Wanderlust เพราะชีวิตคือการเดินทาง

    บทที่ 17 พบเจอและลาจาก

            เช้าที่พะเยาเงียบสงบกับท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆและแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านหน้าต่างของที่พักที่ทั้งสามคนนอนค้างกันมาเมื่อคืนเสียงกาน้ำร้อนที่เริ่มเดือดและกลิ่นกาแฟอ่อน ๆ จากร้านตรงข้ามถนนชวนให้คนที่ยังสะลึมสะลือเริ่มรับรู้ว่าเช้านี้มาถึงแล้ว

    เจมส์บ่นงัวเงียอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ เพราะรู้สึกเมาค้างอย่างหนักพูดซ้ำอยู่หลายต่อหลายครั้งว่าจะไม่ดื่มอีกแล้วเสียงหัวเราะจากภูมิที่นั่งอยู่ปลายเตียงทำให้บรรยากาศของห้องพักดูผ่อนคลายและเบาลงมากแม้จะไม่มีคำขอโทษใด ๆ แต่เสียงหัวเราะและความเงียบที่ไม่อึดอัดก็ดูเหมือนจะกลายเป็๞สัญญาณว่าทั้งคู่ได้ก้าวข้ามความข้องใจได้อย่างราบรื่น

            ภูมิเดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จสะพายเป้ไว้บนไหล่เสื้อยืดสีขาวเรียบกับยีนส์สีซีดทำให้เขาดูเหมือนพร้อมจะเดินทางต่อได้ทุกเมื่อใบหน้าเรียบเฉยนั้นแฝงไว้ด้วยบางอย่าง...อาจจะเป็๲ความตั้งใจ...หรือความลังเลที่เขายังไม่พูดออกมา           

            “กินข้าวกันก่อนมั้ย?” เฟิร์นถาม พลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม      

            “ไว้ไปกินระหว่างทางดีกว่าพี่ยังมีที่ต้องแวะอีกจุดหนึ่งก่อนออกจากพะเยา” เขาตอบเรียบ ๆแล้วเหลือบมองเจมส์กับเฟิร์นแวบหนึ่ง “แต่...พี่ขอแวะคนเดียวเราสองคนนั่งรอในรถนะ”

            รถตู้เลี้ยวออกจากตัวเมืองพะเยาวิ่งไปตามถนนเลียบทุ่งนาสองข้างทางเต็มไปด้วยความเขียวขจีของต้นข้าวและบ้านเรือนที่กระจายห่างกันแดดสายเริ่มสาดเข้ามาทางกระจกหน้ารถส่องลงบนใบหน้าของเจมส์ที่ยังสะลึมสะลือจากเมาค้าง

    พี่ภูมิขับรถอย่างเงียบ ๆ มือจับพวงมาลัยแน่นเล็กน้อยทุกครั้งที่ผ่านโค้ง เขาจะมองกระจกหลังเหมือนตรวจสอบอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากริมฝีปาก

    เสียงลมหายใจของเขาแ๵่๭เบา แต่หนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆเหมือนกำลังเตรียมใจ

    ดวงตาคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อรถเลี้ยวเข้าไปในทางเล็ก ๆที่ขนาบด้วยต้นลำไย บ้านหลังเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นกลางสวนไม้ผล เงียบ สงบและเต็มไปด้วยกลิ่นฝนที่ตกเมื่อคืนก่อน

    บ้านหลังเล็กที่พี่ภูมิขับรถพามาจอดอยู่กลางสวนไม้ผลเขาลงจากรถไปคนเดียวโดยไม่พูดอะไร มือหนึ่งแบกกล่องไม้ใบหนึ่งที่เหมือนถูกเก็บไว้นานมาก

    เขาจอดรถโดยไม่พูดอะไรมือหนึ่งแบกกล่องไม้ใบหนึ่งที่ดูเก่าจนฝุ่นเกาะเหมือนมันถูกเก็บไว้มานานเหลือเกินกล่องนั้นไม่มีฉลาก ไม่มีป้ายชื่อ มีเพียงความเงียบที่ล้อมรอบ

    เฟิร์นกับเจมส์นั่งรอเงียบ ๆ ในรถ เสียงแอร์รถเบา ๆผสมกับเสียงนกร้องจากข้างนอก เฟิร์นมองภาพด้านหน้า...เธอรู้สึกบางอย่างในอกแต่ไม่กล้าถาม                 

            “ในกล่องนั่นมีอะไรนะ?” เจมส์พึมพำ                   

            เฟิร์นยังคงมองตรงไปข้างหน้า“ไม่รู้สิ...แต่ดูแล้วก็คงสำคัญมาก”

