ม่านหมอกเช้าจางลางคลุมยอดเขา วัดเทียนหนานตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจี เสียงระฆังเช้าเบาๆ ดังก้องทั่วหุบเขาราวกับจะปลุกสรรพสิ่งให้ตื่นขึ้นจากความหลับใหล หลิงจวินสวมผ้าคลุมสีเทาเข้มดวงตาคมดุจเหยี่ยวทอดมองทางขึ้นวัดที่ทอดยาวคิ้วขมวดแน่นราวกับกำลังแบกรับูเาทั้งลูกไว้บนบ่า
"เสียนเอ๋อร์ เ้าเหนื่อยหรือไม่" เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไป
หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายซีดเซียวเดินตามมาติดๆ ใบหน้าอ่อนหวานซ่อนความสับสนไว้ในแววตา แม้ความจำจะพร่าเลือนแต่หัวใจกลับรู้สึกอุ่นปลอดภัยยามอยู่เคียงข้างบุรุษผู้นี้
"ข้าไม่เหนื่อยเ้าค่ะ เพียงแต่" เธอหยุดพูด ราวกับลังเลที่จะเอ่ยต่อ
"เพียงแต่อะไรเสียนเอ๋อร์" หลิงจวินหันกลับมามองั์ตาเ็านั้นแม้จะเรียบเฉยทว่าภายใต้แววตากลับแฝงความห่วงใยบางเบา
"เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจเหตุใดท่านจึงช่วยข้า ทำไมถึงยอมพาข้ามาด้วยทั้งที่ท่านเองก็กำลังถูกไล่ล่า"
หลิงจวินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
"เพราะข้าเคยผิดพลาดมาแล้วหนึ่งครั้งข้าจะไม่ยอมเสียเ้าไปอีก"
ฮวาเสียนขมวดคิ้วเล็กน้อย "ข้าเคยรู้จักท่านมาก่อนหรือ"
"เ้าไม่จำเป็ต้องจำได้ตอนนี้แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครพรากเ้าไปอีก ไม่ว่าแม้แต่โชคชะตาเอง"
เขากล่าวจบก่อนจะหันกลับขึ้นทางลาดชัน สู่วัดเทียนหนานบนยอดเขา
เบื้องในวัดเทียนหยูจื้อพระผู้เฒ่าแห่งวัดเทียนหนานกำลังชงชาอย่างเงียบสงบ เขาหลับตาแล้วเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมองประตู
"เ้ามาแล้วหลิงจวิน"
บานประตูไม้เปิดออกช้าๆ แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามาทอดสายตาคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เฒ่า ฮวาเสียนตามมานั่งอยู่เงียบๆ ด้านหลัง
"อาจารย์ข้า้ารู้ว่าใครอยู่เื้ัแผนใส่ร้ายครั้งนี้ ข้าสูญเสียทุกอย่างแม้แต่ชื่อเสียงและความทรงจำของนาง"
พระผู้เฒ่าลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาเปี่ยมด้วยปัญญาและความสงบเย็น
"ข้าเตือนไว้แล้วว่าชะตาของเ้าสองคนจะเต็มไปด้วยเพลิงภัยแต่เ้ายังฝืนเดินทางเส้นนี้"
"ข้ายอมฝืนทุกชะตา หากมันจะทำให้นางปลอดภัย" หลิงจวินเอ่ยเสียงหนักแน่
เทียนหยูจื้อทอดถอนใจแล้วหยิบหยกเล็กๆ ชิ้นหนึ่งส่งให้
