ท้องพระโรงจักรพรรดิมารอัคคีจวินเฟิงซื่อเทียนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับทำการเปิดพิธีอย่างเรียบง่ายและจบด้วยการแสดงความยินดีกับหลี่เฉียนผู้ได้รับตำแหน่งอ๋องมารอันดับที่สิบห้าของวังจักรพรรดิมารอัคคี
เวลานั้น อ๋องมารรุ่นก่อนๆได้ปรากฏตัวขึ้นทำให้ผู้คนในท้องพระโรงรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของพวกมันอ๋องมารสิบกว่าคนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นอัจฉริยะในรุ่นของพวกมัน คนที่แข็งแกร่งที่สุดเวลานี้มีพลังอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นจักรพรรดิฟ้าใกล้บรรลุขั้นอนุเซียนเต็มทีแล้ว คนอื่นๆก็ล้วนแข็งแกร่งโดดเด่นกว่ายอดฝีมือในรุ่นเดียวกันส่วนมากล้วนเป็นจักรพรรดิฟ้าและมีเพียงสามคนที่ยังเป็นจักรพรรดิปฐพีอยู่
แม้จะอยู่ในห้องส่วนตัวทว่าซ่งไป่หลางก็ยังสามารถมองเห็นบรรยากาศในท้องพระโรงผ่านนัยน์ตาอัคคีได้ตลอดเวลาชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก “สมแล้วที่เป็นหนึ่งในดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดแม้แต่สำนักพงไพรเองก็ยังมียอดฝีมือขั้นจักรพรรดิฟ้าเพียงไม่กี่คนเท่านั้นส่วนมากล้วนเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่าห้าสิบปีขึ้นไป แต่วังจักรพรรดิมารอัคคีกลับมีจักรพรรดิฟ้าที่อายุต่ำกว่าสี่สิบปีอยู่หลายคน”
เซี่ยหยางพยักหน้า “เพราะเหตุนี้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์จึงไม่กล้าเปิดศึกกับดินแดนราชันย์โดยตรงความแข็งแกร่งของขั้วอำนาจวังจักรพรรดิมารดาบและวังจักรพรรดิมารโลหิตเองก็มิได้ด้อยไปกว่าวังจักรพรรดิมารอัคคีเลยแม้แต่ขั้วอำนาจขนาดกลางและเล็กของดินแดนราชันย์ก็ยังมิสามารถดูถูกได้นี่คือที่มาของความแข็งแกร่งของดินแดนราชันย์”
“เวลานี้ข้าจึงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดลู่เหอจึงเป็นเพียงตัวตนระดับกลางๆของดินแดนราชันย์เท่านั้น” ซ่งไป่หลางถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงจักรพรรดิอสรพิษมารเวลานั้นการเผชิญหน้ากับจักรพรรดิอสรพิษมารเป็นช่วงเวลาที่อันตรายอย่างมากหากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสพบเจออันตรายถึงตายโดยง่าย
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้เซี่ยหยางพลันนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมา “เฉินจือหยา เจ้าเคยได้ยินเรื่องของสมบัติบรรพชนมารมาก่อนหรือไม่”