    ไม่ถึงสิบนาที ประตูบ้านเปิดออกอีกครั้งผู้หญิงวัยกลางคนเดินออกมาพร้อมกับเขาเธอโอบกอดพี่ภูมิแน่นจนเขาต้องก้มหน้าลงเล็กน้อย มือของเขาสั่นเล็กน้อยตอนกอดตอบและเมื่อเธอพูดประโยคหนึ่งเบา ๆ ใส่หูเขา เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

    เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินกลับมาที่รถ

            “ธุระเรียบร้อยดีมั้ย?” เฟิร์นถามเบา ๆ

            เขาเพียงแค่พยักหน้า แล้วสตาร์ทรถ“ไปเชียงรายกันเถอะ...ถึงเวลาส่งเฟิร์นกลับบ้านแล้ว”

    ถนนสายระหว่างพะเยาและเชียงรายเงียบสงบ ต้นไม้ไหวตามลมเบา ๆ ข้างทางอากาศอุ่นและเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคน

    เจมส์มองออกไปนอกหน้าต่าง รถยังวิ่งไปเรื่อย ๆแต่ความคิดของเขาเหมือนวนอยู่ที่เดิม

            “เดี๋ยวเฟิร์นก็ต้องกลับแล้วสินะ”เจมส์พูดเสียงอ่อน

            “นั่นสิ เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ”เฟิร์นพูดเบา ๆ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างบานเดียวกันดวงตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย...เธอไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในใจตอนนี้คืออะไร

            เมื่อถึงเชียงรายแดดเริ่มอ่อนลงเหมือน๰่๥๹บ่ายใกล้เย็นรถตู้จอดหน้าบ้านชั้นเดียวหลังเล็กที่เต็มไปด้วยไม้ประดับหลากสีเฟิร์นยิ้มกว้างเมื่อเห็นประตูบ้านถูกเปิดออกหญิงวัยกลางคนเดินออกมาต้อนรับอย่างดีใจ

            “แม่!” เฟิร์น๻ะโ๷๞แล้ววิ่งไปกอดแน่นๆ แบบที่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองคิดถึงมากขนาดนี้

    เจมส์กับพี่ภูมินั่งลงที่โต๊ะไม้หน้าบ้าน กลิ่นดอกไม้จาง ๆลอยมาตามลม       

            “พักที่นี่ก่อนนะเดี๋ยวเย็นนี้เราทำกับข้าวให้กินเอง” เฟิร์นพูดพลางรินน้ำเย็นให้ทุกคน

    เจมส์นั่งมองเธอในห้องครัวขณะเธอสวมผ้ากันเปื้อนของแม่และยืนผัดอะไรบางอย่างอยู่หน้าเตา พี่ภูมินั่งอยู่ข้างๆ ช่วยเด็ดผักเงียบ ๆ สายตาเขามองมือตัวเอง

    ตอนเย็นพวกเขานั่งกินกับข้าวฝีมือเฟิร์นที่โต๊ะไม้หน้าบ้านกลิ่นหอมของกับข้าว คลออยู่ข้างบทสนทนาธรรมดา ๆ และเสียงหัวเราะเบา ๆ

            “ถ้าไม่ได้มาเจอกันคงพลาดอะไรไปเยอะเลยเนอะ” เจมส์พูด

            “นั่นสิ…” เฟิร์นตอบ“บางครั้ง...การหลงทางก็ไม่แย่อย่างที่คิดนะ”

    เสียงหัวเราะของเจมส์ดังขึ้นเมื่อเล่าเ๱ื่๵๹ตอนตัวเองเมาแล้วลุกไปร้องเพลงหน้าร้านเหล้าเขาทำท่ากะโผลกกะเผลกให้ทุกคนดู แล้วทุกคนก็หัวเราะด้วยกัน

    ในคืนนั้น ใต้หลังคาบ้านไม้ที่ลมเย็นพัดผ่าน ผ้าม่านไหวเบา ๆและเสียงจิ้งหรีดร้องอยู่ด้านนอก ทั้งสามคนปีนขึ้นไปบนหลังคานั่งมองดูดาวอย่างเงียบ ๆ

    ไม่มีคำไหนต้องพูด ไม่มีคำที่จะต้องอธิบายมากมาย

    ภูมินั่งไขว้ขา มองท้องฟ้าที่กระจายด้วยดาวนับพัน ดวงตาเขานิ่งแต่ในอกเต็มไปด้วยภาพความทรงจำ

    เฟิร์นนั่งอยู่ข้างเขา หัวพิงไหล่เจมส์อย่างแ๶่๥เบา

    และเจมส์...

    เจมส์กำลูกแก้วในกระเป๋าไว้แน่น

    ไม่รู้ว่าทำไม...

    แต่รู้สึกเหมือนมันช่วยให้ใจอุ่นขึ้น

    เพียงเท่านี้...ความเงียบก็เพียงพอแล้ว