เหนือเต๋าทั้งปวง

    ออกเดินทางไกลครั้งแรก

            การประชุมขุนนางตอนนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเหล่าขุนนางมากมายในราชสำนักต้าสุ่ยย่อมมีบางคนข่าวสารไวรู้ว่าฮ่องเต้ของพวกเขาร่วมมือกับสำนักอวี้ฮวาทำบางอย่างอยู่และเมื่อสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ปรากฏพวกเขาจึงเข้าใจในที่สุด

            แต่สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ล้ำค่ามากเกินไปและมันสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลช่วยไม่ได้ที่จะมีขุนนางหลายคนเกิดความโลภขึ้นมาอยากจะเป็นตัวแทนราชสำนักดูแลสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เพื่อหาผลประโยชน์

            “ฝ่าบาทตอนนี้ขุนนางแบ่งออกเป็นสองฝ่ายแล้วตามความเห็นของข้าเพื่อแผนการใหญ่ขุนนางที่คิดแต่จะหาผลประโยชน์ไม่อาจปล่อยไว้ได้”ราชครูกล่าวเสียงเบา

            “เราก็คิดเช่นนั้นหลังจากสิ้นสุดการประชุมเจ้าจงส่งคนไปสามสืบข้อมูลของขุนนางเหล่านั้นทุกการกระทำผิดจึงนำมาประจานทั้งหมดข้าจะใช้โอกาสนี้ทำความสะอาดราชสำนักเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่ของข้าในวันข้างหน้า”ฮ่องเต้ต้าสุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเพื่อแผนการในอีกหลายปีข้างหน้าเขาไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดยิ่งไม่อยากถูกแทงข้างหลัง

            “ฝ่าบาทด้วยสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้แคว้นต้าสุ่ยของพวกเราสามารถหากำไรจากการขายให้กับแคว้นอื่นได้หากพวกเราตั้งราคาสูงๆกำไรที่พวกเราได้คงมากมายมหาศาล”

            “ฝ่าบาทหากพวกเราได้กำไรจากสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ในคลังหลวงก็จะมีเงินมากพอเอาไว้ใช้ประชาชนยามลำบากได้”

            “ใช่แล้วฝ่าบาททั้งหมดก็เพื่อแคว้นต้าสุ่ย ให้ประชาชนรออีกนิดแล้วนำสิ่งประดิษฐ์ไปขายก่อนดีหรือไม่”

            “ไร้สาระสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ประชาชนของพวกเราต้องได้ใช้ก่อนถึงจะถูกพวกเจ้าเอาสมองส่วนไหนคิดที่จะขายให้กับแคว้นอื่นก่อนที่จะสร้างให้กับประชาชน”

            “ฝ่าบาทข้าคิดว่าขุนนางพวกนี้มีใจไม่ซื่อไม่ควรปล่อยไว้”

            “เหลวไหลข้าแค่เห็นว่าคลังหลวงของพวกเราขาดแคลนเงินจำเป็นต้องหาเงินมาเติมในคลังอย่างเร่งด่วนเท่านั้น”

            “ใช่แล้วพวกเจ้าไม่มีความคิดดีๆก็อย่าเปิดปากดีกว่า”เหล่าขุนนางพากันเถียงกันไปเถียงกันมา

            “ฮึขุนนางทุกท่านโปรดเงียบก่อน เราอยากฟังความเห็นของราชครู” ฮ่องเต้ต้าสุ่ยกล่าว

            “ฝ่าบาทเจตนาแรกเริ่มที่พวกเราสร้างสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ขึ้นมาเพื่อพัฒนาแคว้นของพวกเราไม่ใช่การค้าขายดังนั้นตามความเห็นของพวกเราควรจะพัฒนาแคว้นของพวกเราให้รุ่งเรืองก่อนหากในอนาคตสามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ให้กับเมืองและหมู่บ้านทุกแห่งในแคว้นต้าสุ่ยได้แล้วสามารถนำไปขายให้แคว้นอื่นๆก็ยังไม่สาย”ราชครูกล่าว

            “ราชครูกล่าวถูกต้องแล้วนี่คือความคิดที่ดีที่สุดไม่เหมือนพวกหน้าซื่อใจคิดที่คิดแต่จะหาผลประโยชน์ส่วนตัว”

            “เจ้า!!!!!!”