"นี่คือหยกผนึกิญญามันอาจช่วยรื้อฟื้นความทรงจำของนางได้แต่มันจะทำให้ศัตรูรู้ตำแหน่งของพวกเ้า"
หลิงจวินรับหยกนั้นอย่างแน่วแน่ "ข้ายอมแลกทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของข้าเอง"
พระผู้เฒ่ามองเขาเนิ่นนานก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ในคืนเดือนดับเมื่อเงาจันทราโอบภูผาความจริงจะปรากฏและเืจะรินไหลอีกครั้ง"
เสียงระฆังในวัดดังขึ้นอีกคราแต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่เพียงเสียงปลุกยามเช้ามันคือสัญญาณแห่งชะตาที่กำลังเริ่มต้นอีกบทหนึ่ง
สายลมยามเช้าพัดเอื่อยเสียงใบไผ่กระทบกันเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบจากอดีตกาลภายในห้องรับแขกของวัดเทียนหนานความเงียบยังคงปกคลุมหลังจากพระผู้เฒ่าเทียนหยูจื้อกล่าวประโยคสุดท้าย หลิงจวินนั่งนิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแต่แววตาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย ฮวาเสียนยังคงนั่งอยู่เื้ัเขาเธอก้มหน้าลงเหมือนกลัวว่าคำพูดเมื่อครู่ของพระผู้เฒ่าจะมีผลกับเธอโดยตรง
“อาจารย์คืนเดือนดับนั่นจะมาถึงเมื่อใด” หลิงจวินถามเสียงเรียบ
เทียนหยูจื้อหลับตาแล้วเอ่ยเบา ๆ “อีกเจ็ดค่ำเ้าไม่มีเวลามากแล้ว”
หลิงจวินพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ พระผู้เฒ่าหันไปยังฮวาเสียนเป็ครั้งแรกสีหน้าอ่อนโยนลง
“เด็กน้อยเ้าคงเ็ปจากอดีตมากกว่าที่เ้ารู้ตัวคนที่ลบความทรงจำของเ้าใช้วิชาผนึกิญญาขั้นสูงไม่เพียงลบแต่ยังกลบความรู้สึกที่เ้ามีต่อบุรุษตรงหน้า”
ฮวาเสียนสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองหลิงจวินอย่างลังเล
“ข้าเคยรักท่านอย่างนั้นหรือ” เสียงเธอสั่น
หลิงจวินนิ่งไปครู่หนึ่งดวงตาคมปรายมามองเธอราวกับแฝงความเ็ปที่เก็บซ่อนไว้
“ใช่เ้าเคยรักข้าและข้าก็เคยสูญเสียเ้าครั้งหนึ่งแล้ว”
ฮวาเสียนเบือนหน้าหนีรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดความรู้สึกบางอย่างเริ่มซึมเข้ามาในจิตใจคล้ายคลื่นที่ซัดฝั่งเบา ๆ แต่ยากจะต่อต้าน
“หยกผนึกิญญานี้” เทียนหยูจื้อยื่นหยกที่คล้ายจะโปร่งใสในแสงแดดให้หลิงจวิน
“นำไปวางใต้หมอนของนางในคืนที่จันทร์เต็มดวงความทรงจำจะเริ่มคลี่คลายแต่จงเตรียมใจความจริงบางอย่างอาจทำให้เ้าเจ็บยิ่งกว่าการลืม”
หลิงจวินพยักหน้ารับหยกมาอย่างระมัดระวัง
“ข้าจะยอมรับทุกอย่างขอเพียงได้รู้ความจริง”