“สมบัติบรรพชนมาร” เฉินจือหยาทวนคำด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง “เรื่องนี้ข้าเคยเห็นในบันทึกของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกเขียนไว้อย่างไร้หลักฐานรองรับเท่านั้น ว่ากันว่าสมบัติบรรพชนมารเป็นสิ่งที่มีอยู่ตั้งแต่ยุคสมัยที่ทวยเทพและมารบรรพกาลยังมีชีวิตอยู่มันเป็นสมบัติวิเศษอันทรงพลังของเผ่ามารบรรพกาลที่สามารถทำให้เหล่าเทพสั่นกลัวและไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรงเจ้าได้ยินชื่อนี้มาจากที่ใด”
เซี่ยหยางมีท่าทีเคร่งขรึมเล็กน้อย “เรื่องนั้นไม่สำคัญ ข้าได้ยินว่าราวๆสองร้อยปีก่อนได้เกิดปรากฏการณ์การตื่นขึ้นของสมบัติบรรพชนมารเจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่”
“สองร้อยปีก่อน” เฉินจือหยาครุ่นคิดเล็กน้อย “ช่วงเวลานั้นข้ายังมิได้มายังดินแดนราชันย์ทั้งยังมิได้รู้จักกับซื่อเทียนดังนั้นจึงไม่อาจให้คำตอบเจ้าได้ แต่หากเจ้าต้องการรู้ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์รู้เกี่ยวกับสมบัติบรรพชนมารมากน้อยเพียงใดข้าบอกเจ้าได้เพียงว่านี่ไม่ใช่ข่าวที่ทุกคนในตระกูลรับรู้ บางทีมันอาจถูกคนบางกลุ่มปกปิดเป็นความลับเพื่อป้องกันมิให้ถูกแย่งชิงผลประโยชน์ไป”
“เช่นนี้เอง” เซี่ยหยางถอนหายใจ ดูเหมือนว่าความขัดแย้งภายในตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะรุนแรงไม่น้อยกระทั่งเรื่องสำคัญอย่างสมบัติบรรพชนมารกลับยังมีการปกปิดเป็นข้อมูลลับเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบภายในนี่นับเป็นข่าวดีอย่างหนึ่งสำหรับมัน
“การตื่นขึ้นของสมบัติบรรพชนมารเมื่อสองร้อยปีก่อนงั้นรึถ้าเป็นเรื่องนี้ข้าสามารถบอกสิ่งที่ข้ารู้ให้แก่เจ้าได้นะ มารเซี่ย” จวินเฟิงซื่อเทียนบรรลุหน้าที่ของมันแล้วดังนั้นมันจึงกลับมายังห้องส่วนตัวและนั่งลงบนโต๊ะอาหารร่วมกับเฉินจือหยา
“เจ้าเฒ่า เล่าสิ่งที่เจ้ารู้มา”
จวินเฟิงซื่อเทียนไม่พอใจเล็กน้อย “มารเซี่ย ที่จริงแล้วเรื่องนี้นับเป็นเรื่องภายในดินแดนราชันย์เจ้าถือเป็นคนนอกกลับกล้าขู่ให้ข้าบอกเล่าเรื่องราว นี่มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
“จะเล่าหรือไม่เล่าหากเจ้าไม่เล่าข้าจะไปถามจากจักรพรรดิมารโลหิตเองแล้ว” คำขู่ของเซี่ยหยางได้ผลอย่างชัดเจนเนื่องจากจวินเฟิงซื่อเทียนยังต้องการความช่วยเหลือจากเซี่ยหยางในการรักษาเฉินจือหยาดังนั้นมันจึงต้องยอมเล่าเรื่องราวออกมาในที่สุด
“สองร้อยปีก่อนที่ลานประลองแห่งบรรพชนมาร ข้า ฮั่วกงเหวินและหลินซื่อได้ประลองฝีมือกันเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ใดคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งดินแดนราชันย์แต่การประลองในครั้งนั้นจบลงโดยมิอาจรู้ผลแพ้ชนะ นั่นก็เพราะปรากฏการณ์การตื่นขึ้นของสมบัติบรรพชนมารที่ว่า”
