เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 40 ต้องพิสูจน์

            ในสายตาเถ้าแก่จ้าว จากที่เขาสัมผัส หลินซีนับเป็นสตรีที่ฉลาดหลักแหลม เขาจึงไม่เชื่อว่านางจะมองข้ามจุดสำคัญเช่นนี้ไปได้

            การติดต่อกันแต่ละครั้งที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ขอบเขตของตนเป็นอย่างดี ไม่เคยกระทำสิ่งใดที่เป็นการล้ำเส้นของอีกฝ่าย ต่างคนต่างให้ความเกรงใจต่อกันเสมอ แม้แต่จะหยั่งเชิงหรือลองใจก็ไม่เคยทำ

            ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาคาด เมื่อหลินซีกล่าวขึ้น 

            “ข้าทราบดีเจ้าค่ะ สำหรับกิจการภัตตาคารแล้ว หัวใจสำคัญย่อมอยู่ที่ตำรับอาหาร เมื่ออาหารมีรสชาติเลิศล้ำ จึงจะสามารถดึงดูดและรักษาลูกค้าไว้ได้ ตำรับอาหารจึงถือเป็นความลับสุดยอดของร้าน”

            “ในเมื่อรู้ดี เช่นนั้นท่านจะถามไปเพราะอะไร? ข้าว่าธุรกิจซื้อ-ขายวัตถุดิบของเรากำลังลงตัวทีเดียว ข้าเชื่อมั่นในคุณภาพวัตถุดิบของพวกท่านมาก เอาละ เรามาเจรจาแผนธุรกิจที่ท่านว่ากันดีกว่า?” เถ้าแก่จ้าวกล่าวพลางแย้มยิ้ม ท่าทีผ่อนคลายลง

            “ข้าก็กำลังเจรจาธุรกิจใหม่ของข้ากับเถ้าแก่อยู่นี่อย่างไรเจ้าคะ” หลินซีใช้ฝาถ้วยปาดใบชาที่ลอยอยู่บนผิวน้ำออกอย่างเชื่องช้า ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “ก่อนหน้านี้ ข้าสามารถนำเสนอวัตถุดิบชั้นเลิศที่ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวไม่เคยมี และที่อื่นก็หาไม่ได้เช่นกัน แล้วถ้าหากตอนนี้... ข้าสามารถนำเสนอ ตำรับอาหารใหม่ ที่ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวไม่มี และที่อื่นก็ไม่เคยมีให้แก่ท่านได้เล่าเจ้าคะ?”

            สิ้นคำพูดนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่จ้าวพลันเลือนหาย ความผ่อนคลายถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมในทันที แม้แต่เสิ่นเฉินเองก็ยังหันไปมองหญิงสาวข้างกายด้วยความฉงน

            เขารู้ดีว่าหลินซีมีความคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ แต่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นเรื่องนี้... ทว่าพอนึกถึงรสชาติอาหารแสนโอชะที่นางเคยปรุงให้กินที่บ้าน น้ำลายก็ไหลมาเต็มปาก ลูกกระเดือกของชายหนุ่มขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว เขาพลันเข้าใจได้ว่าแนวคิดนี้ก็สมเหตุสมผลดี การหาเงิน ย่อมต้องใช้ความสามารถที่ตนเองถนัดที่สุด การที่หลินซีคิดจะใช้ฝีมือการปรุงอาหารมาต่อยอดเป็นธุรกิจ แม้จะอยู่เหนือความคาดหมายของใครต่อใคร แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของความเป็นไปได้

            หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง เถ้าแก่จ้าวก็วางถ้วยชาในมือลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่ใช้มองหลินซีเต็มไปด้วยแววแห่งการพิจารณาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มสุภาพไว้ “แม่นางหลิน อย่าเพิ่งกล่าววาจาเกินจริงไปนักเลย หัวหน้าพ่อครัวของภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวของเรา ไปเยือนมาแล้วทุกแว่นแคว้น รู้จักอาหารเลื่องชื่อมากมายจากหลายถิ่น ถึงจะไม่กล้ากล่าวอ้างว่าเขาเชี่ยวชาญไปเสียทั้งหมด แต่ก็นับว่าเคยได้ลิ้มลองอาหารดี ๆ มานับไม่ถ้วน”

            ‘ตำรับอาหารที่ที่อื่นไม่มีงั้นรึ?’