พวกเขาใช้เวลาอีกหนึ่งคืนในวัดเทียนหนานขณะพระผู้เฒ่าสอนวิธีใช้หยกและบอกเส้นทางลับลงเขาเพราะเส้นทางหลักตอนนี้เต็มไปด้วยสายสืบของวังหลวง ยามค่ำฮวาเสียนนอนนิ่งอยู่ใต้หลังคาไม้ไผ่ในห้องเล็ก ๆ ที่พระให้พักเสียงจักจั่นนอกหน้าต่างดังไม่ขาดสาย เธอนอนไม่หลับหญิงสาวพลิกตัวหยกผนึกิญญาวางอยู่ใต้หมอนตามคำสั่งของพระผู้เฒ่า เธอรับรู้ได้ถึงไอเย็นบางเบาที่แทรกผ่านหมอนราวกับกระแสคลื่นแห่งความทรงจำกำลังค่อย ๆ ไหลเวียน เสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินมาหยุดหน้าห้อง
“เสียนเอ๋อร์” เสียงหลิงจวินดังเบา ๆ นอกประตู
เธอลุกขึ้นเปิดประตูช้า ๆ บุรุษผู้นั้นยืนอยู่ในเงามืดของโคมไฟ
“เ้าหลับหรือยัง” เขาถามด้วยเสียงอ่อนลงผิดวิสัย
ฮวาเสียนส่ายหน้า “หลับไม่ลงเ้าค่ะ”
หลิงจวินนิ่งไปก่อนจะยื่นถุงผ้าห่อสมุนไพรให้
“สมุนไพรหอมช่วยให้หลับสบายอาจช่วยให้ความทรงจำคืนกลับไวขึ้น”
เธอรับมาด้วยสีหน้าแปลกประหลาดดวงตาคู่งามจ้องมองเขานิ่ง
“แม่ทัพหลิงท่านแน่ใจหรือว่าอยากให้ข้าระลึกถึงอดีตนั้นจริง ๆ”
หลิงจวินตอบช้า ๆ “แม้ความทรงจำจะเต็มไปด้วยความเ็ปแต่ข้าก็อยากให้เ้ารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและข้ารู้สึกอย่างไรกับเ้า” เขาหันจากไปทิ้งเธอไว้กับหัวใจที่เริ่มสั่นไหว
รุ่งเช้าทั้งสองออกจากวัดด้วยเส้นทางลับตามคำชี้แนะของพระผู้เฒ่า เส้นทางนั้นเลียบผาสูงผ่านป่าลึกและลำธารเย็นะเืพวกเขามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ชายแดนชื่อ “ซื่อหลง” ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงหลายวันเดินทางที่หมู่บ้านนั้นมีสำนักหมอหลวงที่ลี้ภัยอยู่ผู้ซึ่งเคยเป็หมอประจำราชวังและเป็คนที่หลิงจวินหวังว่าจะรู้เบาะแสของคนที่อยู่เื้ัการใส่ร้าย
ตลอดเส้นทางฮวาเสียนเริ่มมีอาการแปลก ๆ บางครั้งเธอหยุดเดินกระทันหันมองทิวไม้ราวกับจำอะไรได้เลือนรางบางครั้งก็ผวาเมื่อได้ยินเสียงน้ำไหลคล้ายภาพบางอย่างกลับมาวูบวาบในหัว
คืนหนึ่งหลังจากพักแรมใต้ต้นไม้ใหญ่ฮวาเสียนฝัน เธอฝันถึงห้องโถงใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหรามีบุรุษในชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่กลางห้องจ้องมาที่เธอด้วยสายตานิ่งสงบ
“เ้าต้องลืมเขาความรักนั้นจะนำหายนะมาให้”
น้ำเสียงของบุรุษผู้นั้นเยือกเย็นและทรงอำนาจ
ฮวาเสียนในฝันพยายามะโแต่ไม่มีเสียงหลุดจากปากแล้วก็มีแสงจ้าสาดเข้าตาก่อนที่ทุกอย่างจะมืดลง
เช้าวันต่อมาเธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อเย็นทั่วแผ่นหลัง