“พวกเจ้าสามคนประลองกันงั้นรึ” เซี่ยหยางรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที ฮั่วกงเหวินคือนามของจักรพรรดิมารดาบและหลินซื่อคือนามของจักรพรรดิมารโลหิต แม้ว่าจะเคยมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับการปะทะกันของจักรพรรดิทั้งสามทว่ากลับไม่มีข่าวไหนที่ยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงแต่เนื่องจากจวินเฟิงซื่อเทียนเป็นผู้เอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยตนเองดังนั้นนี่จะต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
จวินเฟิงซื่อเทียนพยักหน้าก่อนจะเล่าต่อว่า“เวลานั้นเมื่อพลังของพวกเราทั้งสามปะทะกันคลื่นพลังอันรุนแรงได้กระตุ้นให้สมบัติบรรพชนมารที่ถูกผนึกอยู่ใต้พื้นลานประลองแห่งบรรพชนมารตื่นขึ้นจากการหลับใหลและพยายามที่จะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการผนึก”
คิ้วของเซี่ยหยางและเฉินจือหยาขมวดเข้าหากันทันที“หากสมบัติบรรพชนมารถูกผนึกเอาไว้นั่นย่อมหมายความว่ามันเป็นสมบัติวิเศษที่อันตรายอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นเผ่ามารบรรพกาลย่อมไม่เลือกผนึกมันและปิดซ่อนเอาไว้เป็นแน่”
“ถูกต้อง ข้าและอีกสองคนที่เหลือก็ตระหนักได้เช่นกันว่าพวกเราได้แตะต้องสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องดังนั้นทันทีที่รู้ว่าสมบัติบรรพชนมารได้ตื่นขึ้น พวกข้าจึงได้เลิกต่อสู้กันและได้ร่วมมือกันเพื่อสร้างผนึกใหม่ขึ้นมายับยั้งการตื่นของสมบัติบรรพชนมารโชคดีที่มันยังถูกถ่วงรั้งจากผนึกดั้งเดิมดังนั้นการร่วมมือของพวกข้าจึงสามารถหยุดยั้งมิให้มันหลุดออกจากผนึกได้และเวลานี้มันก็ได้กลับไปหลับใหลอีกครั้ง” จวินเฟิงซื่อเทียนถอนหายใจเบาๆเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต
“อย่างไรก็ตามเนื่องจากพลังของสมบัติบรรพชนมารนั้นมหาศาลยิ่งนักดังนั้นวินาทีที่มันตื่นขึ้น ยอดฝีมือทั่วทั้งดินแดนราชันย์ต่างก็ตระหนักได้ถึงการมีอยู่ของสมบัติวิเศษชิ้นนี้แต่ยังดีที่ไม่มีผู้ใดสามารถตามหาร่องรอยของมันได้พบ มิเช่นนั้นดินแดนราชันย์คงต้องพบเจอกับภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่”
เซี่ยหยางแค่นเสียง “เจ้าเฒ่า เจ้าพลาดแล้ว มิใช่ว่าไม่มีผู้ใดค้นพบร่องรอยของมันอย่างน้อยๆข้าก็รู้จักอยู่ผู้หนึ่งที่ค้นพบร่องรอยของมันแล้วที่ดินแดนตราสูญศิษย์ของข้าได้พบเจอกับจักรพรรดิฟ้าผู้หนึ่งที่หลบหนีจากดินแดนราชันย์ไปยังสถานที่แห่งนั้นก่อนที่จะหลบหนีไปมันสืบเสาะจนพบว่าตำแหน่งที่เกิดปรากฏการณ์ที่ว่าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับลานประลองแห่งบรรพชนมารทั้งยังเกี่ยวข้องกับการประลองของพวกเจ้าทั้งสามอีกด้วย”