            “เอาละพอได้แล้วข้าคิดว่าราชครูกล่าวมาถูกต้องตอนนี้ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปได้แล้วส่วนเรื่องการดูแลสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ข้าไม่ขอรบกวนพวกเจ้าก็แล้วกันเพราะข้าได้แต่งตั้งตำแหน่งนี้ให้ผู้อื่นไปแล้วพวกเจ้าก็อย่าได้สอดมือเข้ามายุ่งอีกเลยไปได้” ฮ่องเต้ต้าสุ่ยกล่าว

            เหล่าขุนนางที่เดินออกมาพากันมีสีหน้าแตกต่างกันออกไปบางคนยินดีที่แคว้นกำลังจะรุ่งเรืองแต่บางกลุ่มกลับเผยสีหน้ามืดมนเพราะพวกเขาไม่อาจหาผลประโยชน์ต่อสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ได้

            “พวกเราจะทำยังไงดีฝ่าบาทไม่ให้พวกเราเข้าไปยุ่งเห็นได้ชัดว่าต้องการกีดกันพวกเราออกไป”

            “ไปสืบมาว่าใครเป็นคนสร้างสิ่งประดิษฐ์นี้หรือว่าเป็นคนจากสำนักอวี้ฮวาผู้นั้นไม่ถูกศิษย์จากสำนักอวี้ฮวาไม่มีสร้างสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่จำนวนมากขนาดนี้คนเดียวได้แน่จะต้องมีคนอื่นอีกพวกเราแค่ต้องสืบให้เจอและใช้ผลประโยชน์เข้าหาคนผู้นี้ฮึ ข้าไม่เชื่อหรอกต่อหน้าผลประโยชน์พวกมันจะไม่หวั่นไหว”

            “ถูกต้องแล้วไม่ว่าอย่างไรสิ่งประดิษฐ์พวกนี้จะต้องโด่งดังมากในอนาคตพวกเราจะต้องเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ได้และมีส่วนแบ่งจากกำไรทั้งหมด”เหล่าขุนนางบางกลุ่มพากันปรึกษาทันที

            “ฮึเจ้าพวกปรสิตข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้วแต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่เห็นค่าเช่นนั้นก็จงหายไปซะ” ราชครูที่ร่ายวิชาอำพรางตัวแอบติดตามเหล่าขุนนางกลุ่มนี้มาได้ยินสิ่งที่พวกขุนนางคุยกันก็เค้นเสียงในใจ

            “ท่านราชครูคนของพวกเราได้เริ่มลงมือแล้ว”ร่างเงาจำนวนหนึ่งปรากฏตัวอย่างเงียบๆ

            “ดีหาหลักฐานการทุจริตของพวกมันมาให้หมดยิ่งมากยิ่งดีจะได้ตัดสินประหารเก้าชั่วโคตรไปซะ”ราชครูเผยความโหดเหี้ยม

            ฮ่องเต้ได้ติดประกาศถึงความสามารถของสิ่งประดิษฐ์ให้ประชาชนได้อ่านและทำความเข้าใจดังนั้นความวุ่นวายจึงไม่เกิดขึ้นประชาชนทุกคนในแต่ละพื้นที่สามารถใช้น้ำจากสิ่งประดิษฐ์ได้ฟรีแน่นอนว่าหากพื้นที่ใดที่เหล่าขุนนางแอบขึ้นภาษีหรือเก็บเงินจากการใช้น้ำจากสิ่งประดิษฐ์ต้องโทษประหารทันที

            ประชาชนในเมืองหลวงพากันเคารพฮ่องเต้ของพวกเขาอย่างยิ่งตอนแรกพวกเขายังคิดว่าฮ่องเต้ของพวกเขาเสียสติไปแล้วแต่เมื่อได้รู้ถึงความยากลำบากและความใจกว้างของฮ่องเต้พวกเขาก็เปลี่ยนความคิดเพราะถึงอย่างไรงบประมาณที่นำมาสร้างสิ่งประดิษฐ์นอกจากภาษีที่เก็บจากประชาชนแล้วก็มีเงินส่วนตัวของฮ่องเต้อีกด้วย

            “ดูเหมือนฮ่องเต้ต้าสุ่ยจะทำได้ไม่เลวจัดการบ้านเมืองได้ดี” จิ้งจอกน้อยที่แปลงกายเป็นเด็กสาวถือผลไม้เชื่อมกล่าวขึ้น

            “นับว่าพอมีความสามารถอยู่บ้างจริงๆด้วยความเด็ดขาดและมองการไกลเช่นนี้สามารถร่วมมือกับนายท่านได้” เสี่ยวไป๋กล่าว

            “ผู้อาวุโสท่านคิดว่านายท่านจะสร้างสิ่งนั่นสำเร็จหรือไม่”จิ้งจอกน้อยกล่าว

            “ต้องได้อยู่แล้วเพียงแต่ด้วยกำลังคนและทรัพยากรที่มีตอนนี้ยังทำไม่ได้หากอีก 10 ปีนายท่านเดินหน้าทำเรื่องนี้ต่อไปไม่หยุดก็อาจจะทำได้แต่ว่าเรื่องทรัพยากรพวกเราคงต้องช่วยนายท่านอีกแรง” เสี่ยวไป๋เผยแววตาชั่วร้ายออกมา