“ฝันร้ายหรือ” หลิงจวินถามขณะกำลังต้มยาสมุนไพร
“ข้าฝันเห็นชายผู้หนึ่งสวมชุดขาวเขาบอกให้ข้าลืมใครบางคน” เธอกล่าวเสียงเบา
“ข้าไม่เห็นหน้าเขาชัดแต่รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา”
หลิงจวินหันมาช้า ๆ สีหน้าเคร่งเครียด
“เ้าอาจจะฝันถึงชินอ๋อง”
ชื่อที่เขาเอ่ยออกมานั้น ทำให้บรรยากาศรอบกองไฟเย็นวูบลง
“ชินอ๋อง” ฮวาเสียนทวนคำ
“เขาคือน้องชายของฮ่องเต้และเป็คนที่ข้าสงสัยว่าอยู่เื้ัแผนการทั้งหมดนี้ทั้งใส่ร้ายข้าและลบความทรงจำของเ้า”
ตลอดวันนั้นฮวาเสียนนิ่งเงียบคล้ายอยู่กับตนเองตลอดเวลาความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจทั้งอบอุ่นทั้งปวดร้าวสับสนไปหมดจนกระทั่งพวกเขาเดินทางมาถึงหน้าหมู่บ้านซื่อหลงในคืนเดือนดับ
หมู่บ้านถูกหมอกปกคลุมราวกับม่านบางระหว่างโลกมนุษย์กับ์มีบ้านไม้เรียงรายอยู่สองฟากทางและที่ปลายหมู่บ้านมีบ้านพักหลังหนึ่งที่ปิดเงียบ
“นั่นคือบ้านของหมอเกาเขาเคยเป็หมอหลวงก่อนจะถูกเนรเทศเพราะขัดใจราชสำนัก” หลิงจวินกล่าว ขณะจูงม้าช้า ๆ เข้าไป
ประตูบ้านหมอปิดสนิทหลิงจวินเคาะประตูสามครั้งไม่นานนักชายชราเคราขาวก็โผล่มา
เขาเห็นหลิงจวินก็เบิกตากว้าง “แม่ทัพหลิง! ท่านยังมีชีวิตอยู่”
“ยังไม่ตายแต่เกือบ” หลิงจวินกล่าวแล้วหันไปทางฮวาเสียน
“และนางคือคนที่ท่านเคยรักษาเมื่อสองปีก่อนก่อนนางจะหายตัวไปจากเมืองหลวง”
หมอเกาจ้องดูฮวาเสียนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“นางถูกสะกดความทรงจำใช่ว่าใครก็ทำได้ต้องเป็ผู้ฝึกวิชาสายจิตขั้นสูงและข้าเคยเห็นเพียงคนเดียวที่มีฝีมือขนาดนั้น”
“ชินอ๋อง” หลิงจวินเอ่ยเสียงเย็น
หมอเกาพยักหน้าเงียบ ๆ ทันใดนั้นเองฮวาเสียนร้องออกมาเบา ๆ มือยกขึ้นกุมขมับร่างทรุดลงภาพในอดีตถาโถมกลับมา ภาพของเธอในชุดเ้าสาวสีแดงยืนเคียงข้างหลิงจวินภายในจวนแม่ทัพ เสียงหัวเราะ หยอกเย้า คำมั่นสัญญาแล้วภาพตัดเปลี่ยนเป็เสียงกรีดร้อง เื สายตาของหลิงจวินเต็มไปด้วยเืและโทสะ
เสียงชินอ๋องดังขึ้นในหัว
“เ้าคือจุดอ่อนของเขาฮวาเสียนหากไม่มีเ้าเขาจะไม่ล้ม”
เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียงร่างสั่นระริกก่อนจะหมดสติลงตรงนั้น
หลิงจวินพุ่งเข้าไปประคองร่างนางไว้ในอ้อมแขนมือเย็นเฉียบของเธอแตะอยู่ที่อกเขาเบา ๆ
“เสียนเอ๋อร์! เสียนเอ๋อร์! เ้าได้ยินข้าไหม”
เธอลืมตาช้า ๆ น้ำตาไหลอาบแก้มดวงตาคู่นั้นไม่ว่างเปล่าอีกต่อไปเธอยื่นมือขึ้นััแก้มเขา
“จวิน ข้าจำได้แล้ว”