“จักรพรรดิฟ้างั้นรึ” จวินเฟิงซื่อเทียนตื่นตะลึงทันที “เป็นไปไม่ได้ลานประลองแห่งบรรพชนมารมิใช่สถานที่ที่จักรพรรดิฟ้าธรรมดาจะสามารถเข้าถึงได้หรือต่อให้มีผู้พยายามลุกล้ำเข้าไปในเขตลานประลอง ข้าและจักรพรรดิอีกสองคนย่อมต้องรับรู้ถึงตัวตนของมันเช่นกัน”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่ามันใช้วิธีการอันใดแต่มันสามารถสืบจนรู้เรื่องนี้ได้จริงๆ โชคดีที่เกิดปัญหาระหว่างมันและตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์ที่บงการอยู่เบื้องหลังเสียก่อนมิเช่นนั้นเวลานี้เบาะแสที่ว่าคงรู้ไปถึงหูของตระกูลศักดิ์สิทธิ์แล้ว” เซี่ยหยางส่ายหน้าอย่างระอาใจ “เนื่องจากมีคนหนึ่งที่สามารถสืบจนค้นพบเบาะแสเช่นนั้นข้าขอให้เจ้าคาดเดาไว้ก่อนเลยว่าอาจจะมีผู้อื่นที่สืบจนรู้เรื่องนี้อีก และให้ระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ตลอดเวลาจะเป็นการดีที่สุด”
จวินเฟิงซื่อเทียนมีสีหน้าเคร่งขรึม “นี่นับเป็นเรื่องอันตรายอย่างแท้จริงสมบัติบรรพชนมารมิใช่สิ่งที่ใครจะควบคุมได้ กระทั่งเหล่ามารบรรพกาลยังตัดสินใจผนึกมันเอาไว้วันใดที่มันถูกปลดปล่อยออกมาย่อไม่มีเรื่องดีเกิดขึ้น”
เซี่ยหยางถอนหายใจ “คราแรกข้าก็หลงคิดยินดีเกี่ยวกับเบาะแสที่ได้รับยังคิดจะทดลองให้ไป่หลางไปสำรวจตามเบาะแสเผื่อจะมีวาสนาได้ครอบครองสมบัตินี้ นึกไม่ถึงมันกลับเป็นสมบัติที่อันตรายไปเสียได้ช่างเถอะ ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนก็แล้วกัน”
ซ่งหงเสวี่ยพลันเอ่ยถามด้วยความกังวลเล็กๆ “ท่านพ่อ สถานที่จัดการประลองราชันย์รุ่นเยาว์ก็คือลานประลองแห่งบรรพชนมารเช่นกันหากเรื่องสมบัติบรรพชานมารเป็นจริงเช่นนั้นมิใช่ว่าพวกเราควรหลีกเลี่ยงสถานที่แห่งนั้นหรอกรึ”
จวินเฟิงซื่อเทียนส่ายหน้า “มิจำเป็น หลังจากที่รู้เรื่องนี้ข้าได้ตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่ามีเพียงระดับพลังของข้าและจักรพรรดิอีกสองคนเท่านั้นที่มีพลังพอจะกระตุ้นผนึกของสมบัติมารบรรพกาลได้”
“มีเพียงพลังระดับสามจักรพรรดิเท่านั้นที่จะกระตุ้นให้สมบัติตื่นจากการหลับใหลงั้นรึ” เซี่ยหยางครุ่นคิดเล็กน้อย “ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ควรระวังเอาไว้ แม้ว่าตัวตนของพวกเจ้าทั้งสามจะจัดว่าเป็นตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในดินแดนราชันย์แต่บนโลกใบนี้มิได้มีเพียงพวกเจ้าที่มีพลังระดับนี้”