            “ช่วยช่วยยังไงข้าจะช่วยอีกแรง” จิ้งจอกน้อยกล่าว

            “แน่นอนถึงตอนนั้นข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตา”เสี่ยวไป๋กล่าว

            หลิงหยวนเห็นว่าทั้งฮ่องเต้ต้าสุ่ยและราชครูทำงานได้ไม่เลวก็เลือกที่จะกลับสำนักทันทีตอนนี้พวกช่างกลไกถือว่าพอมีฝีมืออยู่บ้างแล้วต่อให้หลิงหยวนไม่อยู่การสร้างเครื่องแปรสภาพน้ำก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแต่หากจะสร้างสิ่งประดิษฐ์อื่นๆฝีมือของพวกเขายังไม่ถึงขั้น

            หลิงหยวนกลับมาถึงสำนักก็เห็นว่าบรรยากาศของพวกเหยาอวิ้นเปลี่ยนไปมากกลิ่นอายบนร่างมีความเฉียบคมมากขึ้นเห็นได้ชัดว่าฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

            “ศิษย์พี่รองท่านกลับมาแล้ว”เหยาอวิ้นเห็นหลิงหยวนก็รีบเรียกทันที

            “อืมพวกเราจะออกเดินทางตอนไหน” หลิงหยวนพยักหน้าทักทายคนอื่นๆก่อนจะมองหนานเว่ย

            “อีกเดี๋ยวท่านเจ้าสำนักก็จะมาแล้วตอนนี้ท่านอาจารย์อยู่ในช่วงสำคัญจึงไปพร้อมกับพวกเราไม่ได้ข้าเลยเป็นตัวแทนของอาจารย์ไปเป็นเพื่อนพวกเจ้าส่วนผู้อาวุโสในสำนักก็จะไปพร้อมกับพวกเราอีกสองท่านรวมเจ้าสำนักแล้วก็มีสามท่าน”หนานเว่ยกล่าว

            “ข้าว่ามันดูเหมือนน้อยไปหน่อย”ไป๋ซวีกล่าว

            “ตอนนี้สำนักกำลังขาดคนไม่อาจปล่อยให้ในสำนักมีผู้อาวุโสอยู่น้อยเกินไปได้”เสียงของเจ้าสำนักดังขึ้น

            “ท่านเจ้าสำนักั” ทั้งสี่คนกุมมือคารวะ

            “ไม่ต้องมากพิธีการประชันร้อยสำนักครั้งนี้สำนักของพวกเราแม้จะมีศิษย์ที่โดดเด่นขึ้นมาบ้างแต่รากฐานยังไม่มั่นคงจึงไม่ได้เข้าร่วมจึงมีแค่พวกเจ้าสามคนศิษย์หลานเหยา เจ้าเองก็บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงแล้วถือว่าเป็นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆในบรรดาศิษย์แล้วถือว่าฉินอวี้ซีทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่เสียเปล่าจริงๆส่วนไป๋ซวีเจ้าเกือบบรรลุขอบเขตหลอมแก่นปราณแล้วขอแค่ไม่มีอะไรผิดพลาดหลังจากการประชันร้อยสำนักเสร็จอาจารย์ของเจ้าก็เตรียมพร้อมช่วยเจ้าบรรลุขอบเขตหลอมแก่นปราณทันที”เจ้าสำนักกล่าว

            “ศิษย์จะทำอย่างเต็มที่”ไป๋ซวีกล่าว

            “ส่วนศิษย์หลานหลิงเจ้าแค่ทำเหมือนอย่างที่เคยก็พอ....เอ่อ” เจ้าสำนักมองไปยังหนานเว่ย

            “สำหรับศิษย์น้องหลิงคู่ต่อสู้ในครั้งนี้เป็นพวกอ่อนแอ อ่อนแอกว่าข้ามาก” หนานเว่ยกล่าว

            “ใช่แล้วเป็นพวกอ่อนแอเพราะงั้นไม่ต้องกังวล” เจ้าสำนักหัวเราะออกมา

            “เข้าใจแล้วในเมื่ออ่อนแอกว่าศิษย์พี่หญิงเช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรให้กลัว”หลิงหยวนกล่าวอย่างมั่นใจ

            “เหอะพวกเจ้าคอยดูเถอะครั้งนี้ข้าจะทำให้สำนักอันดับหนึ่งถึงสิบต้องตื่นตระหนกในความแข็งแกร่งของศิษย์หลานหลิง”เจ้าสำนักแอบยิ้มอยู่ในใจ

            “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”เจ้าสำนักกล่าว

            สิ้นเสียงเรือเหาะลำหนึ่งก็ลอยมาถึงยอดเขาเมฆาด้านบนมีผู้อาวุโสขอบเขตหยวนอิงขั้นสูงสองคนรออยู่ก่อนแล้วเจ้าสำนักโบกมือพาทั้งสี่คนขึ้นไปบนเรือเหาะทันที