            คำพูดนี้ฟังดูโอ้อวดเกินไปสักหน่อย เถ้าแก่จ้าวฟังแล้วนึกขบขัน—-

            เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวนะ... ความรู้สึกมั่นใจอย่างเหลือเชื่อเช่นนี้ของนาง เหตุใดจึงคุ้นเคยนัก? คล้ายกับตอนที่นางเสนอขายผักป่าไม่มีผิด

            หลินซียังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง กล่าวตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “จะจริงหรือเท็จ ก็ย่อมต้องพิสูจน์จึงจะรู้แน่ชัด  เถ้าแก่จ้าว ขอเพียงท่านให้ครัวของภัตตาคารเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่หลากหลายเอาไว้ แล้วข้าจะลงมือปรุงตำรับอาหารของข้าให้ท่านและหัวหน้าพ่อครัวได้ชิม หากตำรับของข้าไม่ได้เป็นอย่างที่พูดหรือไม่ดีพอ ข้ายินดีน้อมรับคำตำหนิและขอขมา แต่หากตำรับของข้าน่าสนใจและพอจะขายได้—-”

            เถ้าแก่จ้าวกล่าวต่อคำทันควัน “—-ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวของข้าย่อมต้องให้ราคาที่สมน้ำสมเนื้อและน่าพอใจแก่แม่นางหลินอย่างแน่นอน!”

            ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คนทำธุรกิจใหญ่โต ต้องคงท่าทีที่แสดงออกถึงความใจกว้างไว้ก่อน จะปล่อยให้แค่เรื่องตำรับอาหารมาทำลายความสัมพันธ์ทางธุรกิจอันดีงามที่สร้างมาไม่ได้

            ทว่าหลินซีกลับส่ายหน้า “ข้าไม่ต้องการราคาที่จ่ายเพียงครั้งเดียวแล้วจบไปเจ้าค่ะ”

            “อะไรนะ?” เถ้าแก่จ้าวเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย ฟังความหมายของนางไม่กระจ่างนัก

            หลินซีเอ่ยวาจาฉะฉาน พร้อมเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเล็กน้อย “ข้าต้องการส่วนแบ่งเจ้าค่ะ”

            “..??..” เถ้าแก่จ้าวเบิกตากว้างขึ้น 

            ‘ส่วนแบ่ง?...’ ก่อนหัวคิ้วจะขมวดเข้าหากัน ‘...เหตุใดยังคงฟังไม่เข้าใจอยู่ดี?’

            หลินซีเห็นสีหน้างุนงงของเขา จึงเอ่ยขยายความ “ความหมายของส่วนแบ่งก็คือ หากตำรับอาหารของข้าได้เข้าไปอยู่ในรายการอาหารของภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวแล้ว หลังจากนั้น ในทุก ๆ เดือน ข้าต้องการส่วนแบ่งเป็นอัตราส่วนจากผลกำไรที่ภัตตาคารทำได้ ส่วนจะเป็นอัตราส่วนเท่าใดนั้น แน่นอนว่าเราสามารถต่อรองกันได้เจ้าค่ะ”

            เถ้าแก่จ้าวใช้เวลาครู่ใหญ่ในการทำความเข้าใจ สีหน้าที่ใช้มองหลินซีในยามนี้พลันแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนยากจะบรรยาย

            ‘นางหมายความว่า... เพียงแค่ตำรับอาหารตำรับเดียว ก็คิดจะรับส่วนแบ่งจากกำไรของภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวทั้งหมดเลยเช่นนั้นรึ??’

            ช่างเป็นความคิดที่… เพ้อฝันเกินไปแล้ว!