เป็นดังที่เซี่ยหยางกล่าว บนโลกใบนี้ยังมีผู้ที่มีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับสามจักรพรรดิมารบรรพกาลอยู่ยกตัวอย่างเช่นตัวเซี่ยหยางเอง หรือเฉินจือหยาที่อยู่ในสภาวะสมบูรณ์ ทั้งสองมีศักยภาพมากพอที่จะกระตุ้นให้สมบัติมารบรรพกาลตื่นขึ้นเช่นกันยังมียอดฝีมือของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทั้งผู้อาวุโสหลักและสามยอดผู้อาวุโสคนเหล่านี้ก็มีพลังไม่ด้อยไปกว่าสามจักรพรรดิมารบรรพกาลเช่นกัน
“เรื่องนี้ข้าเองย่อมตระหนักดี อย่างไรก็ตามตราบใดที่ยังไม่มีผู้ใดค้นพบความลับเรื่องนี้มันก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลนักเพื่อที่จะปกปิดเรื่องนี้ข้า ฮั่วกงเหวินและหลินซื่อต่างก็คิดเช่นเดียวกันว่าแทนที่จะเลี่ยงการใช้งานลานประลองแห่งบรรพชนมารให้เกิดความผิดปกติการปล่อยให้มันถูกใช้งานเป็นวิธีการปกปิดที่ดียิ่งกว่า ขอเพียงระมัดระวังมากพอก็ไม่ต้องกังวลว่าจะกระตุ้นให้สมบัติชิ้นนั้นตื่นจากการหลับใหลอีกครั้ง” จวินเฟิงซื่อเทียนตอบกลับ
“เอาเถอะ นี่เป็นเพียงความกังวลของข้าเท่านั้น” เซี่ยหยางถอนหายใจ
งานเลี้ยงดำเนินผ่านไปจนจบ ของขวัญของผู้อาวุโสฟู่แห่งสำนักพงไพรที่ฝากมอบให้แก่หลี่เฉียนทำให้ท้องพระโรงปั่นป่วนไปชั่วขณะกระทั่งอ๋องมารรุ่นก่อนๆยังอดไม่ได้ที่จะคิ้วกระตุกด้วยความรู้สึกอิจฉา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในขั้นจักรพรรดิฟ้าหากในอดีตเมื่อได้รับตำแหน่งอ๋องมารพวกมันมีโอกาสได้รับโอสถเหล่านี้ เกรงว่าพวกมันคงสามารถบรรลุถึงระดับขั้นอนุเซียนได้สำเร็จแล้ว
หลังจากงานเลี้ยงวังจักรพรรดิมารอัคคีก็กลับคืนสู่ช่วงเวลาแห่งความสงบอีกครั้งซ่งไป่หลางและซ่งหงเสวี่ยต่างเริ่มต้นการฝึกฝนภายในหอมารอัคคีบรรพกาล พลังปราณธาตุอัคคีของสถานที่แห่งนี้มิได้ด้อยไปกว่าพลังธาตุพฤกษาในหอเทพพฤกษาเลยแม้แต่น้อยดังนั้นซ่งไป่หลางจึงสามารถซึมซับพลังและฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วยิ่ง
นอกจากฝึกฝนโดยการซึมซับพลังแล้วซ่งไป่หลางยังใช้โอสถวิเศษควบคู่ไปกับการใช้หยกศิลาลมปราณซึ่งปริมาณหยกศิลาลมปราณที่ซ่งไป่หลางครอบครองอยู่มันมากพอที่จะใช้ฝึกฝนพลังได้นานนับพันปีเลยทีเดียว
ระหว่างที่ฝึกฝนพลังซ่งไป่หลางยังแบ่งเวลาไปใช้ปรุงโอสถชำระไขกระดูกเพื่อฝึกฝนรากฐานศักดิ์สิทธ์ให้พัฒนาขึ้นอีกด้วยเมื่อเห็นว่าศิษย์ของตนเข้าสู่ช่วงเก็บตัวฝึกฝนเซี่ยหยางเองก็วางใจและใช้เวลาไปกับการรักษาเฉินจือหยาตามการคาดการณ์ของเซี่ยหยาง ตราบใดที่อาการของเฉินจือหยาสามารถฟื้นฟูได้โดยไม่ติดขัดนางสมควรที่จะกลับสู่สภาวะที่สมบูรณ์ภายในครึ่งปี
