พวกมันถูกสับฝ่าครึ่ง และถูกเลาะฟันเขี้ยวที่แหลมคมออกจากปาก ก่อนจะถูกถลกหนังทั้งเป็น
ทั้งที่มีจำนวนมากกว่า ร่างกายใหญ่โตกว่า แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งนั้นทำให้พวกมันเสียเปรียบ
ด้วยกรามที่ใหญ่โต กับหางที่ใหญ่เทอะทะ จึงทำให้พวกมันเริ่มโจมตีถูกพวกเดียวกันเองที่ใจกลางอากาศนั้น
ในขณะที่พวกโฮปใช้ร่างกายที่เล็กกว่าให้เป็นประโยชน์ ด้วยการบินหลบมุดผ่านใต้ท้อง แล้วโฉบโจมตีจากมุมอับสายตาของพวกมัน
คนหนึ่งโจมตี คนหนึ่งควบคุมการบิน
ทั้งสองคนเคลื่อนไหวเข้าขากันอย่างดี ราวกับว่าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ
“สุดยอด! ”
“สองคนนั้นเข้าขากันมากเลยละ! ”
“ราวกับเป็นคู่สามีภรรยากันเลยนะ! ”
ได้ยินที่พวกตัวประกันพูดวิจารณ์กันแล้ว… มันก็เจ็บจี๊ดหัวใจขึ้นมาเลยงะ
จะน่าอิจฉาไปแล้วนะดอง!
แต่ต้องขอบคุณความเก่งกาจนั้น เลยทำให้ฉันสามารถใช้พลังของภูติได้อย่างสบายใจ
แต่ก็อิจฉางะ!
แง!
หลังจากที่เป่าหมอกให้ปลิวหายไปได้สักพัก---
"นั่นแฟตนี่! "
"เดียวฉันเข้าไปช่วยเธอออกมาเองค่ะ"
"ฝากทีนะพรุน"
พวกเราก็พบกับแฟตที่กำลังยืนกลั้นหายใจคนเดียวอยู่ในใจกลางหมอกสีชมพู
"อึ๊ก… ฮ่า… ขอบคุณที่มาช่วยค่ะ"
เธอพูดกล่าวขอบคุณพวกเราด้วยสภาพที่อ่อนแรง ในระหว่างที่ถูกพรุนอุ้มออกมา
"แฟต หัวของเธอ!? "
"ไม่ใช่เวลาจะมาพูดเรื่องนี้ค่ะ พวกเราพยายามหนีออกมา แต่เจอศัตรูเข้าให้ก่อน ตอนนี้คุณจาวิสยังหมดพลังและยังจมอยู่ในหมอก ส่วนคุณไพไรต์กับคุณโนอาร์กำลังต่อสู้อยู่อย่างที่เห็นค่ะ"
สรุปมาได้สั้นดีจัง ดอง~
"ส่วน ผอ. บานา ฉันเห็นท่านอยู่ในหมอก เลยออกไปทางขวาจากจุดที่เจอฉันราวห้าสิบเมตรค่ะ"
" ขอบคุณค่ะแฟต! "
พรุนดูมีความสุขมาก ที่รู้ว่าพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ข้างในหมอกตรงนั้น
" จริงสิ แล้วเจ้าเยลโล่ละดอง? "
" ออ… ถ้าเป็นคุณเยลโล่ละก็…"
เธอหยุดพูด แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองที่ตัวจ่าฝูงบนท้องฟ้า
" กำลังทำเรื่องบ้าบออยู่บนนั้นค่ะ"
พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงเงาขนาดเล็กสองจุด ที่กำลังแผ่หมอกสีชมพูออกมาเป็นจำนวนมากอยู่ข้างบนหัวของตัวจ่าฝูง
"..."
หมอนั่นมันไปทำบ้าอะไรอยู่ตรงนั้นกันเนี่ยดอง!?