            หลินซีราวกับอ่านความคิดของเขาออก จึงพูดต่อ “แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงตำรับเดียว ข้าจะนำเสนอตำรับอาหารใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนใครให้แก่ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวอย่างสม่ำเสมอ และรับประกันว่าจะเป็นตำรับที่หาจากที่อื่นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากในอนาคตภัตตาคารต้องประสบภาวะขาดทุน ข้าก็จะร่วมรับผิดชอบกับเถ้าแก่ด้วย หรือหากการดำเนินกิจการประสบปัญหาใด ๆ ข้าก็จะร่วมคิดหาทางแก้ไขเสมือนเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่ง...  เช่นนี้เถ้าแก่ยังรู้สึกว่าข้อเสนอนี้ท่านเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่อีกหรือไม่เจ้าคะ?”

            สีหน้าของเถ้าแก่ผู้ดูแลกิจการภัตตาคารเปลี่ยนไปอีกครั้ง

            หากเป็นเพียงว่า ใช้ตำรับอาหารชั่วคราวแลกกับส่วนแบ่งกำไรถาวร—-การค้าที่โง่เขลาเช่นนี้ เขาจ้าวเต๋อเฉวียนไม่มีวันทำเด็ดขาด แต่หากนางสามารถนำเสนอตำรับใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่องจริง ทั้งยังกล้าร่วมแบกรับความเสี่ยงทั้งยามกำไรและขาดทุน... ข้อเสนอนี้ก็ฟังดูไม่เลวนัก

            ‘ให้ตำรับอาหาร แลกกับการได้รับหุ้น’

            กล่าวตามตรง แนวคิดนี้ช่างแปลกใหม่สำหรับเขาอย่างยิ่ง…ใหม่เสียจนเขาไม่เคยคิดฝันว่าจะมีผู้ใดเสนอแผนธุรกิจในลักษณะนี้มาก่อน

            ไม่แปลกเลยที่เถ้าแก่จ้าวจะคิดแบบนั้น ในยุคสมัยที่ความเจริญก้าวหน้ายังมาไม่ถึง ความรู้หลายด้านยังคงอยู่ในวงจำกัด หากเถ้าแก่จ้าวอยู่ในยุคสมัยที่ศาสตร์ด้านต่าง ๆ ถูกนิยามเป็นทฤษฎี เขาคงจะเข้าใจได้ทันทีว่า สิ่งที่หลินซีกำลังเสนอคือรูปแบบหนึ่งของ ‘การร่วมทุนด้วยความรู้ความชำนาญ’ (Know-how Contribution)

            แต่ในยามนี้ เขาเพียงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลกใหม่ ทั้งยังต้องใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจอย่างยิ่ง คำพูดของหลินซียังไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวให้เขายอมรับข้อเสนอในทันที แต่ก็พอจะเปิดช่องให้พิจารณาต่อไปได้ ไม่ถึงกับต้องตัดรอนปฏิเสธไปเสียทีเดียว

            หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เถ้าแก่แห่งภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นก็เอาตามที่แม่นางหลินพูด ลองพิสูจน์กันด้วยอาหารจริง ๆ ก่อนเถอะ”

            หลินซีเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถทำให้อีกฝ่ายตอบรับข้อเสนอได้ในครั้งเดียว จึงพูดเสริม  “ข้อเสนอของข้ายังคงมีผลเสมอนะเจ้าคะ หากภายภาคหน้าพวกเราร่วมมือในธุรกิจนี้กันแล้ว แล้วข้าเกิดทำตามที่ตกลงกันไว้ไม่ได้ เถ้าแก่สามารถยกเลิกความร่วมมือได้ทุกเมื่อ เราทำหนังสือสัญญาเป็นหลักฐานไว้ก็ได้ ส่วนเรื่องการพิสูจน์ตำรับอาหารตอนนี้…”