อันที่จริงอาการของเฉินจือหยาก่อนหน้านับว่าร้ายแรงอย่างมากหากเปลี่ยนเป็นผู้ปรุงโอสถทั่วไปคงไม่สามารถรักษานางให้หายขาดได้หรือกระทั่งไม่สามารถช่วยชีวิตของนางเอาไว้ได้ทว่าเซี่ยหยางนั้นมิได้ใช้วิธีการรักษาตามฉบับผู้ปรุงโอสถ วิธีที่มันใช้คือการใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของมันขับไล่พลังเพลิงมารบรรพกาลที่แทรกซึมในร่างของเฉินจือหยาออกไปจากนั้นจึงใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของมันเช่นกันช่วยกระตุ้นให้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเฉินจือหยากลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิมของมันที่เหลือก็เพียงแค่ปล่อยให้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่ฟื้นสภาพกลับคืนมาทำหน้าที่รักษาร่างกายของนางด้วยตนเองเท่านั้น
เมื่อการรักษาดำเนินไปถึงจุดหนึ่งเซี่ยหยางก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเฉินจือหยาไม่สมควรจะอาการหนักถึงเพียงนี้เนื่องจากตอนที่ซ่งไป่หลางใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ช่วยซ่งหงเสวี่ยจากอาการเพลิงแฝงร่างแม้ว่าจะเป็นการฝืนใช้พลังจนเกินตัวแต่ก็ยังอยู่ในจุดที่สามารถรักษาฟื้นฟูได้
เมื่อเทียบกันแล้วพลังของเฉินจือหยาแข็งแกร่งกว่าซ่งไป่หลางหลายเท่าแต่นางกลับทุ่มเทพลังรักษาซ่งหงเสวี่ยจนถึงจุดที่พลังของนางไม่อาจหวนคืนนั่นเป็นไปได้ว่าอาการเพลิงแฝงร่างแท้จริงแล้วรุนแรงกว่าที่มันคาดคิดมากนักหากมิใช่เพราะเฉินจือหยาทุ่มเทพลังของนางจนเกินขีดจำกัด อาการเพลิงแฝงร่างอาจสังหารซ่งหงเสวี่ยไปก่อนหน้าที่นางจะได้พบเจอกับซ่งไป่หลางเสียอีก
‘ทำให้คนระดับเฉินจือหยาต้องฝืนขีดจำกัดจนถึงจุดนี้ทั้งยังไม่อาจรักษาอาการเพลิงแฝงร่างจนหายขาดสมบูรณ์แท้จริงแล้วเกิดอันใดขึ้นกับหงเสวี่ยกัน’ เซี่ยหยางขมวดคิ้วด้วยความกังวลเล็กน้อย จากที่ซ่งหงเสวี่ยเคยเล่าให้ฟังนางได้พบกับโอกาสบางประการและหลังจากนั้นพลังเพลิงมารบรรพกาลในร่างของนางก็ทรงพลังมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการเพลิงแฝงร่างโอกาสอันใดที่ทำให้พลังของนางทะยานถึงจุดที่เฉินจือหยาไม่อาจยับยั้งเอาไว้ได้สำเร็จ
‘บางทีข้าควรถามเรื่องนี้กับเจ้าเฒ่าจวินเฟิงซื่อเทียนสักหน่อย’ ถึงอย่างไรซ่งหงเสวี่ยก็นับได้ว่าเป็นหลานสาวแท้ๆของมันเซี่ยหยางย่อมไม่สามารถปล่อยเรื่องอันตรายเช่นนี้เอาไว้เฉยๆ
เวลาหกเดือนผ่านไปอาการของเฉินจือหยานับว่าคงที่แล้วทำให้ความกังวลที่เป็นดั่งหนามทิ่มแทงจิตใจของจวินเฟิงซื่อเทียนสลายหายไปในที่สุดจนมันแทบจะจัดงานเลี้ยงขึ้นมาอีกครั้งอย่างไรก็ตามเนื่องจากตัวตนของเฉินจือหยาเป็นความลับสุดยอดดังนั้นจวินเฟิงซื่อเทียนจึงได้แต่จำใจกัดฟันไม่จัดงานฉลองเอิกเกริกในแบบที่มันชื่นชอบ