            “ไปได้”เจ้าสำนีกล่าว

            เมื่อเรือเหาะลอยออกไปเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสมองไปยังเรือเหาะด้วยอารมณ์หลากหลายบางคนรู้สึกเสียใจที่ความสามารถของตนเองต่ำเกินไปไม่อาจเป็นตัวแทนของสำนักบางคนรู้สึกกังวลว่าพวกหลิงหยวนจะไม่ปลอดภัย

            “ท่านบรรพชนพวกเขาจะปล่อยภัยกลับมาจริงๆเหรอ” เจ้ายอดเขากระบี่กล่าว

            “ไม่ต้องกังวลเจ้าสำนักนำสมบัติที่ทรงพลังชิ้นหนึ่งไปด้วยศัตรูย่อมทำอะไรไม่ได้”บรรพชนอวี้ฮวากล่าว

            บนยอดเขาเมฆาพวกเสี่ยวไป๋มองไปยังทิศทางที่หลิงหยวนจากไปด้วยแววตาล้ำลึกก่อนจะเห็นฉินอวี้ซีเดินออกมาจากเรือนของตัวเอง

            “พวกเราเองก็ไปกันเถอะเพื่อแผนการใหญ่ของหยวนหยวนของข้า ข้าจำเป็นต้องลอบกลับไปยังแดนเทพสักครั้งและการจะทำเช่นนั้นได้ต้องมีเจ้าช่วย” ฉินอวี้ซีมองไปยังเสี่ยวหลง

            “ไม่มีปัญหาเจ้าคงคิดจะเปิดคลังสมบัติของเทพวารีไม่สิของตัวเจ้าเองในอดีตสินะ” เสี่ยวหลงกล่าว

            “ใช่ข้าต้องเตรียมพร้อมหากแดนเซียนแทรกแซงลงมาส่วนพวกเจ้าหากแดนศักดิ์สิทธิ์จากแดนเซียนลงมือก็คงต้องพึ่งพวกเจ้าปกป้องสำนักอวี้ฮวาแล้ว”ฉินอวี้ซีกล่าว

            “ไม่ต้องกังวลมีพวกเราอยู่ไม่ว่าจะแดนศักดิ์สิทธิ์หรือเผ่ามารเผ่าปีศาจก็ไม่อาจทำอะไรนายท่านได้”เสี่ยวไป๋กล่าว

            “ครั้งนี้ข้าจะไปปกป้องนายท่านอย่างลับๆส่วนเสี่ยวไป๋จะไปเล่นงานแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อีสักรอบเพื่อสั่งสอน” เสี่ยวหวงกล่าว

            “ดีเช่นนั้นพวกเราแยกย้ายกันตรงนี้” ฉินอวี้ซีกล่าว

            สิ้นเสียงทั้งหมดก็แยกย้ายฉินอวี้ซีและเสี่ยวหลงทะลวงผ่านเข้าไปแดนเซียนและตรงสู่แดนเทพเพื่อนำคลังสมบัติของฉินอวี้ซีกลับมาส่วนเสี่ยวไป๋และจิ้งจอกน้อยตรงไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อีเพื่อรอโอกาสลงมือเสี่ยวหวงแอบติดตามหลิงหยวนไปอย่างลับๆ

            แน่นอนว่าก่อนไปยอดเขาเมฆาได้ถูกวางม่านพลังที่แข็งแกร่งเอาไว้แม้แต่เซียนก็อย่าหวังว่าจะเข้ามาในยอดเขาเมฆาได้

            การเดินทางของพวกหลิงหยวนต้องใช้เวลาอย่างน้อย10 วันกว่าจะไปถึงที่หมาย พวกเหยาอวิ้นจึงใช้โอกาสนี้พักผ่อนจิตใจหลังจากฝึกฝนอย่างหนักมานานสามเดือน

            “ศิษย์น้องเจ้าไปอยู่ในแคว้นต้าสุ่ยเป็นอย่างไรบ้าง”หนานเว่ยเอ่ยถาม

            “ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีฮ่องเต้ต้าสุ่ยค่อนข้างมีความสามารถหากยังเป็นเช่นนี้สิบกว่าปีให้หลังแผนการของข้าน่าจะไปได้ไกลเกินครึ่ง”หลิงหยวนกล่าว

            “โหแค่สิบกว่าปีเองงั้นเหรอ” เจ้าสำนักได้ยินก็แปลกใจ

            “ใช่แล้วแน่นอนว่าเงื่อนไขคือกำลังคนเพียงพอและทรัพยากรเพียงพอ”หลิงหยวนยิ้ม

    คล้ายกับเรื่องเหนือเต๋าทั้งปวง ที่คุณอ่าน