            หลินซีมองออกไปนอกประตู เห็นเอ้อร์เป่ากำลังออกท่าทางเล่านิทานอย่างสนุกสนาน โดยมีซานเป่าและซื่อเป่านั่งตั้งใจฟังใจจดจ่อ ส่วนต้าเป่ายืนกอดอกมองอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ

            นางละสายตาจากเด็ก ๆ กลับมาพูดต่อ “...วันนี้ข้าพาเด็ก ๆ มาด้วย ดูจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ไว้พรุ่งนี้ข้าจะมานำเสนออาหารสูตรเด็ด ตำรับอาหารแปลกใหม่ที่ว่าให้ท่านได้เห็นกับตานะเจ้าคะ”

            เถ้าแก่จ้าวมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพยักหน้ารับ “เช่นนั้นข้าจะรอต้อนรับแม่นางหลิน” 

            ปากเอ่ยไปในใจก็คำนวณ การปรุงอาหารหนึ่งจานใช้เวลาไม่นานนัก เวลาแค่นั้นเขาน่าจะพอสละให้ได้

            หากอาหารของนางน่าสนใจและน่าจะขายได้จริง นั่นย่อมเป็นประโยชน์มหาศาลต่อภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น อย่างมากก็แค่เสียเวลาไปบ้าง และหลังจากนี้เขาก็แค่ไม่สานสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ลึกซึ้งกับนางอีก คงเพียงแค่รับซื้อวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวต่อไปตามเดิมก็เท่านั้น

            เมื่อตกลงกันได้ดังนี้ หลินซีจึงขอตัวลา นางเรียกเสิ่นเฉินแล้วพากันเดินออกจากห้อง เด็ก ๆ ที่รออยู่ในศาลาด้านนอกพอเห็นพวกเขา ก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที

            …

            เถ้าแก่จ้าวครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกไปส่งครอบครัวคู่ค้านี้ด้วยตนเอง เสี่ยวเอ้อร์คนสนิทที่ติดตามเขามานานหลายปีเห็นดังนั้นก็รู้สึกสงสัย จนอดไม่ได้ต้องแอบกระซิบถามเบา ๆ “เถ้าแก่ ท่านให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้ จะคุ้มค่าจริงหรือขอรับ?”

            เถ้าแก่จ้าวมองตามครอบครัวสกุลเสิ่นที่เดินจากไปจนลับสายตา ก่อนจะตอบ ในแววตาสะท้อนความหมายมากมาย 

            “การทำธุรกิจ ไหนเลยจะปราศจากความเสี่ยงได้เล่า? ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าการค้าทุกครั้งจะราบรื่นและได้กำไรมหาศาลเสมอไป มีได้ย่อมมีเสีย นั่นต่างหากคือสัจธรรมของการค้า”

            …แต่หากครั้งนี้เขาเดิมพันถูก ผลประโยชน์ที่จะได้รับกลับมาย่อมมากมายมหาศาล บางครั้ง ‘ผลกำไร’ ในระยะยาว ก็คุ้มค่าพอที่จะเสี่ยง เขาเพียงแต่ต้องเชื่อมั่นในสายตาของตนเอง ว่ายังคงเฉียบคมไม่เปลี่ยนแปลง

    ++++++++++

            หลังออกมาจากภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว หลินซีและเสิ่นเฉินปรึกษากันแล้วตัดสินใจนำเกวียนวัวไปฝากจอดไว้ในที่ปลอดภัย ด้วยตั้งใจว่าจะพาเด็ก ๆ เดินเที่ยวชมตลาดในตัวอำเภอให้ทั่วเสียก่อน แล้วค่อยกลับมารับเกวียนเพื่อเดินทางกลับหมู่บ้าน 

            ขณะที่เดินเลี้ยวมาถึงหัวมุมถนน จู่ ๆ เสิ่นเฉินก็เปรยขึ้น “มีคนมองพวกเราอยู่” ความหมายของถ้อยคำดูเป็นเรื่องใหญ่โตแต่ท่าทีที่เขาใช้คล้ายเอ่ยถึงฝนฟ้า

            “ท่านพ่อ ผู้ใดหรือขอรับ?” เอ้อร์เป่าเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ทันที