เวลาครึ่งปีที่ผ่านมา ภายใต้บรรยากาศของหอมารอัคคีบรรพกาลและหยกศิลาลมปราณนับหมื่นก้อนในที่สุดพลังของซ่งไป่หลางได้ทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุดของขั้นรวมวิญญาณและใกล้จะทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์เต็มทีนอกจากนี้กระดูกศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุดเช่นกันอีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุสู่ขั้นกล้ามเนื้อศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ
เวลานี้ซ่งไป่หลางรู้สึกราวกับว่ามันเป็นมัจฉาที่ติดอยู่ในแง่งหินกลางลำธารพยายามแหวกว่ายให้หลุดพ้นแต่กลับไม่สามารถหยุดออกไปได้ความรู้สึกที่น่าอึดอัดเช่นนี้ทำให้ซ่งไป่หลางรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
หากไม่สามารถก้าวข้ามอาการติดขัดนี้ไปได้ก็ยากที่จะทะยานสู่ขั้นราชันยุทธ์แม้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมันในเวลานี้จะสามารถเผชิญหน้าได้กระทั่งจักรพรรดิมนุษย์แต่ซ่งไป่หลางก็ยังรู้สึกไม่พอใจสักเท่าใดนัก
ขณะเดียวกันการพัฒนาของซ่งหงเสวี่ยก็นับได้ว่าไม่เลวเช่นกันระดับพลังของนางทะยานจนถึงจุดสูงสุดของขั้นราชันยุทธ์ อีกเพียงก้าวเดียวก็สามารถไปถึงขั้นจักรพรรดิมนุษย์ได้แล้วตามที่นางได้คาดการณ์เอาไว้ ก่อนที่การประลองราชันย์รุ่นเยาว์จะเริ่มขึ้นระดับพลังของนางจะเพิ่มพูนขึ้นตามอัจฉริยะจากอีกสองขั้วอำนาจได้ทันอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะพลังของเพลิงมารบรรพกาลที่แม้แต่จวินเฟิงซื่อเทียนก็ยังกล่าวด้วยตนเองว่าพลังของนางในเวลานี้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับเพลิงมารบรรพกาลของมันเมื่ออายุห้าสิบปีเลยทีเดียวนี่คือเรื่องของพรสวรรค์และโชคชะตาอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดก็คือผู้ที่พัฒนาตนเองได้รวดเร็วมากที่สุดจะไม่ใช่ทั้งซ่งหงเสวี่ยและซ่งไป่หลางแต่กลับเป็นเด็กหนุ่มเทียนอี้ที่เดิมทีมีพลังขั้นสองราชันยุทธ์ เวลานี้กลับทะยานจนถึงขั้นเจ็ดราชันยุทธ์ความรวดเร็วในการพัฒนาของมันสามารถเอ่ยได้ว่าเป็นการพัฒนาแบบเดือนต่อเดือน ความเร็วในการฝึกที่สูงส่งถึงเพียงนี้แม้แต่จวินเฟิงซื่อเทียนยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึง
เด็กหนุ่มที่ไร้พรสวรรค์เพราะขาดการเชื่อมต่อพลังธาตุกลับฝึกฝนพลังลมปราณได้รวดเร็วราวกับติดปีกโบยบินนอกจากนี้หลังจากพยายามซึมซับเคล็ดวิชากระบี่ตัดมิติอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวลานี้เทียนอี้ได้เข้าสู่ขอบเขตปราชญ์กระบี่แล้วนับว่าเป็นอัจฉริยะทางด้านกระบี่ที่ห้าร้อยปีจะปรากฏตัวสักคนหนึ่งอย่างแท้จริง
-------------------------------
เผื่อพรุ่งนี้ไม่ว่างเลยลงเอาไว้ก่อน Happy New Year ล่วงหน้านะครับนักอ่านที่น่ารักทุกคน