            เสิ่นเฉินเพียงตอบสั้น ๆ “ผู้คนทั่วไป”

            หลินซีเข้าใจว่าเสิ่นเฉินน่าจะหมายถึงคนของเถ้าแก่จ้าว จึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “ช่างเถิด บางครั้งความคิดที่แปลกแยกแตกต่าง ก็ย่อมทำให้ผู้คนอดคิดมากหรือกังวลไม่ได้” 

            นางเข้าใจดีว่าข้อเสนอเรื่องส่วนแบ่งที่นางเสนอนั้น ในตอนนี้ยังมองไม่เห็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม และสำหรับนักธุรกิจอย่างเถ้าแก่จ้าว  นี่คือความเสี่ยงใหญ่หลวง บางทีเขาอาจจะยังกังขาว่า นางกำลังคิดหลอกลวงเขาก็เป็นได้

            หลินซีพูดจบก็เปลี่ยนเรื่อง ชี้มือไปยังร้านค้าข้างหน้า ถามเสียงสดใส “ตรงนั้นมีร้านขายขนมน้ำตาลเคลือบ มีใครอยากกินบ้าง?”

            “ข้าอยากกินเจ้าค่ะ…” ซื่อเป่าขานรับเสียงเบา พลางยกนิ้วเล็ก ๆ ขึ้นกัดตามความเคยชิน

            หลินซีค่อย ๆ ดึงมือน้อย ๆ นั้นออก เอ่ยสอนเสียงอ่อนโยน “กัดนิ้วไม่ดีนะ ไปเลือกขนมกับพวกพี่ชายคนละไม้เถิด”

            “ข้าไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ แล้ว ไม่ต้องกินขนมแบบนั้นหรอกขอรับ!” เอ้อร์เป่าเชิดหน้าประกาศอย่างไว้ท่า แต่พอถูกซื่อเป่ากึ่งลากกึ่งจูงให้เดินตามไป ไม่กี่ก้าวต่อมาเขากลับเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าน้องสาวไปเสียแล้ว

            หลินซีมองตามภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ก่อนจะละสายตากลับมา นางหันไปสบตาบิดาของเด็กทั้งสี่แล้วเอ่ยถาม 

            “แล้วเจ้าเล่า เสิ่นเฉิน… เจ้าไม่รู้สึกแปลกใจบ้างหรือว่าเหตุใดข้าถึงเสนอเรื่องเช่นนั้นออกไป?” 

            นางอดคิดไม่ได้ว่า สำหรับคนในยุคนี้อย่างเขา ข้อเสนอของนางจะดูพิลึกพิลั่นเกินไปหรือไม่?...หรือเขาจะคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันกลางวันไปแล้ว?

            เสิ่นเฉินกล่าวตอบด้วยใบหน้าสงบนิ่งเช่นเคย “ผลประโยชน์ระยะยาวที่ค่อนข้างมั่นคง ข้อเสนอของเจ้าถือว่าสมเหตุสมผล”

            หลินซีเลิกคิ้ว อดไม่ได้ที่จะถามต่อ “แล้ว… เจ้าไม่รังเกียจหรือที่ข้าออกมาติดต่อค้าขายแบบเปิดหน้าเช่นนี้? ข้าสังเกตว่าคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน ดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ บางคนยังดูต่อต้านด้วยซ้ำ แต่…ข้าก็เข้าใจนะ พวกเขาคงรู้สึกว่าการที่สตรีแต่งงานแล้วยังมาทำเรื่องแบบนี้มันดูไม่งาม ไม่เหมาะไม่ควรที่จะทำ”

            นางนึกถึงกรณีของครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้าน เวลาต้องเข้าอำเภอมาเจรจาการค้ากับคนนอก ผู้ที่มาก็คือจางเจ๋อ หาใช่ป้าจางหรือแม้แต่จางอวี้เอ๋อร์

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย ที่คุณอ่าน

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    58.22M 2245
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.60M 3244
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668